
Sign up to save your podcasts
Or


ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
ไฟล์เสียงนี้เริ่มต้นด้วยการปรับกายและใจให้สงบ นำใจไปหยุดนิ่ง ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7" ควบคู่กับการอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ"
เมื่อเริ่มปฏิบัติ ให้รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้มารวมหยุดเป็นจุดเดียวกันตรงศูนย์กลางดวงใส ด้วยการบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" ดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงวิสุทธิและกายภายในทั้ง 18 กาย จนเข้าถึง "พระธรรมกาย"
ในขั้นวิปัสสนาปัญญา ผู้บรรยายได้สอนให้นำญาณพิจารณา "มูลกัมมัฏฐาน" (เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และอาการ 32 ให้เห็นสภาวะของธาตุ 4 ตามความเป็นจริง ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล และตกอยู่ใน "ไตรลักษณะ" (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงกลไกการเปลี่ยนผ่านภพภูมิเมื่อใจบริสุทธิ์ โดยอธิบายสภาวะที่ใจดวงเดิม "ตกศูนย์" ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 แล้วปรุงเป็นกายที่ละเอียดกว่าด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (เริ่มตั้งแต่มนุษยธรรม เทวธรรม พรหมธรรม จนถึงพุทธธรรม) เพื่อยกระดับสู่ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิ ก่อนจะจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมเป็นภาษาบาลี และอุทิศบุญกุศลให้สรรพสัตว์ล่วงพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่บรมสุขแห่งพระนิพพาน
สรุปหัวข้อ ออกเป็น 7 หัวข้อหลัก ดังนี้:
ให้นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง ไม่เกร็ง นำใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" มีที่หมายเป็นจุดเล็กใส กำหนดบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส
อธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติ ตลอดจนอุปบารมีและปรมัตถบารมี มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สิ้นกิเลสนิวรณ์
อาราธนาให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติที่เป็นทางดำเนินให้ถึงวิชชา เช่น ศีลสังวร อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4 เป็นต้น) บังเกิดในจิตสันดาน เพื่อยัง วิชชา 3 วิชชา 8 อภิญญา 6 และปฏิสัมภิทาญาณ 4 ให้เกิด
อาราธนาให้ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (ได้แก่ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้น เพื่อกำจัดอวิชชา ตัณหา อุปาทานให้สิ้นไป
ผู้ปฏิบัติพึงตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม 3 ประการ" คือ
อาตาปี (ความเพียรเพ่งเผากิเลส)
สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)
สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์แล้วดึงใจกลับมา)
พึงประหารกิเลสประเภท "อภิชฌา และ โทมนัส" (ความยินดียินร้าย) ไม่ให้เกิดในจิตสันดาน
รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดเป็นจุดเดียวกันตรงศูนย์กลางกาย ด้วยการบริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" ต่อเนื่องไม่ขาดตอน
เมื่อใจสงบหยุดนิ่งเกิดดวงใสแจ่ม ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ดำเนินผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
เมื่อเห็นกายในกายซ้อนกันอยู่ ให้ใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" เรื่อยไปจนสุดละเอียด ถึง "ธรรมกาย" ที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไป
พิจารณา "มูลกัมมัฏฐาน" ณ ศูนย์กลางกาย โดยเพ่งไปที่ "เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ" ให้เห็นความปฏิกูล ไม่สะอาด
ขยายญาณของธรรมกายพิจารณาโครงสร้างร่างกายที่ประกอบด้วย "มหาภูตรูป 4" (ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม) ตลอดจน อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ พิจารณาลึกไปถึงอวัยวะภายใน ตับ ไต ปอด ลำไส้ โครงกระดูก
พิจารณาสังขารทั้งปวงให้เห็นตามความเป็นจริงว่าตกอยู่ในกฎ "ไตรลักษณะ":
อนิจจัง: ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (อุตุ อาหาร กรรม)
ทุกขัง: ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นาน ต้องแตกสลาย
อนัตตา: ปราศจากแก่นสาระความเป็นตัวตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้
อธิบายสภาวะทางจิตเมื่อเจริญภาวนาว่า ดวงธรรมและใจ (เห็น จำ คิด รู้) ดวงเดิมที่ประกอบด้วยมนุษยธรรม จะ "ตกศูนย์" ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6 และปรุงเป็นใจดวงใหม่ด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศลปรุงแต่ง) ลอยเด่นขึ้นมาเป็นกายที่ละเอียดกว่า
กระบวนการนี้จะเปลี่ยนผ่านภพภูมิ ณ ภายใน จาก มนุษยธรรม สู่ เทวธรรม (กายทิพย์) พรหมธรรม (กายพรหม) จนถึง พุทธธรรม (ธรรมกาย ระดับโคตรภูญาณ) ซึ่งดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม"
เมื่อใจหยุดนิ่ง ย่อมเข้าถึงความหมดจด คือ "ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และ ทิฏฐิวิสุทธิ" ตามลำดับ
ตอนท้าย ผู้ปฏิบัติพึงขยายศูนย์กลางแผ่เมตตา พรหมวิหารธรรมเป็นภาษาบาลี (อหํ สุขิโต โหมิ... สพฺเพ สตฺตา...)
อุทิศกุศลให้ผู้มีพระคุณ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ บูรพกษัตริยาธิราช เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิ
อธิษฐานให้บุญนี้เป็นพลวปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" ถึงพร้อมด้วย มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) โดยทั่วหน้ากัน
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
เนื้อความย่อ: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญภาวนาธรรมชั้นกลางตามหลักวิชชาธรรมกาย โดยเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำข้อวัตรปฏิบัติเพื่อความสงบ จากนั้นนำผู้ปฏิบัติตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำ "บารมี 10 ทัศ", "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" มาเป็นตบะเดชะกำจัดกิเลสนิวรณ์และอวิชชา โดยสอนให้รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" ด้วยการกำหนดบริกรรมนิมิตคู่กับคำภาวนา "สัมมาอะระหัง"
แก่นของการปฏิบัตินี้ คือการดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านธาตุทั้ง 6 เข้าสู่กายภายในที่ซ้อนกันอยู่ ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ผู้บรรยายได้แจกแจงสภาวะของธรรมกาย 5 ระดับอย่างชัดเจน ได้แก่ ธรรมกายโคตรภู (หน้าตัก 4 วาครึ่ง), พระโสดาบัน (หน้าตัก 5 วาครึ่ง), พระสกทาคามี (หน้าตัก 10 วา), พระอนาคามี (หน้าตัก 15 วา), และธรรมกายอรหัต (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป) เพื่อเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ข่มกิเลสด้วย "วิกขัมภนวิมุตติ" ก่อนจะจบลงด้วยการแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล และอธิษฐานให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" เข้าสู่มรรคผลนิพพาน
สรุปหัวข้อทั้งหมด ออกเป็น 5 หัวข้อหลัก ดังนี้:
มารยาทในการปฏิบัติ: ผู้ปฏิบัติพึงสำรวมระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวน (เช่น การไอ จาม) เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นบาปอกุศลจากการทำให้ผู้ปฏิบัติท่านอื่นตื่นจากสมาธิ
การอธิษฐานน้อมนำบารมี: นำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย แล้วอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" (ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา) ตลอดจนอุปบารมีและปรมัตถบารมีที่สั่งสมมาแต่ร้อยชาติพันชาติ มาเป็นตบะเดชะ
อาราธนาธรรมเครื่องตรัสรู้: อาราธนาให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติที่ยังวิชชาให้เกิด) และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (ได้แก่ สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 สติปัฏฐาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และ อริยมรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้นในจิตสันดาน เพื่อประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
ตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คือ
อาตาปี (ความเพียรเพ่งเผากิเลส)
สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)
สัมปชาโน (รู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์แล้วน้อมนำใจกลับเข้าสู่พระกรรมฐาน) เพื่อป้องกันและกำจัดกิเลสนิวรณ์
รวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ คือ "ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้" ให้มารวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน ณ "ศูนย์กลางกาย ฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ"
กำหนด "บริกรรมนิมิต" เป็นดวงกลมใส ควบคู่กับพุทธานุสสติ บริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" อย่างต่อเนื่องจนใจสงบหยุดนิ่งเห็นดวงใสแจ่มปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นดวงใส ให้รักษาใจ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านธาตุทั้ง 6 (น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ) ไปตามลำดับ
ดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกอันเนื่องด้วยกายหยาบเป็นกายละเอียด) ผ่านศูนย์กลางดวงวิสุทธิ (ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ)
เข้าถึงและรู้เห็นกายภายในที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ ได้แก่ กายมนุษย์ละเอียด (นั่งขัดสมาธิบนองค์ฌาน), กายทิพย์, กายทิพย์ละเอียด, กายรูปพรหม, กายรูปพรหมละเอียด, กายอรูปพรหม, และ กายอรูปพรหมละเอียด โดยแต่ละกายจะมีความละเอียด สว่าง และขนาดใหญ่กว่ากายก่อนหน้า (โตเป็น 2 เท่าตามลำดับ)
เมื่อสุดความละเอียดของอรูปพรหม จะเข้าถึง "ธรรมกาย" ซึ่งมีพุทธลักษณะเหมือนพระปฏิมาแก้วใส เกตุดอกบัวตูม ประทับนั่งขัดสมาธิบนองค์ฌาน โดยผู้บรรยายได้แจกแจงสภาวะและขนาดของธรรมกายตามภูมิธรรมไว้ดังนี้:
ธรรมกายโคตรภู: ขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป
ธรรมกายพระโสดาบัน: ขนาดหน้าตัก 5 วาครึ่งขึ้นไป
ธรรมกายพระสกทาคามี: ขนาดหน้าตัก 10 วาขึ้นไป
ธรรมกายพระอนาคามี: ขนาดหน้าตัก 15 วาขึ้นไป
ธรรมกายอรหัต: ขนาดหน้าตัก 20 วาขึ้นไป
การดำเนินจิตในขั้นนี้มุ่งชำระ "อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็นการข่มกิเลสด้วย "วิกขัมภนวิมุตติ" จนทำให้เกิด "ทิพพจักขุ ทิพพโสต" เพื่อนำไปสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ในภพ 3 ต่อไป
ในช่วงท้าย ให้ขยายความใสสว่างจากศูนย์กลางกาย แผ่เมตตาพรหมวิหารให้แก่ตนเองและสรรพสัตว์ ไม่เบียดเบียนกัน
อุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์ ตลอดจนปวงเทพเทวา (ภุมมเทวา อากาสเทวา จนถึงพรหมชั้นสุทธาวาส) และสัตว์ในทุคติภูมิ
อธิษฐานจิตขอให้บุญกุศลเป็นพลวปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" (วงจรแห่งการมีกิเลส ทำกรรม และรับผลกรรม) และให้ก้าวเข้าสู่มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และ "นิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1" อันเป็นบรมสุขถาวร
Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
เนื้อความย่อของไฟล์: ไฟล์เสียงนี้เป็นคู่มือการเจริญภาวนาที่ปูพื้นฐานอย่างแน่นหนา โดยเริ่มจากการตั้งสติด้วย "สัมปยุตตธรรม 3 ประการ" (อาตาปี, สติมา, สัมปชาโน) เพื่อละ "กิเลสนิวรณ์ 5" ที่ทำให้จิตขุ่นมัว และแทนที่ด้วย "องค์แห่งฌาน 5" อันเป็นเครื่องกำจัดนิวรณ์ ทำให้จิตผ่องใสเกิดสมาธิ จากนั้นผู้บรรยายนำอธิษฐานบารมี 10 ทัศ และขอให้ "จรณะ 15" ตลอดจน "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" บังเกิดขึ้นเพื่อเป็นบาทฐาน
ในภาคปฏิบัติ สอนให้กำหนดบริกรรมนิมิต (จุดเล็กใสกลางดวงใส) ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ควบคู่กับบริกรรมภาวนา "สัมมาอะระหัง" เพื่อรวมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้หยุดนิ่ง เมื่อใจนิ่งถูกส่วนจะเห็นดวงปฐมมรรค และอธิบายสภาวะอันลึกซึ้งของการพิจารณา "จิตในจิต" โดยดูตำแหน่งของ "ดวงคิด" (จิต) ที่ลอยอยู่ใน "เบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ" จากนั้นสอนการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" และ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านกายภายในทั้ง 18 กาย ที่ปรุงแต่งด้วยปุญญาภิสังขาร จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่มีขนาดหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป ก่อนจบลงด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศกุศลให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่มรรคผลนิพพาน
สรุปหัวข้อทั้งหมดจากเนื้อหา: จากการวิเคราะห์เนื้อหา สามารถแบ่งโครงสร้างสภาวธรรมออกเป็น 6 หัวข้อหลัก ดังนี้:
การเจริญภาวนาต้องอาศัย "สัมปยุตตธรรม" 3 ประการ คือ
อาตาปี (เพียรเผากิเลส)
สติมา (ระลึกพระกรรมฐานได้)
สัมปชาโน (รู้เท่าทันนิวรณ์เพื่อดึงใจกลับมา)
ต้องทำการ "ปหานัง" (ละทิ้ง) กิเลสนิวรณ์ 5 (ถีนมิทธะ, วิจิกิจฉา, พยาบาท, อุทธัจจกุกกุจจะ, กามฉันทะ) ที่ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่สามารถเห็นสภาวธรรมได้
เมื่อใจตั้งมั่น จะเกิด "องค์แห่งฌาน 5" (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา) มาเป็นคุณเครื่องกำจัดนิวรณ์ ทำให้สมาธิตั้งมั่นและเข้าถึงความรู้แจ้ง (อภิญญา และวิชชา) เพื่อกำจัด "อวิชชานิวรณ์"
ก่อนปฏิบัติ พึงตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญกุศลและ "บารมี 10 ทัศ" ที่เคยสั่งสมมาแต่อดีตชาติ มาเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้สงบหยุดนิ่ง
อธิษฐานขอให้ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ พหูสูต โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ฌาน 4 และวิปัสสนาปัญญา) เกิดขึ้นในจิตสันดาน
ขอให้ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" บังเกิดขึ้น เพื่อเป็นเครื่องประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ให้ถึงมรรคผลนิพพาน
ให้กำหนดใจไปหยุดนิ่งตรง "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7" เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม โดยมีที่หมายเป็นจุดเล็กใส
นึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงกลมใส ควบคู่กับพุทธานุสสติ บริกรรมภาวนาว่า "สัมมาอะระหัง" เพื่อตะล่อมธรรมชาติ 4 อย่างของใจ (เห็น จำ คิด รู้) ให้กลับมารวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน
เมื่อใจหยุดนิ่ง จะเห็นศูนย์กลางดวงธรรมประกอบด้วย "ธาตุทั้ง 6" คือ ธาตุน้ำ (หน้า), ธาตุดิน (ขวา), ธาตุไฟ (หลัง), ธาตุลม (ซ้าย), อากาศธาตุ (กลาง), และ วิญญาณธาตุ (ศูนย์กลางที่สุด)
ผู้บรรยายได้อธิบายสภาวะลึกซึ้งของการเห็น "ธรรมชาติ 4 อย่างของใจ" (เห็น จำ คิด รู้) ที่ขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ:
ดวงเห็น (เวทนาขันธ์) เท่าเบ้าตา
ดวงจำ (สัญญาขันธ์) เท่าดวงตา
ดวงคิด (สังขารขันธ์) เท่าตาดำ ลอยอยู่ใน "เบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ"
ดวงรู้ (วิญญาณขันธ์) เท่าเมล็ดพริกไทย อยู่ตรงกลาง
การพิจารณาจิตในจิต: หากดวงคิดลอยพ้นระดับน้ำเลี้ยงแปลว่า "ฟุ้งซ่าน" หากจมแปลว่า "ง่วง/ขาดสติ" หากเป็นสมาธิ ดวงจิตจะลอยปริ่มน้ำเลี้ยงพอดี
การดำเนินจิตต้องใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" (ละความรู้สึกจากกายหยาบ ทำความรู้สึกเป็นกายละเอียด)
ผ่านดวงธรรมทั้ง 6 (ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย, ดวงศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ, วิมุตติญาณทัสสนะ) อันเป็นขั้นตอนของ ศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ สู่ทิฏฐิวิสุทธิ
รู้เห็นกายภายในทั้ง 18 กาย ที่ปรากฏขึ้นด้วยอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศลปรุงแต่ง) เริ่มตั้งแต่ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนเข้าถึง "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม ใสแจ่ม หน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป
ในตอนท้าย เมื่อใจใสสว่าง ให้แผ่เมตตาด้วยบท อหํ สุขิโต โหมิ และ สพฺเพ สตฺตา...
อุทิศกุศลให้ผู้มีพระคุณ บูรพกษัตริย์ ผู้รักษาประเทศชาติ พระพุทธศาสนา เทพเทวา ตลอดจนสัตว์ในทุคติภูมิ
อธิษฐานให้กุศลนี้เป็นปัจจัยให้ทุกชีวิตพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" (กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ) และเข้าถึงสวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) โดยทั่วหน้ากัน
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
การอธิษฐานจิตและบารมี 10 ทัศ: การน้อมนำบุญกุศลและบารมีทั้ง 10 ประการ มาเป็นตบะเดชะ
การอาราธนาคุณธรรมเพื่อประหารอวิชชา: การขอให้ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" บังเกิดในจิตสันดาน
หลักธรรมเพื่อความเพียร (สัมปยุตตธรรม): การกำหนด อาตาปี สติมา และ สัมปชาโน
หลักการเจริญภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกาย
โครงสร้างธาตุละเอียด ณ กลางดวงธรรม: การรู้เห็นธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุ
การดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายมนุษย์ละเอียด
การดำเนินจิตผ่านกายโลกิยะและกายพรหม: การเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม
การอุบัติของ "ธรรมกาย": พุทธลักษณะเกตุดอกบัวตูม และการพิสดารธรรมกายอรหัตทับทวี
การปล่อยวางเบญจขันธ์ และเข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ และการรู้เห็นพระนิพพานธาตุ
สภาวะในอายตนนิพพาน: การประทับของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ขีณาสพ พระปัจเจกพุทธเจ้า และการซ้อนจิตสู่ "ต้นธาตุต้นธรรม"
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการนำปฏิบัติเจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางวิชชาธรรมกายอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงการเข้าถึงสภาวธรรมสูงสุดในอายตนนิพพาน ดังนี้:
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัติรวมใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย แล้วตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เจริญขึ้นเป็น "บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ทั้ง 10 ประการ" ตลอดจนอาราธนาคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์ ให้มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 (มโนทวาร จักขุทวาร ชิวหาทวาร ฯลฯ) เพื่อเป็นตบะเดชะประคับประคองใจให้เป็นสมาธิ และปราศจากกิเลสนิวรณ์
พร้อมกันนี้ ได้ให้อธิษฐานขอให้ "จรณะ 15" (ข้อปฏิบัติ 15 ประการ อันมีศรัทธาเป็นต้น) และ "โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ" (เช่น สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, สติปัฏฐาน 4, มรรคมีองค์ 8) บังเกิดขึ้น เพื่อกำจัดอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้สิ้นไปสู่มรรคผลนิพพาน โดยเน้นย้ำถึงหลักธรรม 3 ประการ ตามพระพุทธดำรัส คือ "อาตาปี และ สติมา... สัมปชาโน" (ความเพียร สติ และสัมปชัญญะ) ซึ่งเรียกว่า "สัมปยุตตธรรม" ให้เกิดขึ้นเพื่อปล่อยวางอารมณ์ภายนอก
ในภาคปฏิบัติ ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดใจเป็น "บริกรรมนิมิต" คือนึกให้เห็นดวงแก้วกลมใส ปรากฏ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) โดยให้เหลือบดวงตากลับนิด ๆ ควบคู่กับการภาวนา "สัมมาอะระหัง" อย่างต่อเนื่อง เมื่อใจสงบหยุดนิ่ง "เห็น จำ คิด รู้" จะไปรวมเป็นจุดเดียวกัน ณ ศูนย์กลางดวง ลมหายใจจะละเอียดและสั้นเข้า
เมื่อหยุดนิ่งถูกส่วน จะเห็นภายในดวงปฐมมรรคประกอบด้วยธาตุละเอียด คือ "หน้า ธาตุละเอียดของธาตุน้ำ ขวา ธาตุดิน หลัง ธาตุไฟ ซ้าย ธาตุลม ตรงกลาง อากาศธาตุ กลางอากาศธาตุ เป็น วิญญาณธาตุ" เมื่อใจหยุดนิ่งตรงกลางวิญญาณธาตุ ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ปรากฏดวงธรรมที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ คือ ดวงศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ, และวิมุตติญาณทัสสนะ
ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตเข้าสู่กายภายในซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือละความรู้สึกจากกายที่หยาบไปสู่กายที่ละเอียด เริ่มจาก:
กายมนุษย์ละเอียด: โปร่งใสสวยงามกว่ากายเนื้อ นั่งขัดสมาธิอยู่บน "องค์ฌาน"
กายทิพย์ และกายทิพย์ละเอียด: โตใหญ่ ใสสว่าง เป็น 2 เท่าของกายมนุษย์
กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม: โตและมีรัศมีสว่างยิ่งกว่ากายทิพย์ตามลำดับ
ธรรมกาย: เมื่อสุดละเอียดกายอรูปพรหม จะปรากฏเป็น "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ขนาดหน้าตัก ความสูง และเส้นผ่าศูนย์กลางดวงธรรม 4 วาครึ่งขึ้นไป" นั่งบนองค์ฌาน
ผู้บรรยายกำชับว่า เมื่อถึงกายใด ให้หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายนั้น "ถ้าไม่ปล่อย ถ้ายึดติดอยู่ในสุขนั่นไปไม่รอด" ต้องดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไปจนสุดละเอียดถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต... ทับทวีขึ้นมาไม่ขาดสาย นับไม่ถ้วน" (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)
เมื่อดำเนินจิตสุดละเอียดจน "ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ได้ และปล่อยความยินดีในฌานสมาบัติได้" ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายที่บริสุทธิ์ที่สุดจะไปปรากฏใน "อายตนนิพพาน"
ณ อายตนนิพพานนี้ ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่บน "รัตนบัลลังก์" สว่างไสวด้วยธรรมรังสี (ไม่มีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์) แวดล้อมด้วยธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันต์ขีณาสพประทับบนองค์ฌาน เวียนขวารอบพระพุทธเจ้า ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับบนรัตนบัลลังก์เพียงโดด ๆ ลำพัง
ท้ายที่สุด ให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐาน "ซ้อนหยุดนิ่งแน่น กลางของกลางพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า" แล้วดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป จนกระทั่งเข้าถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติ
Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
วัตถุประสงค์ของการพิจารณาเห็นจิตในจิต: การรู้เท่าทันกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ที่หุ้มซ้อนจิตอยู่
การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": ลำดับการดำเนินจิตตั้งแต่ปฐมฌานถึงปัญจมฌาน
โครงสร้างธาตุละเอียดของ "เบญจขันธ์": ศูนย์กลางของรูปขันธ์ และองค์ประกอบของมหาภูตรูป
โครงสร้างของ "นามขันธ์ 4" (เห็น จำ คิด รู้): การขยายส่วนหยาบเป็นดวงธรรมทั้ง 4 ซึ่งรวมเรียกว่า "ใจ"
สภาวะของดวงคิดกับระดับสมาธิ: การสังเกตดวงคิดในระดับน้ำเลี้ยงหัวใจเมื่อจิตเป็นสมาธิ ง่วงซึม หรือฟุ้งซ่าน
กลไกการเกิด "กิเลสานุสัย" ในจิต: สภาวะของ ปฏิฆานุสัย กามราคานุสัย และ อวิชชานุสัย ที่ย้อมสีดวงจิต
ความแตกต่างระหว่างใจปุถุชนและกายพ้นโลก: การขยายโตเต็มส่วนธาตุธรรมของธรรมกายเมื่อปราศจากกิเลส
การรู้เห็น "อายตนนิพพาน" และ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การเข้าสู่พระนิพพานของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีณาสพ
อัตตลักษณะแห่งพระนิพพาน: สภาวะที่เป็น วิสังขาร นิจจัง ปรมัง สุขัง อมตํ ปทํ และ อัตตา
การแผ่พรหมวิหารธรรมในระดับฌาน และอุทิศส่วนกุศล: การตั้งจิตโปรดสัตว์โลกให้หลุดพ้นจาก "ไตรวัฏฏะ"
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนหลักปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีสติ "พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้ง ณ ภายนอก และ ณ ภายใน"
ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัตินำใจจรดนิ่งที่ศูนย์กลางธรรมกายอรหัต แล้วดำเนินจิต "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ผ่านดวงธรรมที่ทำให้เป็นทุกกาย (กายเถา 18 กาย) ตามลำดับฌาน (อนุโลม) ดังนี้:
ปฐมฌาน: จรดใจกลางดวงธรรม ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
ทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร คงเหลือ ปีติ สุข และเอกัคคตา
ตติยฌาน: ละปีติ คงเหลือ สุข และเอกัคคตา
จตุตถฌาน: ละสุข คงเหลือ เอกัคคตา เป็นหนึ่งนิ่งอยู่
ปัญจมฌาน: สำหรับผู้เจริญพรหมวิหารธรรม ศูนย์กลางจะขยายว่างออก ประกอบด้วย เอกัคคตา และ อุเบกขา
เมื่อสุดทางแล้ว ให้อธิษฐานลดระดับสมาธิลงทวนกลับ (ปฏิโลม) เพื่อชำระ "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ให้บริสุทธิ์ผ่องใสซะก่อน"
เมื่อธาตุธรรมผ่องใส ให้นำใจหยุดนิ่ง ณ กลางดวงธรรมกำเนิดธาตุธรรมเดิม จะพบ "ธาตุละเอียดของขันธ์ 5 หรือเรียกว่า เบญจขันธ์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ"
รูปขันธ์: ตรงกลางมีธาตุละเอียดคือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และใจกลางสุดคือ "วิญญาณธาตุ"
นามขันธ์ 4: ซ้อนอยู่ในวิญญาณธาตุ ขยายส่วนหยาบออกมาเป็น ดวงธรรม 4 ดวง เรียกว่า "ใจ" ได้แก่
ดวงเห็น (ขยายจากเวทนาขันธ์) ขนาดเท่าเบ้าตา
ดวงจำ (ขยายจากสัญญาขันธ์) ขนาดเท่าดวงตา
ดวงคิด หรือ ดวงจิต (ขยายจากสังขารขันธ์) ขนาดเท่าตาดำ ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจ
ดวงรู้ (ขยายจากวิญญาณขันธ์) ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย
ผู้บรรยายให้สังเกตสภาวะของดวงคิดว่า หากจิตเป็นสมาธิ "ดวงคิดนี่จะลอยปริ่มพอดีกับระดับเบาะน้ำเลี้ยงของหัวใจที่ใส" แต่หากง่วงซึมดวงคิดจะจมลง และหากฟุ้งซ่าน ดวงคิดจะลอยเหนือระดับน้ำเลี้ยง การรู้เท่าทันสภาวะนี้คือการ "พิจารณาเห็นจิตในจิต"
เมื่อมีอารมณ์มากระทบจิต กิเลสที่นอนเนื่อง (อนุสัย) จะแสดงตัวออกมาห่อหุ้มและย้อมสีน้ำเลี้ยงจิต
ปฏิฆานุสัย: เกิดร่วมกับอกุศลจิตเมื่อกระทบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ หุ้มดวงเห็นเป็นสีดำ ๆ หากโกรธจัดจะย้อมน้ำเลี้ยงจิตให้เป็น "สีเขียวเข้ม หรือ แดงก่ำ"
กามราคานุสัย: เกิดเมื่อจิตยินดีพอใจในอารมณ์ จะฟุ้งกระจายทำให้ดวงจิตที่เคยผ่องใสขุ่นมัวเป็น "สีชมพู"
อวิชชานุสัย: หุ้ม "ดวงรู้" เป็นสีดำ ทำให้ไม่รู้แจ้งในสัจธรรม นำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นขันธ์ 5 ด้วยตัณหาและทิฐิ ว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา
แต่หากปฏิบัติธรรมจนกิเลสเหล่านี้เบาบาง ธาตุธรรมจะใสสว่างและโตใหญ่ขึ้น เมื่อถึงกายพ้นโลกคือธรรมกาย เครื่องหุ้มเหล่านี้จะหลุดร่อนออก ดวงธรรม เห็น จำ คิด รู้ จะ "ขยายโตเต็มส่วนธาตุเต็มธรรมของธรรมกาย" และเปลี่ยนเป็น "ญาณรัตนะ" นำไปสู่ความรู้แจ้ง
เมื่อพิสดารกายจนสุดละเอียด ปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ได้ "ตกศูนย์เข้าอายตนนิพพาน" ผู้ปฏิบัติจะซ้อนธรรมกายเข้าสู่กลาง "พระนิพพาน คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" ซึ่งประทับบนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพ (ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับอยู่โดด ๆ) ณ ที่นั้น จะพบ "จักรพรรดิ" เป็นประธานของรัตนะ 7 พร้อมแว่นแก้วกล้องแก้วสำหรับต่อญาณทัสสนะ
ผู้บรรยายให้ใช้มือธรรมกายสัมผัสพระเพลา (ขา) ของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน เพื่อพิสูจน์ว่ามี "ตัวตน" ไม่ใช่สภาวะว่างเปล่า พระนิพพานเป็น "วิสังขาร" (ไม่ถูกปรุงแต่ง) มีลักษณะเป็น "นิจจัง" (เที่ยงแท้) "ปรมัง สุขัง" (บรมสุขอย่างยิ่ง) และ "อมตํ ปทํ" (ยั่งยืนไม่ตาย) จึงจัดเป็น "อัตตาวิมุตติ" หรือ "อัตตา" ที่แท้จริง ตรงข้ามกับสังขารธรรมในภพ 3 ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สามารถศึกษาคู่มือเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อการปฏิบัติ:
การเตรียมใจและการอธิษฐานบารมี: การนั่งสมาธิและน้อมรำลึกบุญบารมีที่สั่งสมมา (ทาน ศีล ภาวนา) เพื่อเป็นพลวปัจจัยสู่มรรคผลและพระนิพพานธาตุ
การอาราธนาคุณธรรมขั้นสูง: การตั้งจิตอธิษฐานขอให้จรณะ 15, วิชชา 3, วิชชา 8 อันครอบคลุมถึงอภิญญา 6, จตุปฏิสัมภิทาญาณ และโพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการบังเกิดขึ้น
หลักปฏิบัติเพื่อรักษาสมาธิ: การเจริญสัมปโยคธรรม (อาตาปี สติมา สัมปชาโน) และปหานธรรมเพื่อกำจัดนิวรณ์
การหาศูนย์กลางกายและบริกรรมนิมิต: การใช้บริกรรมนิมิต (ดวงกลมใส) และบริกรรมภาวนา (สัมมา อะระหัง) ตรงศูนย์กลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
วิถีดับหยาบไปหาละเอียด: การดำเนินจิตด้วยหลักหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง ซ้อนเข้าสู่กายภายในตามลำดับ
การเข้าถึงกายภายในจนถึงธรรมกาย: การซ้อนผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม จนปรากฏเป็นธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง
การเจริญวิชชาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: การตั้งจิตอธิษฐาน ณ สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อระลึกอัตภาพในอดีต ตั้งแต่วัยเยาว์ ทารกในครรภ์ ไปจนถึงอดีตชาติ
วิปัสสนาปัญญาพิจารณาอุปาทินนกสังขาร: การนำภาพอดีตชาติมายกขึ้นสู่วิปัสสนา ให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาของสังขารที่มีวิญญาณครอง
การแผ่พรหมวิหารธรรม: การตั้งจิตแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพื่อความพ้นเวรพ้นภัย และการอุทิศกุศลในตอนท้าย
เนื้อความย่ออย่างละเอียด:
ภาคที่ 1: การอธิษฐานบารมีเพื่อเป็นฐานแห่งสมถวิปัสสนา เนื้อหาไฟล์นี้เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัตินั่งขัดสมาธิ ตัดอารมณ์ภายนอก และน้อมรำลึกถึงบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา ทั้งอามิสทานและธรรมทาน ตลอดจนการเจริญศีลสิกขาและจิตตสิกขา เพื่อเป็นบาทฐานในการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี การพิจารณาบารมีทั้ง 10 ประการของตนเองเนือง ๆ จะทำให้เกิดกำลังใจและรู้ว่าบำเพ็ญมาบริบูรณ์เพียงไร
ภาคที่ 2: วิถีดับหยาบไปหาละเอียด สู่การประจักษ์แจ้งธรรมกาย ในการเจริญภาวนา ผู้สอนให้อาศัยการเหลือบดวงตากลับนิด ๆ สังเกตลมหายใจลึก ๆ นำใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ โดยใช้บริกรรมนิมิตนึกถึงดวงกลมใสสว่าง ควบคู่กับบริกรรมภาวนาว่า "สัมมา อะระหัง" เมื่อใจรวมเป็นเอกัคคตาจิตเป็นหนึ่งเดียว ผู้ปฏิบัติจะเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายปรากฏขึ้น การดำเนินจิตต่อไปต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" โดยให้ใจหยุดเข้าไปในกลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ ทะลุผ่านเครื่องกลั่นกรองคือ ดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ศูนย์กลางจะขยายออกและปรากฏกายภายในที่ละเอียดประณีตซ้อนกันอยู่ตามลำดับ
เริ่มจากกายมนุษย์ละเอียดที่นั่งอยู่บนองค์ฌาน เมื่อดับหยาบเข้าไปอีกจะพบกายทิพย์และกายทิพย์ละเอียด เข้าสู่กายรูปพรหมและกายรูปพรหมละเอียด (อันเป็นระดับทุติยฌานและตติยฌาน) เข้าสู่กายอรูปพรหมหยาบและละเอียด จนในที่สุดเมื่อดับหยาบไปสุดละเอียด จะประจักษ์แจ้งธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ซึ่งมีพุทธลักษณะที่สวยงามประณีตดุจเพชร
ภาคที่ 3: การเจริญวิชชาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และยกสู่วิปัสสนาปัญญา เมื่อเข้าถึงธรรมกายหรือเมื่อจิตหยุดนิ่งดีแล้ว ผู้สอนให้นำใจจรดลงไปตรงกลางอากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ ซึ่งจะปรากฏสายกำเนิดธาตุธรรมเดิมเล็กใสเหมือนใยบัวอยู่ตรงกลาง ณ จุดนี้ผู้สอนให้อธิษฐานจิตเพื่อเจริญวิชชาที่ 1 คือการระลึกชาติ โดยอธิษฐานให้เห็นอัตภาพของตนสืบถอยหลังลงไปในอดีต เริ่มจากถอยไป 10 ปี, 5 ปี, จนถึงอายุ 1 ขวบ จากนั้นให้อธิษฐานดูย้อนกลับไปถึงตอนเป็นทารกในครรภ์มารดา ดูช่วงที่มาตั้งปฏิสนธิวิญญาณ (ซึ่งจะเห็นว่าไปพักอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน) และสืบถอยหลังไปจนถึงอดีตชาติของตนชั้นที่ 1 ว่าก่อนหน้านี้ตนเองเป็นใครมาจากไหน การได้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ จัดเป็นวิชชาที่ 1 เหมือนลูกไก่ที่กะเทาะเปลือกไข่ออกมาเห็นโลกกว้าง
ในขั้นสุดท้าย ผู้สอนให้ยกสภาวะที่เห็นนั้นขึ้นสู่วิปัสสนา โดยให้พิจารณาอุปาทินนกสังขาร (สังขารที่มีชีวิต มีวิญญาณครอง) ที่ได้สัมผัสมาทั้งอดีตและปัจจุบัน ว่าล้วนตกอยู่ในพระไตรลักษณ์ คือมีความไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เสื่อมสลาย หมดสภาพเดิม เป็นทุกข์ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยของปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร การเห็นตามความเป็นจริงนี้จะทำให้เกิดศรัทธา ศีล และปัญญา ไม่ยึดติดในอัตภาพ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแผ่พรหมวิหารธรรม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และสวดอุทิศส่วนกุศลเพื่อประโยชน์สูงสุด
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อทั้งหมด
การจัดอิริยาบถและการตั้งจิตอธิษฐาน: การรวมใจหยุดนิ่ง และน้อมนำบารมีธรรมเพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์
การอาราธนาคุณธรรมเป็นเครื่องประหารอวิชชา: การขอให้ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" บังเกิดขึ้น
หลักสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" (ดวงแก้วกลมใส) และ "บริกรรมภาวนา" (สัมมาอะระหัง) ณ ฐานที่ 7
การเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค" และดวงธรรมภายใน: โครงสร้างธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุ
การดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม และธรรมกาย
การเปลี่ยนแปลงของ "เวทนา" ตามระดับภูมิธรรม: จากทุกขเวทนาในกายหยาบ สู่สุขเวทนาในกายละเอียด
การพิจารณาธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ (นามขันธ์ 4): โครงสร้างของดวง "เห็น จำ คิด รู้"
กลไกการเกิดกิเลสานุสัย (กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย): การปรุงแต่งของจิตเมื่อผัสสะกระทบอายตนะ และสีของน้ำเลี้ยงจิต
การพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" ณ ภายใน: การ "ตกศูนย์" ของดวงธรรม และการเกิดดับของนามรูป
การแผ่พรหมวิหารธรรมและการอุทิศส่วนกุศล: การตั้งจิตเมตตาและสวดบูชาพระรัตนตรัย
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนเจริญภาวนาทั้งสมถะและวิปัสสนา โดยเน้นที่การ "มีสติพิจารณาเห็นจิตในจิตให้มากขึ้น" ประกอบกับการเห็นกาย เวทนา และธรรม ตามหลักสติปัฏฐาน 4 อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:
ผู้บรรยายแนะนำการนั่งขัดสมาธิ (เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย) เพื่อป้องกันกิเลสนิวรณ์อย่างถีนมิทธะ (ความง่วง) แล้วตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต ตลอดจนคุณพระรัตนตรัยและครูอาจารย์ มาเป็นตบะเดชะ พร้อมขอให้คุณธรรมสำคัญบังเกิด ได้แก่ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4) และ "โพธิปักขิยธรรม ทั้ง 37 ประการ" (เช่น สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 มรรคมีองค์ 8) เพื่อ "ประหาร คือ ละ อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไป"
ผู้ปฏิบัติต้องนำใจคือความ เห็น จำ คิด รู้ ไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม" (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) โดยกำหนด "บริกรรมนิมิต" เป็นดวงแก้วกลมใสสว่าง และ "บริกรรมภาวนา" ท่องว่า "สัมมาอะระหัง" ต่อเนื่องกันไป เมื่อใจสงบจะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" ซึ่งภายในประกอบด้วยธาตุละเอียดคือ ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และมี "วิญญาณธาตุ" เป็นจุดเล็กใสอยู่ตรงกลาง ศูนย์กลางจะขยายออกปรากฏเป็นดวง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่
ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือทิ้งความรู้สึกของกายหยาบ ไปสวมความรู้สึกในกายละเอียด เริ่มจากเข้าถึง "กายมนุษย์ละเอียด" นั่งบนองค์ฌานลักษณะคล้ายแผ่นกระจกกลมใส ในขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติจะเสวย "สุขเวทนา" ยิ่งกว่ากายมนุษย์หยาบ (ซึ่งมีแต่ทุกขเวทนาและความปวดเมื่อย) ภูมิธรรมจะยกระดับจาก "มนุษยธรรม" สู่ "เทวธรรม" (เมื่อเข้าถึงกายทิพย์ มีหิริโอตตัปปะ), "พรหมธรรม" (เมื่อเข้าถึงกายรูปพรหม มีพรหมวิหาร 4), และเข้าถึง "พุทธธรรม" คือ ธรรมกาย ที่สามารถพิจารณาสังขารธรรมให้เห็นตามความเป็นจริงว่า "เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา"
เมื่อเข้าถึงธรรมกายที่สุดละเอียด ผู้บรรยายให้ใช้ญาณของธรรมกายเพ่งกลับลงมาที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ เพื่อพิจารณาธาตุละเอียดของเบญจขันธ์ จะพบว่า:
รูปขันธ์ ประกอบด้วยธาตุละเอียดของ มหาภูตรูป 4 และอากาศธาตุ
นามขันธ์ 4 ขยายส่วนหยาบออกมาเป็นดวงธรรมตั้งซ้อนกัน คือ "ดวงเห็น" (เวทนาขันธ์ เท่าเบ้าตา), "ดวงจำ" (สัญญาขันธ์ เท่าดวงตา), "ดวงคิด" (สังขารขันธ์ เท่าตาดำ ลอยในน้ำเลี้ยงหัวใจ), และ "ดวงรู้" (วิญญาณขันธ์ เท่าเมล็ดพริกไทย) ซึ่งรวมเรียกว่า "ใจ"
ผู้บรรยายชี้ให้เห็นกลไกของจิตเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบอายตนะ (ตา หู จมูก ฯลฯ) หากปุถุชนรับอารมณ์ที่น่ากำหนัดยินดี จิตดวงเดิมจะ "ตกศูนย์ไปยังศูนย์กลางกายฐานที่ 6" และปรุงเป็นอกุศลจิตดวงใหม่ โดยมี "กามราคานุสัย" หุ้มดวงจิต ย้อมสีน้ำเลี้ยงของจิตให้เป็น "สีชมพู หรือสีดำ ๆ" แต่หากรับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ "ปฏิฆานุสัย" จะเข้าย้อมจิตให้เป็น "สีแดงเข้ม หรือสีเขียว" หรือหากมีโมหะจะเป็น "สีน้ำล้างเนื้อ หรือสีตะกั่วตัด"
วงจรการ "ดับแล้วก็เกิด ดับแล้วก็เกิด" ของจิตนี้ ดำเนินไปตามสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (ผัสสะเป็นปัจจัยเกิดเวทนา -> ตัณหา -> อุปาทานและกรรม -> ภพชาติ) การตามดูสภาวะที่เกิดดับและขุ่นมัวหรือผ่องใสของจิตนี้เอง คือการปฏิบัติวิปัสสนาในการ "มีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เป็นทั้ง ณ ภายในและ ณ ภายนอก" เพื่อให้เกิดธรรมสังเวช และคลายความยึดมั่นถือมั่น
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อ
การอธิษฐานบารมี 10 ทัศ และการอาราธนาคุณพระรัตนตรัย: การตั้งจิตระลึกถึงบุญกุศลและบารมีธรรม เพื่อให้บังเกิดเป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย ใน ธาตุ ธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเรา"
การอธิษฐานเพื่อมรรคผลนิพพาน: การขอให้ "จรณะ 15", "วิชชา 3 วิชชา 8", "อภิญญา 6", "จตุปฏิสัมภิทาญาณ" และ "โพธิปักขิยธรรมทั้ง 37 ประการ" บังเกิดเพื่อประหารอวิชชา
หลักปฏิบัติสมถภาวนาและการหาศูนย์กลางกาย: การใช้ "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ตรงจุดศูนย์กลางกาย เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ
การวิเคราะห์โครงสร้างศูนย์กลางกาย: การดำเนินจิตผ่านศูนย์ 5 ศูนย์ และศูนย์กลางแห่ง "อากาศธาตุ" และ "วิญญาณธาตุ"
วิถีการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" เข้าสู่ "ธรรมกาย" ที่มีพุทธลักษณะ "เกตุดอกบัวตูม"
การก้าวล่วงสู่ "โลกุตตรภูมิ" และประหาร "สังโยชน์": การบรรลุความเป็นพระอริยบุคคลด้วยการตัดสังโยชน์ 3 ประการ (สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส) แบบสมุจเฉทปหาน
การใช้ญาณของธรรมกายพิจารณาอนาคต: การตั้งจิตอธิษฐาน ณ "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" เพื่อดูอัตภาพของตนเองสืบไปจนถึงวันตาย
วิปัสสนาปัญญาพิจารณาพระไตรลักษณ์และมรณสติ: การยก "เบญจขันธ์" หรือ "อุปาทินนกสังขาร" ขึ้นพิจารณาความแปรปรวน (อนิจฺจตา ทุกฺขตา อนตฺตตา) และระลึกถึงปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์
การพิจารณา "ตจปัญจกกรรมฐาน" และการแผ่เมตตา: การพิจารณากรรมฐาน 5 และการอุทิศกุศลในตอนท้าย
เนื้อหาไฟล์นี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่การตั้งฐานสมาธิเบื้องต้น ไปจนถึงการเจริญวิปัสสนาขั้นสูงเพื่อเห็นความเกิดดับของสังขาร ดังนี้:
เนื้อหาไฟล์นี้เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัติตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นคง และรวมใจไปหยุดนิ่งที่ "ศูนย์กลางกาย" พร้อมให้อธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลที่บำเพ็ญมาจนเป็น "บารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ทั้ง 10 ประการ" (เช่น ทานบารมี ศีลบารมี ฯลฯ) โดยให้กำหนดลงไปตรง "จุดเล็กใส กลางดวงใส ตรงศูนย์กลางกาย"
เมื่อใจสงบหยุดนิ่ง จะบังเกิด "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ใสสว่าง" ผู้ปฏิบัติต้องละคำบริกรรมและนิมิต แล้วใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ดำเนินผ่านโครงสร้าง (ศูนย์กลางหน้า ขวา หลัง ซ้าย) เข้าสู่ตรงกลางอันเป็นที่ตั้งของ "อากาศธาตุ" และ "วิญญาณธาตุ" ศูนย์กลางจะขยายออกพร้อมกับการกลั่นกรองกาย วาจา ใจ ให้เป็น "ศีลบริสุทธิ์ ด้วยจิตบริสุทธิ์"
ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ละความรู้สึกจากกายหยาบเข้าสู่กายละเอียดไปตามลำดับ จนสุดละเอียดประจักษ์แจ้งซึ่ง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง" ขนาดหน้าตักตั้งแต่ "4 วาครึ่งขึ้นไป" เมื่อถึงจุดนี้ การดำเนินจิตจะเป็นการก้าวล่วงจาก "กายโลกิยะ เข้าไปสวมความรู้สึกเป็นกายโลกุตตระ" ซึ่งเป็นศูนย์รวมคุณธรรมของพระอริยเจ้า หากเจริญปัญญาจนมีกำลัง จะสามารถกำจัด "สังโยชน์ กิเลสเครื่องร้อยรัด" ได้เด็ดขาดเป็น "สมุจเฉทปหาน" โดยละสังโยชน์เบื้องต้นคือ "สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส" นำจิตข้ามโคตรปุถุชนสู่ความเป็น "พระอริยบุคคล" ประจักษ์แจ้ง "ธรรมกายมรรค ธรรมกายผล"
ในขั้นสูงสุด ผู้สอนให้นำใจหยุดนิ่งตรง "กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม นั่น อากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ" ซึ่งจะเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" ที่บริสุทธิ์และเล็กประดุจ "ใยบัว"
ณ จุดนี้ ผู้สอนให้นำญาณของธรรมกายตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อพิจารณา "อัตภาพของตนต่อไปในอนาคต" โดยกำหนดดูไปทีละช่วงชีวิต (ช่วงละ 5 ปี หรือ 10 ปี) สืบต่อไปจนถึง "วันตาย" เมื่อเห็นภาพอัตภาพของตนแตกทำลาย ให้นำสภาวะนั้นยกขึ้นสู่ "วิปัสสนา" โดยพิจารณา "เบญจขันธ์" (รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์) ว่าตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ เปลี่ยนแปลงทนอยู่ไม่ได้ ("อนิจฺจตา ทุกฺขตา") และต้องแตกสลายไปในที่สุด ("เป็นอนตฺตตา")
การเห็นตามความเป็นจริงนี้ จัดเป็นการพิจารณา "อุปาทินนกสังขาร ว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" และเป็นเครื่องเจริญ "มรณสติ" ชั้นเลิศ ผู้สอนได้อ้างอิงถึง "ปัจฉิมวาจา" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เธอทั้งหลายจงยังสมณกิจ เพื่อประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท" เพื่อกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติเร่งทำกิจของตนให้สมบูรณ์ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการแนะนำให้พิจารณา "ตจปัญจกกรรมฐาน" และปิดท้ายการภาวนาด้วยการแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลตามแบบแผนสามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
การเจริญฌานสมาบัติ 8 โดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌานถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
การทำนิโรธ ดับสมุทัย: การพิสดารกายผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เพื่อประหารอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
การเข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของกายหยาบ และการรู้เห็นพระนิพพานและจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง
ญาณทัสสนะตรวจ "เทวโลก": การเข้านมัสการ "เจดีย์จุฬามณี" ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ญาณทัสสนะตรวจ "ทุคติภูมิ" (นรก): การพิจารณาวิบากกรรมในนรกขุมต่าง ๆ (ปาณาติบาต, กาเมฯ, สุรา)
การตรวจขุม "อเวจีมหานรก": การรับโทษของพระเทวทัตจากอนันตริยกรรม
การตรวจ "อายตนโลกันต์": ภพภูมิที่มืดมิดของมิจฉาทิฏฐิผู้ทำกรรมหนักสุดขอบจักรวาล
การพิจารณาและโปรด "เปรต": การตรวจบุพกรรมของเปรต และการให้ศีล 5 พร้อมอุทิศกุศล
การแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌาน: การละลายธาตุธรรม และแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
การเชื่อม "ต้นในต้น": การตั้งผังสุขสมบูรณ์เพื่อสถาบัน และการตั้งจิตให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ"
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนปฏิบัติวิชชาธรรมกายชั้นสูงอย่างเป็นระบบ
ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" และ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านกายภายในและองค์ฌานตามลำดับ (อนุโลม) เริ่มจาก:
ปฐมฌาน: สำเร็จด้วยกายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
ทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตา (กายทิพย์)
ตติยฌาน: ละปีติ คงเหลือ สุข เอกัคคตา (กายรูปพรหม)
จตุตถฌาน: ละสุข คงเหลือ เอกัคคตา จิตนิ่งเป็นหนึ่ง (กายอรูปพรหม)
อรูปฌาน 4: ดำเนินจิตให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าสู่ อากาสานัญจายตนฌาน (เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์), วิญญาณัญจายตนฌาน (เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์), อากิญจัญญายตนฌาน, และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (มีสัญญาเหมือนไม่มี แทบไม่รู้สึกตัว)
เมื่อถึงจุดสุดละเอียด ให้อธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลงเป็นปฏิโลม" โดยถอยจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน กลับลงมาสู่ปฐมฌาน เพื่อฝึกให้ชำนาญ จากนั้นให้ออกจากการเข้าฌานเพื่อทำ "นิโรธ ดับสมุทัย" โดยพิสดารกายผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ประหารอกุศลจิตและตัณหาอุปาทานในเบญจขันธ์ เมื่อจิตปล่อยวางได้เด็ดขาด ธรรมกายหยาบจะ "ตกศูนย์" และธรรมกายสุดละเอียดจะปรากฏใน "อายตนนิพพาน" ซ้อนเข้าสู่กลางพระนิพพานและ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง"
เมื่ออยู่ในอายตนนิพพาน ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติต่อญาณทัสสนะ หยิบ "จักรแก้ว" แล้วขยายข่ายแห่งญาณไปยังสวรรค์ชั้น "ดาวดึงส์" ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ณ ที่นี้ ให้นมัสการ "เจดีย์จุฬามณี" ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลี (เส้นผม) พระขรรค์ และพระเขี้ยวแก้ว ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บรรยายยังได้กล่าวเสริมถึง "ทุสสเจดีย์" ในชั้นอกนิฏฐภพ (สุทธาวาส) ที่ท้าวฆฏิการพรหมสร้างไว้ประดิษฐานผ้าโพกพระเศียรด้วย
ท่านให้ผู้ปฏิบัติน้อมภพใต้เขาพระสุเมรุขึ้นมาพิจารณา โดยเปล่งรัศมีธรรมกายให้สว่าง ญาณทัสสนะจะเห็นสัตว์นรกขุมต่าง ๆ ที่รับวิบากกรรม ดังนี้:
นรกขุมที่ 1: สัตว์นรกมีหัวเป็นสัตว์ (เช่น หมู, หมา) ตัวเป็นคน ต้องรับโทษเพราะทำกรรม "ปาณาติบาต" (ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต)
นรกขุมที่ 3: สัตว์นรกถูกหอกดาบทิ่มแทงและต้องปีน "ต้นงิ้ว" เพราะผิดศีลข้อ "กาเมสุมิจฉาจาร"
นรกขุมที่ 5: สัตว์นรกถูกกรอกปากด้วย "น้ำทองแดง" จากกระทะทองแดง ด้วยผลกรรมจากการ "ดื่มสุรา"
นรกขุมอื่น ๆ ยังพบผู้ที่สูบฝิ่นและกัญชา มีไฟไหม้อยู่ในปาก
นรกขุมที่ 8 (อเวจีมหานรก): ผู้บรรยายให้พิจารณา "พระเทวทัต" ที่ถูกโซ่ผูกรัดและเหล็กตรึงร่างจากทุกทิศทาง ไฟไหม้จนกายดำเป็นตอตะโก ไม่สามารถกระดิกตัวได้ รับโทษเพราะทำ "อนันตริยกรรม" (เช่น ทำร้ายพระพุทธเจ้า, ทำสงฆ์ให้แตกกัน)
ลึกลงไปนอกขอบจักรวาล คือ "อายตนโลกันต์" เป็นภพที่มืดมิด มีแต่น้ำกรด สัตว์นรกผอมโซ กัดกินกันเอง ไม่รู้จักตาย นี่คือที่สถิตของผู้ที่เป็น "มิจฉาทิฏฐิ" อย่างแรงกล้า ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ
ท่านให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานใช้จักรแก้วนำ "เปรต" ในรัศมี 100 กิโลเมตร มารวมกันรอบนอกวัด ภาพที่เห็นคือเปรตรูปร่างผอมโซ สกปรก เหม็นคาว ไม่มีเสื้อผ้า และต้องดำรงชีพด้วยการ "ดูดน้ำเหลือง" บุพกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรต ได้แก่ การเถียงหรือทำร้ายบิดามารดา, ความโลภ, ตัณหาราคะ, และที่สำคัญคือ "การขโมยของวัด"
เพื่อเป็นการโปรดสัตว์ ผู้ปฏิบัติได้ทำข้อตกลงให้เปรตสมาทานรักษาศีล หากพ้นวิบากกรรมไปได้ จากนั้นจึงให้ "ไตรสรณคมน์ และ ศีล 5" แก่เปรตเหล่านั้น พร้อมทั้งอุทิศบุญกุศลที่เกิดจากการเจริญภาวนาให้ ด้วยอานิสงส์แห่งบุญ เปรตที่มีวิบากกรรมเบาบางจะได้เปลี่ยนภพภูมิไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเลื่อนฐานะเป็นเทวดาและเทพธิดา ผู้บรรยายยังฝากให้ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ปกปักรักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้มารรังควาน
Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ผ่านกายภายใน
การเจริญ "อรูปฌาน": การเข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
การเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากอรูปฌานสูงสุด ถอยกลับลงมาสู่ปฐมฌาน
การ "พิสดารกาย" เข้าสู่ "อายตนนิพพาน": การปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ และการตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ
การขยายข่ายแห่งญาณตรวจ "อรูปภพ": สภาวะของอรูปพรหม 4 ชั้น และอดีตดาบส
การตรวจ "รูปภพ" และชั้น "สุทธาวาส": การพิจารณารัศมีของพรหมอนาคามี และการเข้านมัสการ "ทุสสเจดีย์"
การตรวจ "พรหมลูกฟัก": สภาวะของอสัญญีพรหมที่ปฏิเสธสัญญา
การตรวจ "เทวภูมิ" (กามภพ): การตรวจสวรรค์ 6 ชั้น และการพิจารณาวิมานทิพยสมบัติของผู้ปฏิบัติ
การตรวจสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และจาตุมหาราชิกา: การรู้เห็นพระอินทร์ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และบริวาร
การแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌาน: การละลายธาตุธรรม และแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ท่านสอนให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือหยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง ผ่านกายภายในและองค์ฌานตามลำดับ (อนุโลม) ดังนี้:
ปฐมฌาน: เข้าสู่ดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วยอารมณ์ "วิตก วิจาร ตรึกตรองประคองนิมิต อารมณ์ ปีติ สุข และเอกัคคตา"
ทุติยฌาน: ละวิตกวิจารได้ ศูนย์กลางขยายออก เข้าสู่กายทิพย์ คงเหลือ "ปีติ สุข และเอกัคคตา"
ตติยฌาน: ละปีติได้ เข้าสู่กายรูปพรหม คงเหลือ "สุข และเอกัคคตา"
จตุตถฌาน: ละสุขได้ เข้าสู่กายอรูปพรหม คงเหลือ "เอกัคคตา" จิตนิ่งเป็นหนึ่ง
อรูปฌาน 4: ดำเนินจิตละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น เข้าสู่ อากาสานัญจายตนฌาน (เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์), วิญญาณัญจายตนฌาน (เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์), อากิญจัญญายตนฌาน, และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (สัญญาความจำได้หมายรู้มีเหมือนไม่มี) จนเข้าสู่ศูนย์กลางธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียด
เมื่อดำเนินจิตถึงสุดทางแล้ว ให้อธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลงเป็นปฏิโลม" โดยถอยกลับจากอรูปฌาน สู่จตุตถฌาน ตติยฌาน ทุติยฌาน จนถึงปฐมฌาน เพื่อฝึกให้ชำนาญ (ควรทำอย่างน้อย 1-3 รอบ)
หลังจากเข้าฌานสมาบัติจนชำนาญ ให้ออกจากจตุตถฌานแล้วทำวิชชา "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด... ผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของทุกกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" เพื่อประหารกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เมื่อจิตบริสุทธิ์และ "ปล่อยอุปาทานในเบญจขันธ์ หรือขันธ์ 5 ของกายในภพ 3 ได้ ปล่อยขาดได้หมดพร้อมกัน ธรรมกายหยาบจะตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ณ ที่นั้น ให้ซ้อนธรรมกายเข้าสู่กลางพระนิพพานและจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง เพื่อต่อญาณทัสสนะให้รู้แจ้ง
เมื่ออยู่ในอายตนนิพพาน ให้อธิษฐานขยายข่ายของญาณธรรมกายให้กว้างสุดภพสุดจักรวาล เพื่อตรวจดูสภาวธรรมในภพภูมิต่าง ๆ ได้แก่:
อรูปภพ: ตรวจอรูปพรหม 4 ชั้น ผู้บรรยายยกตัวอย่าง "อุทกดาบส" ที่มาอุบัติในชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ และ "อาฬารดาบส" ในชั้นอากิญจัญญายตนะ เนื่องจากสิ้นชีวิตก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้
รูปภพ (พรหมโลก): มี 16 ชั้น โดย 5 ชั้นสูงสุดคือ "สุทธาวาส" อันเป็นที่อุบัติของพระอนาคามี รัศมีในชั้นนี้สว่างยิ่งกว่าอรูปพรหม ในชั้น "อกนิฏฐภพ" (สูงสุดของสุทธาวาส) จะมี "ทุสสเจดีย์" ซึ่งฆฏิการพรหม (คติกาพรหม) สร้างไว้บรรจุผ้าโพกพระเศียรของพระโพธิสัตว์ ผู้บรรยายได้ให้นักปฏิบัติพิสดารกายนมัสการเจดีย์นี้ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็น "อสัญญีพรหม หรือ พรหมลูกฟัก" ที่เจริญฌานโดยปฏิเสธสัญญา จึงเสวยสุขโดยอยู่นิ่ง ๆ ไม่ไหวติง
กามภพ (เทวโลก): ตรวจสวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ ปรนิมมิตวสวัตตี (ที่สถิตท้าววสวัตตีที่กลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิ), นิมมานรดี, "ดุสิต" (ที่สถิตของผู้บำเพ็ญบารมีระดับสูง) ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติตรวจดู "วิมานว่างเปล่า" ของตนเองที่เกิดจากอานิสงส์แห่งบุญกุศลและการเจริญภาวนา และตรวจดูชั้นดาวดึงส์ อันมีท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์ ซึ่งเป็นพระโสดาบัน) ตลอดจนชั้นจาตุมหาราชิกา ที่มีท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 (ท้าวเวสสุวัณ-ยักษ์, ท้าวธตรฐ-คนธรรพ์, ท้าววิรูปักษ์-นาค, ท้าววิรุฬหก-กุมภัณฑ์) ปกครองทิศทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ
ในตอนท้าย ท่านให้นำใจกลับสู่ศูนย์กลางธรรมกาย คำนวณรวบรวมธาตุธรรมของสรรพสัตว์ สถาบัน ประเทศชาติ มาซ้อนที่ศูนย์กลาง แล้ว "ละลายธาตุธรรมให้ผ่องใส" จากนั้นให้ตั้งจิตแผ่ "พรหมวิหารธรรม" ในระดับฌานสมาบัติ กล่าวคือ:
แผ่เมตตา (ความปรารถนาดี) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ปฐมฌาน
แผ่กรุณา (ความสงสาร) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ทุติยฌาน
แผ่มุทิตา (ความยินดีด้วย) ในขณะจิตตั้งมั่นใน ตติยฌาน
แผ่อุเบกขา (ความวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย) ในขณะจิตตั้งมั่นใน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน
เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
From the publisher's feed