Tommy เล่าให้ฟัง

Tommy เล่าให้ฟัง

Download on the App Store

Tommy เล่าให้ฟัง episodes

  • EP. 10 - 10 สิ่งที่ควรทำตอนเช้า เพื่อวันใหม่ที่สดใส

    10 สิ่งที่คุณควรทำตอนเช้า เพื่อวันใหม่ที่สดใส


    1. นอนให้เพียงพอ

    2. กด Snooze แล้วจะเพลีย จะไม่ Fresh

    3. ดื่มน้ำทันที จะดีต่อสุขภาพ

    4. เปืดรับแดด เพื่อให้กระแรี้กระเปร่า

    5. ขยับร่างกายเบาๆ เดินเล่น หมุนตัว

    6. ฝึกความรู้สึกขอบคุณ Gratitude

    7. ฝึกสมาธิ 2-5 นาที

    8. ทานอาหารเช้าด้วย สำคัญมากๆ

    9. อย่าจับโทรศัพท์ทันทีหลังตื่นนอน!!

    10. ตั้งเป้าหมายของวัน เพื่อความ Motivated

    5 min
  • EP.9 Trend เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในปี 2025

    ทอมมี่มาเล่า.. สรุปเทรนด์ที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้คนที่จะเกิดขึ้นในปี 2025..

    1. ​ ยกเลิก work from home: บ. หันมา outsource
    2. ​ รักษ์โลกมากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z
    3. ​ Digital Detox ลาก่อย โซเชี่ยว
    4. ​ AI กลายเป็นคนคุย ซะงั้น
    5. ​ Health Tech Boom เพื่อสุขภาพระยะยาว
    6. ​ Customization ทุกสิ่ง กลุ่มะล็กๆเริ่มมีพลัง
    7. ​ ตรวจสุขภาพล่วงหน้า
    8. ​ ผู้ชายเปี๋ยนไป ลุงป้า Active มากขึ้น
    9. ​ โลกเสมือนบรรจบโลกจริง
    10. ​ Hikikomori 2.0 เก็บตัวอยู่กับ AI
    11. ​ คิด Global แต่ Act Local


    References:

    Paperless the Admin House Facebook


    https://www.facebook.com/share/18QboN2LmA/?mibextid=wwXIfr

    14 min
  • EP.8 Tommy’s Lesson Learned in 2567 - ถอดบทเรียนจากปีที่แล้วของผม

    มาฟังทอมมี่เล่าถึง 6 บทเรียนที่ได้จากปีที่แล้วนะครับ


    1. ​ ความล้มเหลวคือข้อมูลไม่ใช่จุดจบ
    2. ​ ค่อยค่อยทำทีละนิด
    3. ​ มองปัญหาของเราให้เป็นเรื่องของคนอื่น
    4. ​ ใส่ใจกับคนรอบข้าง
    5. ​ ทำความเข้าใจ แล้วจะหายกลัว
    6. ​จดบันทึก แล้วจะดีขึ้น
    12 min
  • Millionaire Fastlane - อยากรวยเร็วต้องทำอย่างไร

    เส้นทางสู่ความรวย 3 แบบ


    DeMarco แบ่งเส้นทางการเงินของคนออกเป็น 3 แบบ

    1. Sidewalk (ทางเท้า) – คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีแผนการเงินที่แน่นอน ใช้จ่ายมากกว่ารายได้

    2. Slowlane (เลนช้า) – คนที่เชื่อในคำสอนแบบดั้งเดิม “เรียนให้เก่ง ทำงานหนัก เก็บออม ลงทุนระยะยาว แล้วเกษียณอย่างสบาย”

    3. Fastlane (เลนด่วน) – เส้นทางที่ DeMarco แนะนำให้เราเดิน นั่นคือการสร้างธุรกิจที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้แบบก้าวกระโดด


    เขาบอกว่า Slowlane ไม่ได้ผิด แต่มันช้าเกินไป และคนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนโตตอนที่ยังมีแรงใช้ชีวิต


    ถ้าคุณอยากเข้าสู่ Fastlane คุณต้องเข้าใจกฎ 5 ข้อที่ DeMarco บอกไว้

    1. Need (ความต้องการ) – ธุรกิจของคุณต้องแก้ปัญหาหรือเติมเต็มความต้องการของตลาด

    2. Entry (ข้อจำกัดในการเข้า) – ถ้าธุรกิจเริ่มต้นได้ง่ายเกินไป คู่แข่งจะเยอะมาก ธุรกิจที่ดีต้องมีอุปสรรคบางอย่างที่กันคนอื่นออก

    3. Control (การควบคุม) – อย่าพึ่งพาคนอื่น เช่น หวังพึ่งงานประจำ หรือลงทุนในตลาดหุ้นที่คุณควบคุมไม่ได้

    4. Scale (ขนาด) – ธุรกิจที่ดีต้องสามารถขยายได้ เช่น ขายของออนไลน์ได้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในพื้นที่เล็กๆ

    5. Time (เวลา) – รายได้ต้องไม่ผูกกับเวลาของคุณ ถ้าหยุดทำงานแล้วไม่มีเงินเข้ามา แปลว่าคุณยังไม่อยู่ใน fastlane


    วิธีเริ่มต้นเดินบน Fastlane


    DeMarco แนะนำว่า ถ้าคุณอยากเข้าสู่ Fastlane ให้เริ่มต้นด้วย 3 ขั้นตอนนี้

    1. เปลี่ยน Mindset – หยุดคิดแบบ Slowlane และเริ่มมองหาโอกาสที่ช่วยให้คุณสร้างทรัพย์สิน

    2. สร้างธุรกิจที่มี Leverage – ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์ อีคอมเมิร์ซ หรือบริการที่ขยายตัวได้

    3. ลงมือทำ – อย่ามัวแต่อ่านหรือเรียนรู้ ต้องลงมือสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ


    สรุปแล้ว The Millionaire Fastlane ไม่ได้บอกว่า “รวยเร็ว” แต่บอกว่า ถ้าคุณสร้างธุรกิจที่มีระบบที่ดี คุณสามารถรวยได้เร็วขึ้น มากกว่าการทำงานแบบ Slowlane

    6 min
  • The Joy of Living - หนทางแห่งความสุข เราต้องทำอย่างไร?

    วันนี้ผมอยากมาแชร์หนังสือที่ให้มุมมองใหม่เกี่ยวกับ “ความสุข” และ “การมีชีวิตอยู่” นั่นก็คือ The Joy of Living เขียนโดย ยองเก มิงยูร์ ริมโปเช Yongey Mingyur Rinpoche พระภิกษุชาวทิเบตที่นำหลักธรรมและวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกันอย่างลงตัว


    🔹 ความสุขเกิดจากภายใน ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปค้นหา


    📌 หลายคนคิดว่าความสุขมาจาก เงิน งาน ความสำเร็จ หรือการมีทุกอย่างที่ต้องการ

    แต่ Mingyur Rinpoche อธิบายว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่ใจของเราเอง


    ✅ ลองคิดดูนะครับ:

    • เคยไหมที่เราได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แต่กลับยังไม่พอใจ?

    • หรือเคยเจอคนที่ไม่มีอะไรเลย แต่กลับมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ?


    🎯 คำตอบคือ ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรามี แต่มันขึ้นอยู่กับมุมมองและจิตใจของเราเอง


    [เสียงดนตรีซอฟต์เบาๆ]


    🔹 สมองของเราสามารถฝึกให้มีความสุขได้


    หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ สมองของเราสามารถเปลี่ยนแปลงและฝึกให้เป็นสุขได้ หรือที่เรียกว่า Neuroplasticity


    📌 สมองของเราสามารถสร้างเส้นทางใหม่ๆ ในการคิดและรับรู้ได้

    ถ้าเรา ฝึกคิดบวก ฝึกมองโลกในแง่ดี สมองของเราจะค่อยๆ ปรับตัว และทำให้เรามีความสุขมากขึ้น


    ✅ สิ่งที่คุณทำได้:

    • ฝึกขอบคุณทุกวัน (Gratitude)

    • หมั่นสังเกตความคิดลบ และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความคิดบวก

    • ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ฝึกสมาธิ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน


    🔹 การฝึกสมาธิเพื่อความสุขที่แท้จริง


    ในหนังสือ The Joy of Living Mingyur Rinpoche เน้นเรื่อง สมาธิ (Meditation) ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสร้างความสุขจากภายใน


    📌 หากคุณไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อนเลย เริ่มจากการ ฝึกรับรู้ถึงความซาบซึ้งใจและความสำนึกคุณ (Appreciation & Gratitude)

    ✅ ลองเขียนสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณเกี่ยวกับชีวิตรอบตัวคุณและโลกนี้ วันละ 5 อย่าง


    2 วิธีในการปฏิบัติสมาธิ


    1️⃣ สมาธิแบบเป็นทางการ (Formal Meditation)

    • นั่งลงบนเบาะ หลังตรง

    • ปิดมือถือ ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ดูทีวี

    • ใช้เวลา 5 นาที - 1 ชั่วโมง (แล้วแต่ความสะดวก)

    • แต่อย่าหักโหม! ปฏิบัติทีละน้อยแต่ต่อเนื่อง ดีกว่าฝืนทำเยอะแล้วเลิกไป

    • ใช้เวลา 1 เดือนสร้างนิสัย – สัปดาห์แรกจะง่าย สัปดาห์สองเริ่มมีข้ออ้าง ถ้าผ่านไป 4 สัปดาห์ การทำสมาธิจะกลายเป็นเรื่องปกติของคุณ


    2️⃣ สมาธิแบบไม่เป็นทางการ (Informal Meditation)

    • คุณสามารถทำสมาธิได้ทุกที่ ทุกเวลา

    • หายใจลึกๆ 2-3 ครั้งในขณะที่ทำงาน

    • ฝึกสังเกตลมหายใจในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะเดินทาง ขณะกินข้าว หรือแม้แต่ตอนพูดคุยกับคนอื่น

    • เทคนิค: ทำสั้นๆ แต่บ่อยๆ เหมือนหยดน้ำลงภาชนะเล็กๆ จนวันหนึ่งน้ำเต็มเอง


    🔹 เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังปฏิบัติสมาธิอย่างถูกต้อง?


    📌 สัญญาณที่บอกว่าคุณฝึกสมาธิได้ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าคุณสามารถนั่งนิ่งได้นานแค่ไหน แต่ดูจากผลลัพธ์ในชีวิตของคุณ


    ✅ ถ้าคุณปฏิบัติสมาธิได้ถูกต้อง คุณจะสังเกตเห็นว่า:

    • คุณใจดีขึ้น เมตตากรุณามากขึ้น

    • อารมณ์ด้านลบลดลง

    • ความเครียดและความกังวลลดลง

    • มีสันติสุขมากขึ้น

    • มองโลกในแง่ดีขึ้น และรู้สึกเป็นอิสระจากความทุกข์


    ผู้ฟังเคยสังเกตมั้ยครับ บางคน ปฏิบัติสมาธิ แต่กลับมีอารมณ์แก่วงขึ้นลง แถมยังหลงๆลืมๆ เป็นเพราะ การทำสมาธิแบบสมถะ (Samatha) มีเป้าหมายเพื่อทำให้จิตสงบและตั้งมั่น แต่ในบางกรณี อาจทำให้เกิดอาการหลงลืมหรืออารมณ์แกว่งขึ้นลงได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุดังนี้


    1. สมาธิที่แน่นเกินไป

    หากจดจ่อกับสมาธิมากเกินไปจนเกิด “อุปกิเลสของสมาธิ” เช่น ความฟุ้งซ่านหรือความมึนงง อาจทำให้เกิดอาการหลงลืมหรือรู้สึกเหมือนจิตหลุดลอย


    2. สมาธิไม่สมดุลกับสติ

    สมาธิที่ดีควรมีสติประกอบ หากมีสมาธิแต่ขาดสติ อาจทำให้จิตเข้าสู่ภวังค์หรือมึนงง ซึ่งอาจทำให้หลงลืมได้


    3. การกดข่มอารมณ์แทนที่จะรู้เท่าทัน

    หากใช้สมาธิเพื่อกดข่มอารมณ์แทนที่จะรู้เท่าทัน อารมณ์ที่ถูกกดไว้จะสะสมและอาจระเบิดออกมาในรูปแบบอารมณ์ที่แกว่งขึ้นลง


    4. การปรับตัวของจิต

    บางครั้ง การทำสมาธิอาจทำให้จิตเกิดการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อารมณ์ไม่คงที่ในช่วงแรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้เวลาในการปรับสมดุล


    แนวทางแก้ไข

    • เพิ่มการเจริญสติ (Vipassana) ควบคู่ไปกับสมาธิ


    การเจริญสติ (Vipassana) คือการฝึกให้จิตรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยไม่ปรุงแต่งหรือหลงไปตามอารมณ์ วิธีเพิ่มการเจริญสติสามารถทำได้ดังนี้


    1. ฝึกสติในชีวิตประจำวัน


    สติไม่จำเป็นต้องฝึกเฉพาะเวลานั่งสมาธิ แต่สามารถนำมาใช้ในทุกกิจกรรม เช่น

    • เดินอย่างมีสติ รู้ตัวว่ากำลังก้าวขา รู้สัมผัสของฝ่าเท้ากับพื้น

    • กินอย่างมีสติ รับรู้รสชาติและการเคี้ยวอาหาร

    • ทำงานอย่างมีสติ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร อยู่กับงานตรงหน้า ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน

    • ล้างจาน ซักผ้า อาบน้ำอย่างมีสติ รู้สึกถึงน้ำ สัมผัส ฟองสบู่ และการเคลื่อนไหว


    2. สังเกตความคิดและอารมณ์ โดยไม่เข้าไปยึดติด

    • ถ้ารู้สึกโกรธ ให้รู้ว่า “นี่คือโกรธ”

    • ถ้าฟุ้งซ่าน ให้รู้ว่า “นี่คือฟุ้งซ่าน”

    • ไม่ต้องพยายามขับไล่ความคิดหรืออารมณ์ แค่รับรู้ว่ามันเกิดขึ้น แล้วปล่อยให้มันผ่านไปเองใช้การพิจารณากายและใจ

    • พิจารณากาย รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การเดิน การนั่ง การขยับ

    • พิจารณาใจ รู้ว่าจิตเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นกลาง

    • ไม่กดข่มอารมณ์ แต่ให้สังเกตอารมณ์อย่างเป็นกลาง

    • ปรับสมดุลการฝึก หากรู้สึกมึนงงหรือจิตตก ให้หยุดพัก หรือเปลี่ยนไปทำสมาธิแบบลมหายใจสั้นๆ

    • ฝึกทำสมาธิแบบผ่อนคลาย ไม่บังคับตัวเองจนเกินไป


    📌 สรุปหนังสือ The Joy of Living

    📍 ความสุขเกิดจากภายใน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปค้นหา

    📍 สมองสามารถฝึกให้มีความสุขได้ผ่านมุมมองเชิงบวก

    📍 การปฏิบัติสมาธิเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราพบความสุขที่แท้จริง

    11 min
  • สำเร็จนอกกรอบ - ลงทุนอย่างไรให้งอกเงย? สไตล์คุณดิว วีรวัฒน์

    “สำเร็จนอกกรอบ” โดย คุณดิว - วีรวัฒน์ วลัยเสถียร หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “เศรษฐีหมื่นล้าน” หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยแนวคิดและบทเรียนที่ช่วยให้เราคิดนอกกรอบ และสร้างความสำเร็จในแบบของตัวเอง


    ถ้าคุณกำลังมองหาแนวทางใหม่ๆ ในการเติบโต การจัดการเงิน และการสร้างความมั่งคั่ง หนังสือเล่มนี้มีคำตอบครับ


    🔹 จุดเริ่มต้นของเศรษฐีหมื่นล้าน


    คุณดิวไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย เขาเริ่มต้นจากศูนย์ และสิ่งที่ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จคือ การไม่ยึดติดกับวิธีคิดเดิมๆ และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง


    เขาเริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่วัยรุ่น ลองผิดลองถูกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เจออุปสรรค เขาจะปรับตัวและหาวิธีใหม่ๆ เสมอ


    🔹 3 หลักคิดสำคัญของการสำเร็จนอกกรอบ


    1️⃣ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิต

    • ​ คุณดิวเชื่อว่า ความคิด เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะไม่มีวันทำได้
    • ​ คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ฉลาดกว่าคนอื่นเสมอไป แต่พวกเขา คิดและมองโลกในมุมที่ต่างออกไป


    ✅ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • ​ ฝึกตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “เรากำลังติดอยู่ในกรอบเดิมๆ หรือเปล่า?”
    • ​ อย่ากลัวที่จะลองแนวทางใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงคือกุญแจสู่ความก้าวหน้า


    2️⃣ ความล้มเหลวคือบทเรียน ไม่ใช่จุดจบ

    • ​ คุณดิวล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเขาใช้มันเป็นบทเรียน
    • ​ เขามองว่า ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องแย่ ตราบใดที่เราเรียนรู้จากมันและเดินหน้าต่อ


    ✅ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • ​ ถ้าล้ม ให้ล้มเร็ว แล้วลุกให้เร็วกว่า
    • ​ ทุกปัญหามีทางออก ถ้าเรามองมันเป็นโอกาสในการเรียนรู้


    3️⃣ ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ และจัดการความเสี่ยงให้ดี

    • ​ คุณดิวไม่เคยลงทุนในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจดีพอ
    • ​ เขาให้ความสำคัญกับ การศึกษาหาข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงเสมอ


    ✅ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • ​ ก่อนลงทุนหรือทำธุรกิจ ให้ศึกษาให้ดี อย่าลงทุนตามกระแส
    • ​ วางแผนรับมือความเสี่ยงเสมอ เพราะโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน


    🔹 คุณดิวกับแนวคิดเรื่องการลงทุน


    คุณดิวได้บอกไว้ว่า สิ่งสำคัญคือการลงทุนกับความรู้ และลงทุนในทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าไปพร้อมกัน


    📌 เพราะอะไร?

    • ​ ถ้าเราลงทุนกับ ความรู้ เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือสะสมทรัพย์สิน มันก็ไม่มีประโยชน์
    • ​ แต่ถ้าเราลงทุนกับ ทรัพย์สิน โดยที่ ไม่มีความรู้ เราก็อาจจะ โดนหลอก ไม่ต่างอะไรกับการเล่นพนัน


    💡 ตัวอย่างชัดๆ ก็คือการลงทุนในคริปโต

    • ​ คุณดิวเองก็ ไม่ลงทุนในคริปโต เพราะเขา ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้
    • ​ แต่บางคนที่เข้าใจตลาดดี ก็สามารถทำเงินจากมันได้


    ✅ สรุปง่ายๆ คือ

    • ​ คุณต้อง ลงทุนไปพร้อมกับหาความรู้ไป
    • ​ เรียนรู้และปรับตัวให้ทันตลาด ทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้


    🔹 การบริหารเงินแบบเศรษฐีหมื่นล้าน


    หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจในหนังสือคือ “วิธีคิดเรื่องเงิน”

    คุณดิวไม่ได้แค่หาเงินเก่ง แต่เขายัง บริหารเงินเก่ง อีกด้วย


    💡 3 เคล็ดลับในการบริหารเงิน:


    🔹 1. ใช้เงินให้เป็นนาย ไม่ใช่เป็นทาสเงิน

    • ​ คนส่วนใหญ่มักทำงานแลกเงิน แล้วใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่ทำให้มันงอกเงย
    • ​ เศรษฐีหมื่นล้านเลือก นำเงินไปลงทุน เพื่อให้เงินทำงานแทนตัวเอง


    🔹 2. สร้างหลายกระแสรายได้

    • คุณดิวไม่ได้พึ่งรายได้จากทางเดียว เขามีทั้ง ธุรกิจ หุ้น และการลงทุน

    • หลายกระแสรายได้ช่วยให้เขามี ความมั่นคงทางการเงิน


    🔹 3. รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน

    • คนรวยไม่ได้รวยเพราะหาเงินเก่งอย่างเดียว แต่เพราะ เขารู้จักเก็บ และรู้จักลงทุนให้ถูกที่


    ✅ สิ่งที่เราเรียนรู้ได้:

    • ฝึกนิสัยการออม และลงทุนในสิ่งที่เราศึกษามาอย่างดี

    • อย่าพึ่งพารายได้จากทางเดียว ลองหาวิธีเพิ่มกระแสเงินสด


    🔹 บทสรุป: สำเร็จนอกกรอบคืออะไร?


    “สำเร็จนอกกรอบ” ไม่ใช่แค่การคิดนอกกรอบ แต่คือการกล้าลงมือทำ เรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่กลัวที่จะเปลี่ยนแปลง


    📌 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดจากหนังสือเล่มนี้:

    1️⃣ เปลี่ยนวิธีคิด แล้วชีวิตจะเปลี่ยนตาม

    2️⃣ ล้มให้เร็ว ลุกให้เร็ว แล้วเดินต่อไป

    3️⃣ บริหารเงินอย่างชาญฉลาด และลงทุนในสิ่งที่เรารู้จริง

    8 min
  • DON’T FEED THE MONKEY Mind - วิธีรับมือกับความวิตกกังวล แบบกล้วยๆ หยุดให้อาหารลิงซ่ะ!

    วันนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับหนังสือ “Don’t Feed the Monkey Mind” โดย Jennifer Shannon หนังสือเล่มนี้พูดถึง ความวิตกกังวล (Anxiety) และสอนวิธีจัดการกับมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    Jennifer อธิบายว่าจิตใจของเราทำงานเหมือนกับ ลิงจอมซน ที่คอยกระโดดไปมา ระหว่าง ความกังวลในอนาคต และ ความเสียใจในอดีต และยิ่งเราไปสนใจความคิดวิตกกังวลมากเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการให้อาหารลิง ทำให้มันซนหนักกว่าเดิม!


    แล้วเราจะหยุด “ให้อาหารลิง” ได้ยังไง? หนึ่งในวิธีสำคัญคือ การสังเกตและท้าทาย 3 ความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้เราวิตกกังวล


    📌 3 ความเชื่อที่ทำให้เราวิตกกังวล


    1️⃣ ไม่สามารถทนความไม่แน่นอนได้ (Intolerance of Uncertainty)


    เรามักรู้สึกไม่สบายใจถ้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราคิดว่า ถ้าเราควบคุมอนาคตไม่ได้ บางสิ่งที่แย่อาจเกิดขึ้น และเราจะรับมือไม่ได้


    ✅ วิธีจัดการกับมัน:

    • ​ ยอมรับว่าความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การพยายามควบคุมทุกอย่างจะยิ่งทำให้เครียด
    • ​ ฝึกคิดแบบ “ถ้ามันออกมาดีกว่าที่คิดล่ะ?” แทนที่จะเอาแต่คิดถึงเรื่องแย่ๆ


    2️⃣ ความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism)


    คนที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักเชื่อว่า การทำผิดพลาดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จึงกดดันตัวเองให้ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งสร้างความเครียดและความกลัวความล้มเหลว


    ✅ วิธีจัดการกับมัน:

    • ​ เปลี่ยนจาก “ต้องเป๊ะ” เป็น “ดีพอแล้ว”
    • ​ จำไว้ว่า การพัฒนา สำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ (Focus on the Process)


    3️⃣ รับผิดชอบเกินไป (Over-Responsibility)


    นี่คือภาวะที่เราคิดว่า ทุกอย่างเป็นความรับผิดชอบของเรา แม้แต่เรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความรู้สึกของคนอื่น หรือผลลัพธ์ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด


    ✅ วิธีจัดการกับมัน:

    • ​ ถามตัวเองว่า “นี่เป็นเรื่องของฉันจริงๆ หรือเปล่า?”
    • ​ ตั้งขอบเขตที่ดีต่อใจ ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่ไม่ต้องรู้สึกผิดกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้


    📌 วิธีหยุด “ให้อาหารลิงในหัว”


    1️⃣ ฝึกสติเพื่อลดความคิดฟุ้งซ่าน


    สติ (Mindfulness) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดในการจัดการกับความวิตกกังวล เพราะช่วยให้เรากลับมาอยู่กับ ปัจจุบัน แทนที่จะปล่อยให้ความคิดพาเราไปไกล


    ✅ วิธีฝึกสติ:

    • ​ หยุดและหายใจลึกๆ เมื่อความวิตกกังวลเกิดขึ้น ให้หยุดสักครู่แล้วหายใจเข้าออกช้าๆ
    • ​ สังเกตรอบตัว ลองตั้งใจฟังเสียงรอบตัว หรือสัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน
    • ​ ตั้งชื่อให้ความคิด ถ้าความคิดวิตกกังวลโผล่ขึ้นมา ลองพูดกับตัวเองว่า “นั่นแค่เจ้าลิงจอมซนในหัวฉันเอง” วิธีนี้ช่วยให้เรามองความคิดเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง


    2️⃣ ท้าทายความคิดวิตกกังวล


    เวลาที่เรารู้สึกกังวล ให้ถามตัวเองว่า:

    • ​ สิ่งที่ฉันคิดมันจริง 100% ไหม?”
    • ​ ถ้าเรื่องแย่ที่สุดเกิดขึ้นจริง ฉันจะรับมือได้ยังไง?”


    บ่อยครั้งเรามัก คิดไปเอง ว่าสิ่งต่างๆ จะแย่กว่าความเป็นจริง


    3️⃣ ลงมือทำทีละเล็ก ทีละน้อย


    หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้กังวล แต่นั่นยิ่งทำให้ ความกลัวแข็งแกร่งขึ้น ทางออกที่ดีคือ ค่อยๆ เผชิญกับมันในขนาดที่พอรับไหว


    ✅ วิธีทำ:


    🔹 เริ่มจากก้าวเล็กๆ (Micro-Steps)

    แทนที่จะพยายามเผชิญหน้ากับความกลัวครั้งใหญ่ ให้เริ่มจากจุดที่เล็กที่สุด

    • ​ ตัวอย่าง: ถ้าคุณกลัวการเข้าสังคม ลองเริ่มจาก สบตาและยิ้มให้คนรอบตัว ก่อนค่อยๆ เริ่มบทสนทนา


    🔹 ใช้กฎ 10%

    ถ้าสิ่งที่กลัวดูหนักเกินไป ลอง ผลักตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซนแค่ 10%

    • ​ เช่น ถ้ากลัวพูดในที่ประชุม ลอง เริ่มจากการพูดแค่ประโยคสั้นๆ ก่อน


    🔹 เก็บแต้มความมั่นใจ (Confidence Bank)

    ทุกครั้งที่คุณเผชิญกับความกลัว ให้คิดว่าคุณกำลังสะสมคะแนนความมั่นใจ

    • ตัวอย่าง: ถ้ากลัวพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ลองเริ่มจาก อัดเสียงตัวเองพูดเล่นๆ แล้วค่อยฝึกพูดต่อหน้าคนหนึ่งคน ก่อนจะขยายไปสู่กลุ่มใหญ่ขึ้น


    🔹 ฝึกสติเพื่อลดความคิดลบ

    ก่อนลงมือทำอะไร ความกังวลอาจทำให้คิดลบไปก่อน ลอง หยุดหายใจลึกๆ 3 ครั้ง แล้วพูดกับตัวเองว่า


    “นี่แค่ลิงในหัวของฉัน… แต่ฉันรับมือกับมันได้!”


    🔹 ฉลองความก้าวหน้า ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ

    ทุกครั้งที่คุณกล้าลงมือทำ แม้เพียงเล็กน้อย ให้ตัวเองได้รับคำชม เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะความกลัวทั้งหมด แต่คือ การพิสูจน์ว่าคุณทำได้ แม้จะกลัวก็ตาม


    📌 บทสรุปสุดท้าย


    “ลิงในหัวจะอยู่กับเราตลอดไป แต่เราไม่จำเป็นต้องให้อาหารมัน ยิ่งเราเพิกเฉยและโฟกัสกับปัจจุบันมากขึ้น ลิงก็จะซนน้อยลงเอง”


    ความวิตกกังวลไม่ได้หายไปในวันเดียว แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้ โดยการสังเกต ท้าทาย และลงมือทำทีละนิด

    14 min
  • How To Be Sick Mindfully - ทำไมเราต้องเรียนรู้ที่จะ “ป่วยอย่างมีสติ”?

    วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังสือ “How to Be Sick Mindfully: 21 Actionable Tools” เขียนโดย ผศ.ดร.พร วิรุฬห์รักษ์


    หลายคนอาจมองว่าความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่น่ากลัว หรือเป็นอุปสรรคในชีวิต แต่ Dr. พร วิรุฬห์รักษ์ สอนว่า ความทุกข์จากความเจ็บป่วยไม่ได้มาจากอาการป่วยเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “ความคิดและอารมณ์” ของเราด้วย


    ถ้าเราป่วยแล้วมัวแต่กังวล กลัวอนาคต หรือเสียใจกับอดีต นั่นจะยิ่งทำให้เราทุกข์มากขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงให้ 21 เครื่องมือเชิงปฏิบัติ ที่ช่วยให้เรารับมือกับโรคเรื้อรังได้ดีขึ้น


    📌 4 เครื่องมือสำคัญที่นำไปใช้ได้ทันที


    1️⃣ เปลี่ยนมุมมองต่อความเจ็บป่วย


    แทนที่จะมองว่าความเจ็บป่วยเป็น “ศัตรู” ลองเปลี่ยนเป็น “ครู” ที่มาสอนให้เรารู้จักดูแลตัวเอง ฝึกความอดทน และให้คุณค่ากับทุกช่วงเวลาของชีวิต


    ✅ วิธีฝึก: ลองเขียน “สิ่งที่โรคนี้สอนฉัน” เช่น ทำให้ฉันใส่ใจสุขภาพมากขึ้น, ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น


    2️⃣ ฝึกสติและการยอมรับ


    Dr. พร แนะนำว่า เมื่อเราต่อต้าน เราจะทุกข์มากขึ้น แต่ถ้าเราฝึกยอมรับอย่างมีสติ มันจะช่วยให้เราสงบลง


    ✅ วิธีฝึก: ใช้เทคนิค “Accept the reality” คืออยู่กับปัจจุบัน เช่น ถ้ารู้สึกปวด ลองสังเกตความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน หรือใช้ลมหายใจเป็นจุดโฟกัส


    3️⃣ ดูแลใจด้วยการสร้างความสุขเล็กๆ


    ถึงแม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่เรายังสามารถหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ รอบตัวได้


    ✅ วิธีฝึก: สร้าง “ช่วงเวลาความสุข” ทุกวัน เช่น ฟังเพลงที่ชอบ อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับคนที่รัก


    4️⃣ ฝึกการสื่อสารเชิงบวกกับตัวเอง


    คำพูดที่เราบอกตัวเองมีพลังมาก ถ้าเราบอกตัวเองว่า “ฉันแย่มาก” หรือ “ฉันจะไม่ดีขึ้น” มันจะยิ่งทำให้เราเครียด


    ✅ วิธีฝึก: ใช้ Positive Affirmations เช่น

    💬 “วันนี้ฉันทำดีที่สุดแล้ว”

    💬 “ฉันเข้มแข็งพอที่จะผ่านวันนี้ไปได้”


    ข้อคิดจากหนังสือ 💡


    “แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรายังสามารถมีชีวิตที่สงบและเติมเต็มได้”


    หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ลองนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ แล้วคุณอาจค้นพบว่า ความสงบและความสุขยังอยู่ใกล้กว่าที่คิด


    สำหรับผมแล้วหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเท่านั้นนะครับ แต่ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการเสริมสร้างกำลังใจด้วยเช่นกัน สำหรับใครที่กำลังเดินทางผ่านความยากของชีวิต หรือว่าผ่านมันมาแล้วแต่ยังไม่สามารถอยู่กับมันได้ หรือต้องการเสริมสร้างกำลังใจ หนังสือเล่มนี้อาจะช่วยท่านได้ครับ

    5 min
  • Why Has Nobody Told Me This Before? - นั่นสินะ? บางทีเราก็คิดไปเอง

    Dr. Julie Smith เป็นนักจิตวิทยาที่ใช้ประสบการณ์ของเธอมาแบ่งปันเคล็ดลับดูแลใจ หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า สุขภาพจิตก็สำคัญเหมือนสุขภาพกาย และมีเทคนิคหลายอย่างที่ช่วยให้เรารับมือกับอารมณ์และความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น


    📌 เทคนิคสำคัญที่คุณต้องรู้:

    1️⃣ ความคิดไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงเสมอไป – บางครั้งสมองของเราสร้างเรื่องราวที่ไม่เป็นจริง เช่น “ฉันไม่ดีพอ” เราต้องรู้จักตั้งคำถามกับความคิดเหล่านั้น

    2️⃣ อารมณ์เป็นเหมือนอากาศ – บางวันแจ่มใส บางวันมีพายุ แต่ไม่มีอะไรอยู่ถาวร อารมณ์ก็เช่นกัน เรียนรู้ที่จะเฝ้าดูมันโดยไม่ตัดสิน

    3️⃣ พฤติกรรมเปลี่ยนอารมณ์ได้ – แค่ลุกขึ้นเดิน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม หรือทำอะไรที่เล็กๆ น้อยๆ ก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้

    4️⃣ ความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต – เราไม่จำเป็นต้อง “กำจัด” ความทุกข์เสมอไป แต่ต้องรู้วิธีอยู่กับมันอย่างเข้าใจ


    📖 ข้อคิดจากหนังสือ:

    “อย่ารอให้รู้สึกพร้อมก่อนถึงจะเริ่มต้น บางครั้งการลงมือทำก่อนจะช่วยให้ความพร้อมเกิดขึ้นเอง”


    แล้วคุณล่ะ เคยมีช่วงเวลาที่อารมณ์พาเราหลงไปในความคิดด้านลบหรือเปล่า? ถ้าใช่ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ!

    3 min

About Tommy เล่าให้ฟัง

From the publisher's feed

นี่คือพ็อดคาสท์ที่พาคุณดำดิ่งสู่เรื่องราวที่น่าสนใจ ทั้งการเล่าเรื่องจากประสบการณ์ มุมมองชีวิต และการรีวิวหนังสือดี ๆ ที่จะเปิดโลกความคิดให้กว้างขึ้น ฟังเพลิน ได้แรงบันดาลใจ และเก็บเกี่ยวไอเดียใหม่ ๆ…