
Sign up to save your podcasts
Or


พระโพธิสัตว์ถูกประเล้าประโลมด้วยเหล่าสาวงามนักฟ้อนรำ แต่พระองค์กับพิจารณาว่า เป็นเพียงเนื้อเลือดกระดูกหนังที่ประกอบกันเป็นโครงขึ้น มีความสวยงามแต่เพียงภายนอก จึงทรงตั้งสัจจาธิษฐานว่า “ขออานุภาพแห่งบุญบารมีที่ข้าพเจ้าสั่งสมมาดีแล้วนับภพชาตินับชาติมิถ้วน จงบันดาลให้หญิงเหล่านี้ อย่าได้แตะต้องสรีระของข้าพเจ้าเลย”
อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ทรงกลั้นลมหายใจ ทันใดนั้นพระสรีระของพระโพธิสัตว์ก็กลับแข็งกระด้างขึ้น หญิงงามทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะแตะต้องพระสรีระของพระองค์ พากันคิดว่า “พระราชกุมารนี้ เห็นทีคงจะเป็นยักษ์จำแลงมาเป็นแน่” จึงพากันวิ่งหนีพระราชกุมารไปด้วยความตื่นกลัว
พระราชบิดาราชมารดาทรงให้ทดลองด้วยสิ่งปฏิกูล โดยปล่อยให้พระราชกุมารทรงถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่ในที่บรรทม กระทั่งฝูงแมลงวันรุมไต่ตอมพระองค์ จนแทบจะมองไม่เห็นพระกาย ถึงกระนั้นก็หาได้หวั่นไหวไม่ ทรงวางอารมณ์เป็นกลาง แม้พระราชมารดาจะตรัสวิงวอนสักเพียงใด ก็บรรทมนิ่งเหมือนไม่ได้ทรงสดับพระวาจานั้น ทรงอดกลั้นความโศกาอาดูรนั้นเสีย
ในปีต่อมา ก็ทรงให้ทดลองพระราชกุมารด้วยถ่านเพลิง ด้วยการวางกระเบื้องเต็มด้วยไฟไว้ใต้พระแท่นที่บรรทม พระราชกุมารแม้จะถูกไฟสุมอยู่เบื้องล่าง จนร้อนไปทั่วพระสรีระ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็มิได้ขยับพระหัตถ์หรือพระบาทเลย
“เราพินาศไปในปากงูร้าย ยังดีกว่าตายในนรกอันร้ายกาจ” ดำริดังนี้แล้วก็ทรงประทับนั่งนิ่งเหมือนเข้านิโรธสมาบัติ
อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชทรงทดลองด้วยผลไม้ซึ่งพระองค์ก็ทรงให้กระทำตามนั้นโดยให้นำเอาผลไม้ใส่ถาดแล้วนำเข้าไปวางไว้โดยวิธีเดิม แต่พระราชกุมารก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในปณิธาน ไม่แสดงอาการให้ผิดแปลกไปจากเดิม แม้จะทดลองด้วยวิธีนี้อยู่หนึ่งปี แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย
พระพี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย เห็นอาการผิดปกติของพระราชกุมารจึงได้ไปกราบทูลพระนางเจ้าจันทาเทวีให้ทรงทราบ พระนางจึงได้เข้าไปกราบทูลพระราชสวามีให้ทรงทราบส่วนพระเจ้ากาสิกราช เมื่อได้รับคำกราบทูลถวายรายงานแล้วก็ทรงรีบให้แพทย์หลวงมาตรวจรักษา
แพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญที่สุดได้ตรวจดูพระอาการโดยละเอียดแล้วก็ไม่เห็นมีโรคทางกายแต่อย่างใดจึงแนะนำให้พระเจ้ากาสิกราชเชิญพราหมณ์ผู้ชำนาญในการดูลักษณะมาตรวจดูแม้พวกพราหมณ์ผู้ชำนาญในลักษณะก็ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติ จึงกราบทูลแนะนำให้ทดลองพระราชกุมารโดยให้นางนมถวายนมเลยเวลาไปสักหน่อย เมื่อพระราชกุมารทรงหิวมากๆก็จะทรงกรรแสงเพื่อทรงขอเสวยนมเอง
พระเจ้ากาสิกราชจึงทรงรับสั่งให้พวกนางนมทำตามนั้นแต่พระราชกุมารก็กลับทรงนิ่งเฉยมิได้ทรงกรรแสงสักนิดเดียว
พระราชกุมารหลังจากได้ทรงเห็นพระราชบิดาทรงตัดสินลงอาญานักโทษทั้ง 4 คน ด้วยวิธีการประหารที่ต่างๆ กัน ก็ทรงสดุ้งพระทัยหวาดกลัวภัยในนรกที่พระชนกจะได้รับ
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นบรรทมแล้ว ก็ลืมพระเนตรแลดูเบื้องบน ได้เห็นพระเศวตฉัตร และสิริราชสมบัติอันโอฬาร ก็ทรงดำริขึ้นว่า ก่อนที่จะมาเกิดในพระราชมณเฑียรภายใต้พระเศวตฉัตรนี้ เรามาจากไหนหนอ ก็ทรงระลึกชาติหนหลังได้ว่า เราเคยเป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนี้ 20 ปี ครั้นตายแล้ว ก็ไปบังเกิดในอุสสุทนรกนานถึงแปดหมื่นปี พอพ้นจากนรก ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จากนั้นจึงได้กลับมาเกิดที่นี่อีก เมื่อทรงนึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนเคยเสวยในนรก ก็ทรงสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า หากเราอยู่ที่นี่ต่อไป ก็คงไม่พ้นต้องสั่งประหารชีวิตผู้คนมากมายเช่นเดิม และจะต้องย้อนรอยไปสู่นรกอีกเป็นแน่
ดำริฉะนี้แล้ว ก็ทรงสลดพระทัยยิ่งนัก ได้แต่บรรทมกระสับกระส่าย ฝ่ายเทพธิดาผู้สถิตอยู่ที่พระเศวตฉัตร ได้ทราบความดำริของพระราชกุมาร จึงปลอบโยนว่า พ่อเตมิยะ พ่ออย่าเศร้าโศกไปเลย หากต้องการจะพ้นไปจากที่นี้ พ่อก็จงแกล้งทำเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก เป็นคนใบ้ พ่ออย่าได้แสดงตนว่าเป็นบัณฑิต ในที่สุดเขาก็จะขับไล่พ่อออกไป หากพ่อสามารถกระทำตามนี้ได้ ความปรารถนาของพ่อก็จะสำเร็จ
พระเตมิยกุมารได้สดับดังนั้น ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า ต่อจากนี้ไป เราจะแสดงตนเป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหูหนวก และเป็นคนใบ้ จนกว่าความปรารถนาของเราจะสำเร็จ
พระราชาทรงทราบว่า มีกุมารคลอดในเรือนของอำมาตย์ในวันเดียวกันถึง 500 คน ก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก รับสั่งให้ทำเครื่องประดับแล้วพระราชทานให้แก่กุมารเหล่านั้น แล้วทรงพระราชทานแม่นมให้เลี้ยงดูกุมารเหล่านั้น สำหรับพระราชกุมารนั้น พระราชาทรงพระราชทานแม่นมที่มีความงดงามให้ 64 นาง ซึ่งเว้นจากโทษ 10 ประการ คือไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่อ้วน ไม่ผอมจนเกินไป ถันไม่แบน ไม่หย่อนยาน ไม่เป็นโรคหอบหืด และไม่เป็นโรคไอ
เมื่อพระราชกุมารมีพระชนมายุได้ 1 เดือน พี่เลี้ยงนางนมได้ประดับพระกายแล้วอัญเชิญขึ้นเฝ้าพระราชบิดา ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จออกว่าราชการอยู่ภายในท้องพระโรงมหาวินิจฉัย ก็ทรงรับเอาพระกุมารมาจากมือของพี่เลี้ยงนางนม แล้วทรงอุ้มพระราชกุมารให้ประทับนั่งบนตัก แล้วก็ทรงวินิจฉัยคดีความต่อไป โดยตรัสสั่งให้ลงพระอาญาแก่มหาโจร 4 คน โดยให้โบยโจรคนหนึ่งด้วยหวายหนามแช่น้ำเกลือจนตาย โจรอีกคนหนึ่งให้จองจำไว้กับขื่อคา โจรอีกคนหนึ่งก็ให้นำไปประหารด้วยคมหอก โจรคนสุดท้ายให้เสียบด้วยหลาวทั้งเป็น
พระเตมิยราชกุมาร เมื่อได้สดับคำตัดสินลงอาญาของพระราชบิดา ก็ทรงหวาดสะดุ้ง เกิดความสลดหดหู่ ดำริว่า พระราชบิดาของเรา ทำบาปกรรมใหญ่หลวงนัก คงไม่พ้นจากการเสวยทุกข์ในนรกเป็นแน่ หากปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ ต่อไปในภายหน้า แม้เราเองก็จะต้องตัดสินคดีความดุจเดียวกับพระราชบิดา ดำริฉะนี้แล้วก็ยิ่งสลดพระทัยเพิ่มขึ้น
ท้าวสักกเทวราชเกิดร้อนพระทัย ด้วยเดชแห่งศีลและการตั้งสัจจอธิษฐาน ของพระนางเจ้าจันทาเทวี จึงทรงตรวจดูด้วยทิพยเนตร ก็ทราบเหตุว่าพระนางตั้งความปรารถนาพระโอรส จึงทรงสำรวจดูในสวรรค์ว่า มีเทพบุตรองค์ใดที่มีบุญญาธิการเหมาะสม เพื่อที่จะอัญเชิญไปเกิดในพระครรภ์ของพระนางได้บ้าง
ครั้นทรงเห็นว่ามีเทพบุตรอยู่องค์หนึ่งชาติก่อนเคยเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วได้ไปตกอุสสุทนรกอยู่ 8 หมื่นปี แล้วได้มาบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บัดนี้ใกล้จะจุติไปเกิดในสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป จึงพร้อมด้วยเทพบริวารเสด็จไปอาราธนาเทพบุตรนั้นให้ลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนาง เทพบุตรองค์นั้นได้สดับคำอาราธนาแล้ว ก็มีความยินดีรับคำเชิญ จึงพร้อมด้วยเทพบุตรบริวารอีก 500 องค์ จุติลงมาพร้อมกัน โดยเทพบุตรผู้เป็นประธานถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีเทพบุตรบริวารปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาแห่งอำมาตย์ทั้งหลาย
ในกรุงพาราณสี ได้มีพระเจ้ากาสิกราชปกครองไพร่ฟ้าด้วยความร่มเย็นมาช้านาน แต่โดยส่วนพระองค์แล้วไม่ค่อยทรงสบายพระหฤทัยนัก เพราะทรงครองราชย์มานานแล้ว แต่ไม่มีพระโอรส หรือธิดาแม้เพียงพระองค์เดียว ชาวเมืองถึงกับมาชุมนุมกันร้องเรียนขอให้ทรงมีพระโอรสบ้าง
พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ประชุมพระสนมกำนัล และพราหมณาจารย์ทั้งหลาย ให้ทำพิธีบวงสรวงอ้อนวอนเทวดาเพื่อขอพระโอรส แต่แม้จะทำพิธีผ่านไปนานแล้ว ก็ยังไม่มีพระเทวีองค์ใดให้กำเนิดพระโอรสเลยส่วนพระนางจันทาเทวี ผู้เป็นพระอัครมเหสี ทรงเห็นว่าแม้พระนางก็ควรจะทำความปรารถนาบุตรดูบ้างเมื่อถึงวันพระขึ้น 15 ค่ำ จึงสมาทานอุโบสถศีล แล้วตั้งสัจจอธิษฐานว่า ด้วยอำนาจแห่งศีลนี้ขอให้มีพระโอรสด้วยเถิด
พระเตมีย์ คือ พระชาติชาติหนึ่ง ในทศชาติชาดก หรือพระเจ้า 10 ชาติ ที่พระบรมโพธิสัตว์ของเรา ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างยิ่งยวด ในระดับที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งจัดเป็นปรมัตถบารมี แต่ก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้ว ทรงบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการไปพร้อมๆ กัน เพียงแต่ในพระชาตินี้ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีอย่างเด่นชัด คือการออกจากกามคุณทั้ง 5 อันเป็นประดุจเหยื่อล่อให้สรรพชีวิตติดอยู่ในภพ 3 ทรงดำริออกจากกาม สละราชสมบัติอย่างไม่มีเยื่อใย
ขอท่านผู้มีบุญทั้งหลาย จงตั้งใจสดับโดยเคารพ เพื่อความรู้และความเข้าใจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ใหญ่ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และทำให้เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิต และเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของท่านทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ที่ยกเอาเรื่องพระเตมีย์ขึ้นก่อน ก็เพื่อจะให้เกิดความเคารพเทิดทูนพระองค์ว่า ทรงทำในสิ่งที่คนทั้งหลายทำได้ยาก เป็นการฝืนกระแสกิเลสอย่างยิ่งยวด ดังนั้น จึงสมควรจะกล่าวเริ่มต้นจากเรื่องพระเตมีย์ไปจนจบทั้ง 10 เรื่อง โดยไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากพระบาลีและอรรถกถา ขอเชิญทุกท่านได้ติดตามรับฟังเรื่องราวอันน่าประทับใจดังที่จะเล่าต่อไปนี้
ณ ธรรมสภาอันเป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรมของพุทธบริษัททั้งหลาย ภายในพระเชตวันมหาวิหาร พุทธสถานอันงดงาม มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ วันหนึ่ง ได้มีภิกษุหมู่ใหญ่ผู้ใคร่ต่อการศึกษา ได้มาประชุมกันเพื่อฟังธรรม และสนทนาธรรม
ในวันนั้น ที่ประชุมได้สนทนากันในหัวข้อว่า การเสด็จออกผนวชของพระบรมโพธิสัตว์ ในขณะที่ยังทรงเป็นเจ้าชายผู้งามสง่า สมบูรณ์พร้อมด้วยมนุษย์สมบัติทุกอย่าง ที่ใครๆ ก็หวังว่า พระองค์จะได้เสวยสมบัติจักรพรรดินั้น ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ในคราวนั้น พระบรมศาสดาทรงประทับอยู่ในที่หลีกเร้น ได้สดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น ด้วยทิพโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงเลยโสตของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายและทรงเห็นว่า เป็นเวลาอันสมควร ที่จะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงเสด็จมา ณ ธรรมสภานั้น ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ภิกษุจัดถวาย แล้วตรัสถามถึงคำสนทนาที่ได้เริ่มต้นแต่ยังคงค้างอยู่ เพราะเหตุที่พระองค์เสด็จในระหว่างว่า กำลังสนทนากันถึงเรื่องอะไรอยู่
เมื่อทรงสดับคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคต ผู้มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว ได้สละราชสมบัติออกผนวชในชาตินี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยแต่เมื่อครั้งเราตถาคตยังบำเพ็ญบารมีอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติออกบวช นั่นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า”
ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงประทับนิ่งอยู่พระภิกษุทั้งหลายที่นั่งประชุมกันอยู่ในที่นั้น เห็นเป็นโอกาสที่จะได้ฟังธรรมอันพิสดารเป็นที่จับจิตจับใจ จึงทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อนที่พระองค์ยังบำเพ็ญบารมีไม่เต็มเปี่ยมอยู่นั้น ได้สละราชสมบัติ เสด็จออกบวชมีเรื่องราวเป็นอย่างไร ขอพระองค์ทรงแสดงให้แจ่มแจ้งด้วยเถิดพระเจ้าข้า” เรื่องราวที่พระองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุเหล่านั้นได้สดับ จะเป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจอย่างไรนั้น โปรดติดตามตอนต่อไป
From the publisher's feed

0 Listeners