
Sign up to save your podcasts
Or


ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อทั้งหมดที่ปรากฏในไฟล์ (Table of Contents)
วัตถุประสงค์ของการตรวจภพภูมิ: การรู้เห็น "ปุญญาภิสังขาร", "อเนญชาภิสังขาร" และ "อปุญญาภิสังขาร" เพื่อเป็นธรรมสังเวช
การบูชาพระกรรมฐานและขอขมาพระรัตนตรัย: การสำรวมระวัง กาย วาจา ใจ
การอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำ "จรณะ 15" และ "โพธิปักขิยธรรม 37" เพื่อประหารอวิชชา
หลักการเจริญสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
การดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายในกายทั้ง 18 กาย
การทำนิโรธและเข้าถึง "อายตนนิพพาน": สภาวะ "วิกขัมภนวิมุตติ" การตกศูนย์ของกายหยาบ สู่ที่สถิตของพระนิพพานธาตุ
การ "ขยายข่ายของญาณ" ตรวจอรูปภพ: การพิจารณาอรูปพรหม 4 ชั้น
การตรวจรูปภพ: การพิจารณาชั้นสุทธาวาส (ที่ตั้งทุสสเจดีย์) และพรหมชั้นต่าง ๆ
การตรวจกามภพและทุคติภูมิ: การพิจารณาสวรรค์ 6 ชั้น นรก 8 ขุม และ "อายตนโลกันต์"
การแผ่พรหมวิหารและอุทิศกุศล: การตั้งจิตให้สรรพสัตว์พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ" สู่มรรคผลนิพพาน
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายเป้าหมายของการตรวจภพภูมิว่า เพื่อให้เห็นผลของการกระทำ สัตว์โลกที่ปรารถนาความสุขย่อมปรุงแต่งด้วย "ปุญญาภิสังขาร" (บุญกุศล) ไปเกิดในมนุษยโลกและเทวโลก หรือ "อเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว) ไปเกิดในรูปภพและอรูปภพ ส่วนผู้ทำบาปย่อมถูกปรุงแต่งด้วย "อปุญญาภิสังขาร" นำไปสู่ทุคติภูมิ (เปรต นรก อสุรกาย เดรัจฉาน) การเห็นการเวียนว่ายตายเกิดอันเกิดจาก อวิชชา กิเลส ตัณหา จะทำให้เกิด "ธรรมสังเวช สลดจิต" และเห็นความจริงว่าทุกสิ่งล้วนเป็น "อนิจจา... เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา"
ผู้ปฏิบัติต้องนำใจไปหยุดที่ "ศูนย์กลางกายเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ" กำหนด "บริกรรมนิมิต" (ดวงแก้วกลมใส) และ "บริกรรมภาวนา" (สัมมาอะระหัง) เมื่อใจหยุดนิ่ง จะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" และดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าสู่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ รูปพรหม อรูปพรหม ไปจนถึงธรรมกาย
สำหรับผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว ให้นำใจหยุดที่ศูนย์กลาง "ธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียด พิสดารกายเจริญฌานสมาบัติ" เพื่อทำนิโรธ ดับสมุทัย เมื่อใจของธรรมกายละอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายโลกิยะได้ (เป็น "วิกขัมภนวิมุตติ" หลุดพ้นด้วยการข่มกิเลส) "ใจของธรรมกายอรหัตที่หยาบจะตกศูนย์... ธรรมกายอรหัตที่สุดละเอียดนั้นก็จะปรากฏ และถึงพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า ในอายตนะคือที่ประทับ" จากนั้นให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายเข้าสู่พระนิพพานธาตุเพื่อชำระ "ญาณรัตนะ" (ทิพพจักษุ สมันตจักษุ พุทธจักษุ) ให้บริสุทธิ์
เมื่อธรรมกายบริสุทธิ์ ผู้บรรยายให้อธิษฐาน "ขยายข่ายของญาณให้กว้างสุดภพสุดจักรวาล" เพื่อพิจารณาภพภูมิต่าง ๆ ได้แก่:
อรูปภพ: ภพสูงสุด 4 ชั้น ตั้งแต่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาจนถึงอากาสานัญจายตนะ อรูปพรหมในชั้นนี้แม้ปฏิเสธรูป แต่ญาณธรรมกายจะเห็นรูปธรรมที่ประณีตยิ่งนัก สื่อสารกันด้วยจิตใจ (ผู้บรรยายยกตัวอย่างอุทกดาบสที่มาอุบัติในชั้นนี้)
รูปภพ: มีทั้งหมด 16 ชั้น ชั้นสูงสุด 5 ชั้นคือ "สุทธาวาส" อันเป็นที่สถิตของพระอนาคามี ชั้นบนสุดคือ "อกนิฏฐภพ" ซึ่งมีรัศมีสว่างยิ่งกว่าอรูปภพ ณ ที่นี้มี "ทุสสเจดีย์" ที่ฆฏิการพรหมนำภูษาทรงของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ รองลงมายังมีพวก "อสัญญีสัตว์" (พรหมลูกฟักที่ปฏิเสธสัญญา) และพรหมในระดับฌานต่าง ๆ
กามภพ (สวรรค์): 6 ชั้น ตั้งแต่ ปรนิมมิตวสวัตตี, นิมมานรดี, และ "ดุสิต" (เทวโลกที่พระโพธิสัตว์ เช่น พระศรีอริยเมตไตรย ประทับอยู่เพื่อบำเพ็ญบารมี ผู้ปฏิบัติสามารถตรวจดูวิมานทิพย์ของตนในชั้นนี้ได้) รองลงมาคือ ยามา, "ดาวดึงส์" (ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ มีพระจุฬามณีเจดีย์), และจาตุมหาราชิกา (มีท้าวโลกบาลทั้ง 4 เป็นใหญ่)
ทุคติภูมิ (นรก): อยู่ใต้เขาพระสุเมรุ มีนรก 8 ขุมใหญ่จนถึงอเวจีมหานรก สัตว์โลกที่ละเมิดศีล (เช่น ปาณาติบาต, กาเมสุมิจฉาจาร, สุราเมรัย) หรือทำอนันตริยกรรม (เช่น เทวทัต) จะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยไฟและเครื่องกรรมกรณ์ นอกขอบจักรวาลยังมี "อายตนโลกันต์" เป็นที่มืดมิด ทะเลน้ำกรด สำหรับผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างแรงกล้า
ในช่วงท้าย ผู้บรรยายให้นำใจกลับมาสู่ศูนย์กลางธรรมกาย ตั้งจิตแผ่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อุทิศส่วนกุศลแด่พระมหากษัตริย์ บิดามารดา เทวดา พรหม และสัตว์ในทุคติภูมิ ขอให้พ้นจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ และวิปากวัฏฏะ" เข้าสู่สัมมาทิฏฐิ และสมบูรณ์ด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ถึงนิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1"
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
เป้าหมายแห่งการเจริญทิพพจักษุ: การฝึกปฏิบัติเพื่อเข้าถึง "ธรรมกาย" และใช้ "ทิพพจักษุ ทิพพโสต" ตรวจดูนรก สวรรค์ ภพ จักรวาล ตามระดับภูมิธรรม
สภาวธรรมแห่งปฏิจจสมุปบาทและสังขารธรรม: การทำความเข้าใจความปรุงแต่งของ "ปุญญาภิสังขาร", "อปุญญาภิสังขาร", และ "อาเนญชาภิสังขาร" ที่ก่อให้เกิดภพชาติ
วิถี "ดับหยาบไปหาละเอียด" สู่ 18 กาย: การใช้หลัก "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ซ้อนผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนถึง "ธรรมกาย"
การบรรลุอริยบุคคลและอายตนนิพพาน: การเข้าถึง "ธรรมกายพระโสดาบัน", "พระสกทาคามี", "พระอนาคามี", และ "พระอรหัต" ที่ประทับใน "อายตนนิพพาน"
การขยายข่ายญาณตรวจ "อรูปภพ": การตั้งอรูปภพเป็นกสิณ ตรวจดู "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" (อุทกดาบส) และ "อากิญจัญญายตนะ" (อาฬารดาบส)
การตรวจ "รูปภพ": การตรวจดูพรหมชั้น "สุทธาวาส" และ "ทุสสเจดีย์" ตลอดจน "อสัญญีพรหม"
การตรวจ "กามภพ": การเห็น "เขาพระสุเมรุ" และสวรรค์ชั้นต่าง ๆ เช่น "ปรนิมมิตวสวัตตี", "ดุสิต", "ดาวดึงส์", และ "จาตุมหาราชิกา" (ท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์)
การตรวจ "ทุคติภูมิ" และ "โลกันตนรก": การใช้อำนาจธรรมกายดูไฟนรกที่ "อเวจีมหานรก" และตรวจดู "สัตว์โลกันตนรก" ผู้เป็น "อุจเฉททิฏฐิ"
ผู้สอนอธิบายเพื่อให้เห็นแจ้งถึงกลไกของ "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" (ธรรมเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน) ตั้งแต่ "อวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร... จนสุดละเอียดของเรื่องไปถึงตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุปัจจัยเกิดภพชาติ" อธิบายว่า การเวียนว่ายตายเกิดล้วนเกิดจากความปรุงแต่ง 3 ประการ คือ "ปุญญาภิสังขาร" (บุญ), "อปุญญาภิสังขาร" (บาป), และ "อาเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งด้วยฌานที่มั่นคง ตั้งแต่ปัญจมฌานถึงอรูปฌาน) สังขารธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น "อุปาทินนกสังขาร" (มีวิญญาณครอง) หรือ "อนุปาทินนกสังขาร" (ไม่มีวิญญาณครอง) ล้วนต้องตกอยู่ในกฎแห่งพระไตรลักษณ์ คือ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"
เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นเอกัคคตา ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" และ "หยุดในหยุด กลางของหยุด" ทะลุเข้ากลางของ "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ละความรู้สึกของกายหยาบ สวมความรู้สึกเข้าไปในกายภายในเป็นชั้น ๆ เริ่มจาก "กายมนุษย์ละเอียด" ซ้อนเข้าสู่ "กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด", "กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด", "กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด", จนสุดละเอียดเข้าถึง "ธรรมกาย เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง ขนาดหน้าตัก ความสูง... 4 วาครึ่งขึ้นไป"
เมื่อดับหยาบต่อไป จะล่วงเข้าสู่โลกุตตรภูมิ ปรากฏเป็น "ธรรมกายโคตรภู", "ธรรมกายพระโสดาบัน" (5 วา), "ธรรมกายพระสกทาคามี" (10 วา), "ธรรมกายพระอนาคามี" (15 วา), และที่สุดคือ "ธรรมกายพระอรหัต" (20 วาขึ้นไป) เมื่อธรรมกายพระอรหัตละอุปาทานในเบญจขันธ์และความยินดีในฌานสมาบัติได้ ธรรมกายที่สุดละเอียดนั้นจะตกศูนย์และปรากฏใน "อายตนนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ" แวดล้อมด้วยธรรมกายตรัสรู้ของพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลาย
เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ผู้สอนแนะให้ "ขยายข่ายของญาณรัตนะให้กว้าง" เพื่อนำมาตรวจดูโครงสร้างของจักรวาล โดยอธิษฐานสิ่งนั้นมาตั้งเป็นกสิณที่ศูนย์กลางกาย ได้แก่:
อรูปภพ: ใช้อรูปภพเป็นกสิณ จะเห็นว่าอรูปพรหมก็มี "รูปที่ละเอียดประณีต รัศมีสว่าง" ตรวจดูชั้นสูงสุดคือ "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" (เช่น การไปเกิดของอุทกดาบส) และชั้น "อากิญจัญญายตนะ" (เช่น การไปเกิดของอาฬารดาบส)
รูปภพ: ตรวจดูชั้นพรหมสูงสุดคือ "สุทธาวาส" (สำหรับพระอนาคามี) ซึ่งมี "ทุสสเจดีย์" ที่ประดิษฐานพระภูษาทรงของพระมหาบุรุษ ตลอดจนตรวจดูชั้นพรหมระดับฌานต่าง ๆ และ "อสัญญีพรหม" (พรหมลูกฟัก ที่อยู่ในกิริยายืนหรือนอนตาย)
กามภพ (เทวโลก): ตรวจลงมายังยอด "เขาพระสุเมรุ" อันเป็นแกนกลางจักรวาล จะเห็นสวรรค์ชั้นต่าง ๆ เช่น "ปรนิมมิตวสวัตตี" (ที่อยู่ของท้าววสวัตตีมาร ซึ่งปัจจุบันเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว), "ดุสิตเทวโลก" (ที่ประทับของพระศรีอริยเมตไตรย และเป็นที่ตั้งของ "วิมาน" สำหรับผู้เจริญศีลสมาธิปัญญา), "ดาวดึงส์" (ที่อยู่ของพระอินทร์ บนยอดเขาพระสุเมรุ), และ "จาตุมหาราชิกา" ที่ปกครองโดยมหาราชทั้ง 4 (ท้าวเวสสุวัณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์)
ทุคติภูมิ และ โลกันตนรก: ตรวจลงไปใต้เขาพระสุเมรุ จะพบ "อสูร" และขุมนรก 8 ขุมใหญ่ โดยเฉพาะขุมที่ 8 คือ "อเวจีมหานรก" (สำหรับผู้ทำอนันตริยกรรม เช่น พระเทวทัต ที่ถูกตรึงด้วยเครื่องทรมานตลอดกาล) หากตรวจดูนอกจักรวาล จะพบ "โลกันตนรก" ซึ่งเป็นทะเลน้ำกรดมืดมิด อันเป็นที่อยู่ของพวกมิจฉาทิฏฐิ โดยเฉพาะ "อุจเฉททิฏฐิ" (ผู้เห็นว่าตายแล้วสูญ)
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
การอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำบุญบารมี 10 ทัศ และอาราธนาคุณพระรัตนตรัยเป็นตบะเดชะ
หลักปฏิบัติเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
การเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค": การหยุดใจจนปรากฏดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ
การดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การพิสดารกายตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด จนถึง "ธรรมกายอรหัต"
การเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวางเบญจขันธ์ (วิกขัมภนวิมุตติ) และการ "ตกศูนย์" ของกายหยาบ
สภาวะแห่ง "พระนิพพานธาตุ" และ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การรู้เห็นธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า รัตนะ 7 แว่นแก้ว และกล้องแก้ว
ข้อวินิจฉัย "อัตตลักษณะ" ของพระนิพพาน: การสัมผัสสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ เป็นธรรมทั้งแท่ง ไม่ใช่อนัตตา
การตรวจภพตรวจจักรวาล - "อรูปภพ": การพิจารณาที่สถิตของอรูปพรหม 4 ชั้น
การตรวจภพตรวจจักรวาล - "รูปภพ": การพิจารณาสุทธาวาส 5 ชั้น (ที่ตั้งทุสสเจดีย์) และพรหมชั้นต่าง ๆ
การตรวจภพตรวจจักรวาล - "กามภพ": การพิจารณาสวรรค์ 6 ชั้น เขาพระสุเมรุ และทวีปมนุษย์
การแผ่พรหมวิหารธรรมและอุทิศส่วนกุศล: การแผ่เมตตาอุทิศบุญแด่สรรพสัตว์ในทุกภพภูมิ เพื่อพระนิพพานสมบัติ
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ปฏิบัตินั่งขัดสมาธิ และตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมี 10 ทัศ (ทาน ศีล เนกขัมมะ ฯลฯ) ตลอดจนคุณบิดามารดา ครูอาจารย์ และพระรัตนตรัย มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 เพื่อประคับประคองใจให้ผ่องใสจาก "กิเลสนิวรณ์"
ในภาคปฏิบัติ ให้กำหนดใจไปหยุด ณ จุดตัดของเส้นตรงเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ (ศูนย์กลางกายฐานที่ 7) โดยกำหนด "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นจุดเล็กใสกลางดวงใส ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" ท่องในใจว่า "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจหยุดนิ่ง จะปรากฏ "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย"
จากนั้นให้ใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" โดยดำเนินจิตเข้าสู่ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ศูนย์กลางจะขยายออกปรากฏ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่ ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตผ่านกายละเอียดไปตามลำดับ จนสุดละเอียดถึง "ธรรมกายโคตรภู" (หน้าตัก 4 วาครึ่ง) และ "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" (หน้าตัก 20 วาขึ้นไป)
เมื่อดำเนินจิตถึงธรรมกายอรหัตที่บริสุทธิ์ผ่องใสที่สุด ("ญาณรัตนะ") จิตจะปล่อยวางอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายในภพ 3 (ด้วยอำนาจ "วิกขัมภนวิมุตติ" หรือการข่มกิเลสไว้) สภาวะนี้ "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะปรากฏในอายตนะ คือพระนิพพาน" ณ ที่นั้น จะรู้เห็น "พระนิพพานธาตุ" คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าประทับบนรัตนบัลลังก์ แวดล้อมด้วยพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ (ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าจะประทับอยู่โดด ๆ ลำพัง) สภาวะในพระนิพพานนั้นไม่มีมหาภูตรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) แต่สว่างไสวด้วยรังสีของพระธรรมกาย
ผู้บรรยายยังเน้นย้ำให้ใช้มือของธรรมกาย "สัมผัสที่พระเพลา" ของพระพุทธเจ้า เพื่อพิสูจน์สภาวธรรมให้สิ้นสงสัยว่า พระนิพพานไม่ใช่ธรรมชาติที่ว่างเปล่า แต่เป็น "ปรมัตถัง" (ธรรมที่มีสาระ มีประโยชน์สูงสุด) และมี "อัตตลักษณะ" (สภาวะที่เที่ยงแท้ เป็นบรมสุข ไม่ตาย) ตรงกันข้ามกับอนัตตลักษณะที่แปรปรวน
เมื่อธรรมกายบริสุทธิ์ดีแล้ว ผู้บรรยายให้ใช้แว่นแก้วกล้องแก้วขยายข่ายแห่งญาณเพื่อ "ตรวจภพตรวจจักรวาล" โดยมองจากมุมสูงลงมา ดังนี้:
อรูปภพ (อรูปพรหม 4 ชั้น): เป็นภพสูงสุดที่เกิดจาก "อาเนญชาภิสังขาร" (ความปรุงแต่งที่ไม่หวั่นไหว) แม้อรูปพรหมจะปฏิเสธรูป แต่ในทางสภาวธรรมก็ยังมีรูปที่ละเอียดประณีตอาศัยอยู่ในอรูปโลกที่มีสัณฐานกลม มีวิมานลอยอยู่ในบรรยากาศตามระดับชั้น (เช่น เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่สูงสุด)
รูปภพ (รูปพรหม 16 ชั้น): มองต่ำลงมาจะเห็น "ชั้นสุทธาวาส" 5 ชั้น ซึ่งเป็นที่สถิตของพระอนาคามี ชั้นสูงสุดคือ "อกนิฏฐภพ" ซึ่งมี "ทุสสเจดีย์" ที่ท้าวฆฏิการพรหมนำพระเมาลีของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ รองลงมาเป็นพรหมลูกฟัก (อสัญญีพรหม) และพรหมในระดับฌานต่าง ๆ
กามภพ (สวรรค์ 6 ชั้น และโลกมนุษย์): บริเวณกลางจักรวาลมี "เขาพระสุเมรุ" เป็นแกนกลาง สวรรค์ชั้นบนสุดของกามภพคือ "ปรนิมมิตวสวัตตี" และ "นิมมานรดี" (มารโลก) ต่ำลงมาคือชั้น "ดุสิต" (ที่สถิตของพระโพธิสัตว์ ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถตรวจดูวิมานของตนในชั้นนี้ได้) ชั้น "ยามา" เป็นอากาศเทวดา ชั้น "ดาวดึงส์" ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ (ที่สถิตของพระอินทร์) และชั้น "จาตุมหาราชิกา" ตั้งอยู่บริเวณเขายุคันธร ประกอบด้วย ท้าวเวสสุวัณ (ยักษ์-ทิศเหนือ), ท้าวธตรฐ (คนธรรพ์-ทิศตะวันออก), ท้าววิรุฬหก (กุมภัณฑ์-ทิศใต้), ท้าววิรูปักษ์ (นาค/ครุฑ-ทิศตะวันตก) ส่วนมนุษย์อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดิน 4 ทวีป ภายนอกเทือกเขาทั้ง 7
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมด
การปรับท่านั่งและหลักสัมปโยคธรรม 3: การนั่งขัดสมาธิ และการประกอบความเพียรด้วย "อาตาปี", "สติมา", "สัมปชาโน" เพื่อรู้เท่าทันกิเลสนิวรณ์
การอธิษฐานบารมีและการเข้าถึงธรรมกาย: การอาราธนาคุณพระรัตนตรัยและบารมี 10 ทัศ ให้เป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย" เพื่อมุ่งสู่ "ธรรมกาย มรรค ผล และ พระนิพพานธาตุ"
การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด: การใช้เทคนิค "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" และวิถี "หยุดในหยุด กลางของหยุด" จนปรากฏกายที่ประทับบน "องค์ฌาน"
โครงสร้างของธรรมชาติ 4 อย่างของใจ: การขยายส่วนหยาบจาก "ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ออกมาเป็น "ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้" ณ ศูนย์กลางกาย
การดำเนินจิตตามหลักวิสุทธิมรรค: การกลั่นใจผ่าน "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" สู่ "ศีลวิสุทธิ", "จิตตวิสุทธิ", และ "ทิฏฐิวิสุทธิ"
การเข้าถึงกายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม: การ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ซ้อนเข้าสู่กายภายในที่เกิดจาก "ปุญญาภิสังขาร" และมีรูปที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น
การเข้าถึง "ธรรมกาย" (กายธรรม): การปรากฏของกายที่มีพุทธลักษณะ "เหมือนพระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม" และเปลี่ยนผ่านด้วย "ธรรมกายโคตรภู"
การบรรลุอริยบุคคลตามลำดับมรรคผล: การขยายขนาดและดวงธรรมของ "ธรรมกายพระโสดาบัน", "พระสกทาคามี", "พระอนาคามี", และ "ธรรมกายอรหัต"
สภาวธรรมแห่ง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวาง "อุปาทานในเบญจขันธ์" และ "ความยินดีในฌานสมาบัติ" ของธรรมกายอรหัต เข้าสู่สภาวะ "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"
เริ่มต้นด้วยให้ตั้งจิตอธิษฐานรำลึกถึงบารมี 10 ทัศ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์ ให้มาเป็น "ตบะ เดชะ พลวะ ปัจจัย ใน ให้ธาตุ ธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของเรา" เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือขอให้เข้าถึง "ธรรมกาย มรรค ผล และ พระนิพพานธาตุ" โดยให้คำนิยามว่า ธรรมกาย หมายถึง "ธรรมที่รวมคุณธรรมของพระอริยสงฆ์ พระอริยเจ้า ตลอดถึงของพระพุทธเจ้า"
เมื่อใจหยุดนิ่ง ด้วยอุบาย "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" ผู้ปฏิบัติจะดำเนินจิตด้วยวิถี "หยุดในหยุด กลางของหยุด" จะปรากฏ "กายมนุษย์ละเอียด" ซ้อนอยู่ภายใน นั่งอยู่บน "องค์ฌานเหมือนแผ่นกระจกกลมใสหนาประมาณ 1 ฝ่ามือ" ผู้สอนได้เจาะลึกเข้าไปตรงกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ว่าประกอบด้วย "ธรรมชาติ 4 อย่างของใจ" ซึ่งเกิดจากขยายส่วนหยาบของ "ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ" ได้แก่
ดวงเห็น: ขยายจากเวทนา (ขนาดเท่าเบ้าตา)
ดวงจำ: ขยายจากสัญญา (ขนาดเท่าดวงตา)
ดวงคิด: ขยายจากสังขาร (ขนาดเท่าตาดำ ใสเหมือนเพชรลูก ลอยอยู่ในเบาะน้ำเลี้ยงหัวใจ)
ดวงรู้: ขยายจากวิญญาณธาตุ (อยู่กลางของกลางสุด)
การเจริญสมาธิต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" คือละความรู้สึกจากกายที่หยาบกว่า สวมความรู้สึกเข้าไปในกายที่ละเอียดกว่าตามลำดับ ใจของกายละเอียดจะหยุดนิ่งเข้ากลาง "ดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองใจจนเกิด "ศีลวิสุทธิ", "จิตตวิสุทธิ" (ประกอบด้วยองค์คุณแห่งฌาน คือ "วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา"), และ "ทิฏฐิวิสุทธิ" ทำให้เกิด "ทิพพจักษุ" หยั่งรู้สภาวธรรม
ลำดับการปรากฏของกายภายในจะดำเนินไปตามระดับความบริสุทธิ์ ได้แก่:
กายมนุษย์ละเอียด
กายทิพย์ และ กายทิพย์ละเอียด: เกิดจาก "ปุญญาภิสังขาร ในระดับเทวธรรม" มีขนาด 2 เท่าของกายมนุษย์ สวยงามด้วยเครื่องประดับและรัศมี
กายรูปพรหม และ กายรูปพรหมละเอียด: ขนาด 2 เท่าของกายทิพย์ ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น
กายอรูปพรหม และ กายอรูปพรหมละเอียด: โตกว่ารูปพรหม 2 เท่า แม้ได้ชื่อว่าอรูป แต่ก็มีรูปที่ละเอียดประณีตสูงสุด
กายธรรม หรือ ธรรมกาย: มีพุทธลักษณะ "เหมือนพระปฏิมา เกตุดอกบัวตูม ใสสว่าง" หน้าตักตั้งแต่ 4 วาครึ่งขึ้นไป เมื่อดับหยาบไปหาละเอียด จะเปลี่ยนภูมิจากโลกิยะเข้าสู่ "ธรรมกายโคตรภู" ที่มี "อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" บังเกิดขึ้น
ธรรมกายพระโสดาบัน (5 วาขึ้นไป), พระสกทาคามี (10 วา), พระอนาคามี (15 วาขึ้นไป), และ ธรรมกายอรหัต (20 วาขึ้นไป) ซึ่งจะปรากฏขึ้นมาเป็นชั้น ๆ จนใสประดุจเพชรน้ำหนึ่ง
เมื่อจิตดำเนินถึงขั้นสุดละเอียด คือ "ธรรมกายอรหัต ในอรหัต" สามารถ "ปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์" ของกายในภพ 3 และ "ปล่อยวางความยินดีในฌานสมาบัติ" ได้อย่างสิ้นเชิง ธรรมกายที่บริสุทธิ์ที่สุดนั้นจะตกศูนย์และปรากฏใน "อายตนนิพพาน ที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ" อันเป็นที่ประทับของธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้ว เรียกว่า "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ผู้สอนได้อ้างอิง "นิพพานสูตรที่ 3 ว่า อตฺถิ ภิกฺขเว ตทายตนํ" เพื่อยืนยันสภาวะอายตนะที่ปราศจากดิน น้ำ ไฟ ลม พ้นจากภพภูมิทั้งปวง ซึ่งเป็นที่สุดแห่งทุกข์
เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อทั้งหมด
การเตรียมตัวและหลักการเจริญภาวนาเบื้องต้น: การวางอิริยาบถ และการกำหนด "สัมมาอะระหัง" ณ ศูนย์กลางกาย
หลักการดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การพิจารณาดวงธรรม (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ) และกายภายใน
การอุบัติและสัดส่วนของ "ธรรมกาย": ลำดับธรรมกายโคตรภูถึงธรรมกายอรหัต
การเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การปล่อยวางเบญจขันธ์ (วิกขัมภนวิมุตติ) และการรู้เห็น "พระนิพพานธาตุ"
การทำวิชชา "สะสางธาตุธรรม": การซ้อนธรรมกายเข้าสู่พระนิพพานธาตุเพื่อชำระความบริสุทธิ์
การอาราธนาบารมีธรรมเข้าสู่ทวารทั้ง 6: การน้อมนำคุณพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์สู่ศูนย์กลางกาย
การรู้เห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม": การดำเนินจิตสู่กลางอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ
การเจริญ "อนาคตังสญาณ" และ "มรณสติ": การพิจารณาอัตภาพในอนาคตทีละช่วงชีวิตจนถึงวันตาย
การพิจารณาสภาวธรรมแห่ง "ไตรลักษณ์": การเห็นแจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ อริยสัจ 4
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติของวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่การตั้งฐานสมาธิเบื้องต้น ไปจนถึงการเจริญวิปัสสนาขั้นสูงเพื่อเห็นความเกิดดับของสังขาร ดังนี้:
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการแนะนำท่าทางการนั่งให้ผ่อนคลาย หลับตาเบา ๆ และ "เหลือบดวงตากลับนิด ๆ" พร้อมกำหนดจุดเล็กใสที่ศูนย์กลางกาย (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) และบริกรรม "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจสงบหยุดนิ่งกลางดวงใส ผู้ปฏิบัติต้องใช้หลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ผ่านดวงธรรมต่าง ๆ คือ "ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ" โดยละทิ้งอุปาทานใน "เบญจขันธ์" ของกายเดิม เพื่อไปอาศัยกายในกายที่บริสุทธิ์กว่า
การดำเนินจิตจะเข้าสู่กายที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ จากกายมนุษย์ละเอียด สู่กายทิพย์ (โตเป็น 2 เท่าของกายมนุษย์), กายรูปพรหม (โตเป็น 2 เท่าของกายทิพย์), และกายอรูปพรหม (โตเป็น 2 เท่าของกายพรหม) จนกระทั่งสุดละเอียดจะปรากฏ "ธรรมกาย" ที่มีลักษณะเกตุดอกบัวตูม ธรรมกายนี้มีสัดส่วนใหญ่ขึ้นตามความบริสุทธิ์ ตั้งแต่ ธรรมกายโคตรภู (หน้าตัก 4 วาครึ่ง), พระโสดาบัน (5 วา), พระสกทาคามี (10 วา), พระอนาคามี (15 วา), ไปจนถึงธรรมกายพระอรหัต (20 วาขึ้นไป)
เมื่อใจปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์และฌานสมาบัติได้ชั่วคราว (เป็น "วิกขัมภนวิมุตติ") ธรรมกายที่หยาบจะ "ตกสูญ ว่างหายไป ธรรมกายที่สุดละเอียดจะปรากฏในอายตนะ คือพระนิพพาน" ณ ที่นั้น ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นสภาวะของ "พระนิพพานธาตุ คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์" แวดล้อมด้วยพระนิพพานธาตุของพระอรหันต์ขีณาสพ (ที่ดับขันธ์ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ) ประทับบนองค์ฌาน หากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จะประทับอยู่โดด ๆ ไม่มีพระอรหันต์สาวกแวดล้อม
ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติทำวิชชาด้วยการอธิษฐานซ้อนธรรมกายของตน เข้าสู่ศูนย์กลางพระนิพพานธาตุของพระพุทธเจ้า แล้วอาราธนาพระนิพพานทับทวีขึ้นมาเพื่อ "สะสางธาตุธรรมให้บริสุทธิ์" ชำระล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ให้กลายเป็น "ธาตุล้วนธรรมล้วนของพระนิพพานธาตุ" พร้อมทั้งอาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา ครูอาจารย์ มาบังเกิดในทวารทั้ง 6 (มโนทวาร จักขุทวาร ชิวหาทวาร ฯลฯ) ของกายทุกกาย การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการ "ทำนิโรธ ดับสมุทัย อยู่ตลอดเวลา"
ในภาควิปัสสนา ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัตินำใจหยุดนิ่งที่ "กลางของกลางอากาศธาตุ กลางวิญญาณธาตุ" จนเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เล็กเหมือนสายใยบัว" จากนั้นให้อธิษฐานเจริญ "อนาคตังสญาณ" ดูอัตภาพของตนเองไปในอนาคตทีละช่วงชีวิต (เช่น ช่วงละ 5 ปี) จนกระทั่งเห็นภาพของตนเองไปจนถึง "วันตาย"
เมื่อเห็นอัตภาพนั้น ให้ยกนิมิตนั้นขึ้นพิจารณา "สภาวธรรม ว่าไม่สะอาด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ และตระหนักถึงอำนาจของ "ปุญญาภิสังขาร หรือ อปุญญาภิสังขาร" (กรรมดีกรรมชั่ว) ที่คอยให้ผลในแต่ละช่วงชีวิต การพิจารณาเช่นนี้เป็นการเจริญ "มรณสติ" เป็นปัจจุบันธรรม เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งใน "อริยสัจธรรม" กำหนดรู้ทั้ง ทุกข์ สมุทัย มรรค และ นิโรธ (สภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ)
ในท้ายที่สุดของการปฏิบัติ ผู้บรรยายได้นำแผ่เมตตาจิต ขอให้สรรพสัตว์พ้นเวรพ้นภัย และอุทิศส่วนกุศลแด่บิดามารดา ครูอาจารย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพมหากษัตริย์ ตลอดจนอุทิศให้เทวดา พรหม อรูปพรหม และสัตว์ในทุคติภูมิ พร้อมอธิษฐานจิตให้ทุกชีวิตดำเนินตามแนวทางสัมมาทิฏฐิ พ้นไปจาก "ไตรวัฏฏะ คือ กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ มีมรรค ผล นิพพาน เป็นที่ไปในเบื้องหน้า" และจบลงด้วยการสวดบูชาพระรัตนตรัยอย่างสมบูรณ์
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)สรุปหัวข้อ
หลักการเจริญฌานสมาบัติเบื้องต้น: ความสัมพันธ์ระหว่างระดับภูมิธรรมของ "กายภายใน" กับความสำเร็จในองค์ฌาน
อานุภาพของการ "พิสดารกาย": การเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน เพื่อประหารอกุศลจิตและทำนิโรธดับสมุทัย
การเจริญฌานโดย "อนุโลม" และ "ปฏิโลม": การดำเนินจิตตามองค์ฌานตั้งแต่ปฐมฌาน สู่รูปฌาน และอรูปฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
การเจริญ "อตีตังสญาณ" (ระลึกอดีต): การพิจารณา "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม" สืบย้อนไปสู่วัยเด็ก และสภาวะในครรภ์มารดา
โครงสร้างของ "กลลรูป" และปฏิสนธิวิญญาณ: การรวมกันของธาตุละเอียด ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 และการให้ผลของกรรม
เส้นทางการจุติและปฏิสนธิ: การที่ปฏิสนธิวิญญาณพักที่ "ศูนย์กลางกายพ่อ" ก่อนหยั่งสู่ขั้วมดลูกมารดา และการระลึกอดีตชาติ
การเจริญ "อนาคตังสญาณ" และ "มรณสติ": การหยั่งรู้อัตภาพในอนาคตจนถึงวันตาย และการพิจารณาไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
การพิสดารกายสุดละเอียด "เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช": การก้าวล่วงสังขารนิมิตและตัณหาปวัตติ
การเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การตกสูญของกายหยาบ และการรู้เห็นธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยจักรพรรดิ และต้นธาตุต้นธรรม
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติโดยอธิบายขั้นตอนการเจริญฌานสมาบัติ การทำวิชชาเพื่อระลึกอดีตและอนาคต และการชำระธาตุธรรมเข้าสู่อายตนนิพพานอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
ในการปฏิบัตินั้น ผู้บรรยายให้ความสำคัญกับการ "พิสดารกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ซึ่งถือเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน มีสภาวะเป็น "นิโรธ ดับสมุทัย คือ ประหารอกุศลจิตของกายในภพ 3" ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ บริสุทธิ์พร้อมกัน
ผู้บรรยายให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" เป็นไปตามลำดับ (อนุโลม):
ปฐมฌาน: ดำเนินจิตเข้าสู่กายมนุษย์ละเอียด ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา
ทุติยฌาน: ละวิตกวิจาร เข้าสู่กายทิพย์ คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตา
ตติยฌาน: ละปีติ เข้าสู่กายรูปพรหม คงเหลือ สุข เอกัคคตา
จตุตถฌาน: ละสุข เข้าสู่กายอรูปพรหม คงเหลือ เอกัคคตา
อรูปฌาน: เพ่งอากาศว่างเป็นอารมณ์ (อากาสานัญจายตนะ), เพ่งวิญญาณธาตุเป็นอารมณ์ (วิญญาณัญจายตนะ), จนถึงสภาวะที่ละเอียดจนแทบไม่รู้สึกตัว (เนวสัญญานาสัญญายตนะ)
เมื่อสุดทางแล้ว ให้อธิษฐาน "ปฏิโลม" ลดระดับสมาธิจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาสู่จตุตถฌาน ตติยฌาน ทุติยฌาน และปฐมฌาน เพื่อให้เกิดความชำนาญ
เมื่อจิตตั้งมั่น ให้นำใจหยุดนิ่ง ณ กลางวิญญาณธาตุ จะปรากฏ "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นสายใยเหมือนกับใยบัว" ให้อธิษฐานถอยหลังสืบไปในอดีต (อตีตังสญาณ) ทีละ 5 หรือ 10 ปี ถอยกลับไปจนถึงวัยทารก ขณะอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งเห็นความเป็น "กลลรูป" (ขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาที่ติดปลายขนจามรี) ซึ่งในจุดเล็กใสนี้เอง ประกอบด้วยธาตุละเอียดของขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทธรรม 12 รวมทั้ง "กรรม" ที่คอยให้ผล เหมือนเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทรที่รวมต้นและใบไว้ภายใน
ผู้บรรยายชี้ให้เห็นว่า ก่อนที่ปฏิสนธิวิญญาณจะหยั่งสู่มดลูกมารดา วิญญาณนี้จะมาพักอยู่ที่ "ศูนย์กลางกายพ่อ" ชั่วคราว เมื่อธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของพ่อ แม่ ลูก ตรงกัน อายตนะโลกมนุษย์จะดึงดูดวิญญาณออกทางช่องจมูกพ่อ เข้าสู่จมูกแม่ จากจุดนี้ ผู้ปฏิบัติสามารถสืบสายกำเนิดถอยหลังเพื่อดู "อดีตชาติ" ของตนว่าเคยเกิดเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ในทุคติภูมิได้ตามลำดับ
เมื่อระลึกอดีตแล้ว ให้อธิษฐานกลับมาสู่ปัจจุบัน และเจริญ "อนาคตังสญาณ" สืบสายกำเนิดธาตุธรรมไปในอนาคตทีละช่วงชีวิต จนถึง "วันตาย" ของตน เมื่อถึงวันตาย ให้พิสดารกายผ่าน "ซากศพ" นั้น เพื่อพิจารณาสังขารให้เห็นแจ้งใน "อนิจจัง" (ความไม่เที่ยง) และ "อนัตตา" (สภาพว่างเปล่า บังคับบัญชาไม่ได้) ยกมรณกรรมมาเป็นปัจจุบันธรรม (มรณสติ) เพื่อไม่ให้ประมาทและยึดมั่นถือมั่นด้วยตัณหาและทิฐิ
หลังจากนั้น ให้ดำเนินจิตพิสดารกายผ่าน "เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" อันเป็นที่ตั้งของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับหยาบไปหาละเอียดจนถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" เพื่อออกจากการปรุงแต่งของตัณหา (ตัณหาปวัตติ) และสังขารนิมิต
เมื่อจิตปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ได้อย่างสมบูรณ์ "ธรรมกายที่หยาบจะตกสูญ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ผู้ปฏิบัติจะเห็น "พระนิพพานคือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า" และพระอรหันต์ขีณาสพประทับบนรัตนบัลลังก์ ให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายของตนเข้าสู่กลางพระนิพพาน จนรู้เห็นสภาวะของ "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง" และ "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" ที่อยู่ในปราสาททำวิชา
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อ
การบูชาพระกรรมฐานและขอขมา: การน้อมระลึกถึงพระรัตนตรัย และขอขมาโทษที่ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจ
การอธิษฐานจิตและบารมีธรรม: การน้อมนำจรณะ 15 และโพธิปักขิยธรรม 37 เพื่อประหารอวิชชา
หลักการเจริญสมถภาวนาเบื้องต้น: การกำหนด "บริกรรมนิมิต" และ "บริกรรมภาวนา" ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7
การดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงดวงธรรม 5 ประการ และกายในกายตามลำดับ
การ "พิสดารกาย" และ "เจริญฌานสมาบัติ": การเจริญปฐมฌานถึงจตุตถฌานโดยอนุโลมและปฏิโลมพร้อมกันทุกกาย
การพิจารณาเบญจขันธ์และธาตุละเอียด: การรู้เห็นธาตุ น้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณธาตุ
กลไกการทำงานของ "ใจ": การตั้งอยู่ของดวง "เห็น จำ คิด รู้" ซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ
การพิจารณา "ปฏิจจสมุปบาทธรรม": การเกิดดับของนามรูปด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน และกรรม
การเข้าถึง "อายตนนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ สู่ที่สถิตของพระนิพพานธาตุ
การเดินจงกรมตามแนววิชชาธรรมกาย: การเปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ละความเพียร และข้อแตกต่างจากแนวทางอื่น
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการนำกล่าวคำบูชาพระกรรมฐาน จากนั้นให้ตั้งจิตอธิษฐานน้อมนำบุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีต พร้อมขอให้ "จรณะ 15" (เช่น ศีล อินทรีย์สังวร หิริโอตตัปปะ ฌาน 4) และ "โพธิปักขิยธรรม ทั้ง 37 ประการ" บังเกิดขึ้นเพื่อ "ประหาร อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน เหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ได้ถึงมรรค ผล นิพพาน"
ในภาคปฏิบัติ ให้เหลือบดวงตาหมุนกลับนิด ๆ เพื่อนำ "ความเห็นด้วยใจ ความจำ ความคิด ความรู้ หยุดเป็นจุดเดียวกัน" ลงไป ณ "ศูนย์กลางกายฐานที่ 7" (เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ) อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม โดยใช้ "บริกรรมนิมิต" นึกเห็นจุดเล็กใสกลางดวงใส ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" ท่องว่า "สัมมาอะระหัง" เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน จะเข้าถึง "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" และขยายสู่ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ตามหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด"
สำหรับผู้ที่เข้าถึง "ธรรมกายอรหัตในอรหัต" ผู้บรรยายให้ทำวิชชา "พิสดารกาย สุดกายหยาบ กายละเอียด" ให้ใสบริสุทธิ์ และเจริญฌานสมาบัติพร้อมกันทุกกายโดยอนุโลมและปฏิโลม เริ่มจาก:
ปฐมฌาน: ประกอบด้วย "วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา" (ใจของกายมนุษย์ละเอียด)
ทุติยฌาน: ละวิตกวิจารได้ เหลือ "ปีติ สุข เอกัคคตา" (ใจของกายทิพย์)
ตติยฌาน: ละปีติได้ เหลือ "สุข และเอกัคคตา" (ใจของกายรูปพรหม)
จตุตถฌาน: ละสุขได้ เหลือ "อุเบกขา และเอกัคคตา" (ใจของกายอรูปพรหม)
กระบวนการนี้เป็นการชำระธาตุธรรม "เห็น จำ คิด รู้" ให้บริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ เพื่อเตรียมพิจารณาสภาวธรรม
เมื่อใจบริสุทธิ์ ให้พิจารณา "เบญจขันธ์" ณ ภายใน จะเห็นธาตุละเอียดของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขนาดเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร ศูนย์กลางกายประกอบด้วยธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ส่วน นามขันธ์ 4 ขยายส่วนหยาบออกเป็น "ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ที่เรารวมเรียกว่า ใจ" ตั้งซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
ดวงธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ "กุสลา ธมฺมา" (ฝ่ายบุญ), "อกุสลา ธมฺมา" (ฝ่ายบาป), และ "อพฺยากตา ธมฺมา" (เป็นกลาง) สัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดด้วยสาย "ปฏิจจสมุปบาทธรรม" คือ "อวิชชาเป็นปัจจัยเกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยเกิดนามรูป... จนเกิดภพเกิดชาติ" เมื่ออายตนะมากระทบและใจเกิดตัณหาราคะ "ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย และเห็น จำ คิด รู้ ดวงเดิมตกศูนย์" ปรุงเป็นดวงใหม่ที่ขุ่นมัว นำไปสู่ "ทุคติภพ" การเวียนว่ายตายเกิดจึงเป็นการที่นามรูป "ดับแล้วก็เกิด ดับแล้วก็เกิด" ไม่สิ้นสุด
เมื่อผู้ปฏิบัติดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดจนถึงที่สุด "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏในอายตนะ คือที่สถิตอยู่ของพระนิพพานธาตุ คือธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า"
ในช่วงท้าย ผู้บรรยายได้อธิบายหลัก "การเดินจงกรม" ว่ามีมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "เปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ละความเพียร" เพื่อพักผ่อนกายแต่ยังคงสมาธิไว้ ในสายวิชชาธรรมกาย การเดินจงกรม ผู้ปฏิบัติจะ "หลับเปลือกตาชั่วแอก" (มองทอดสายตาพอประมาณ) และภาวนา "สัมมาอะระหัง ไว้กลางของกลางดวง" ซึ่งเมื่อใจสงบ ก็สามารถเข้าถึงสมาธิและพิสดารกายได้เช่นเดียวกับการนั่ง
ท่านได้เปรียบเทียบแนวทางปฏิบัติว่า ในสาย "ยุบหนอ พองหนอ" จะพิจารณารูปนามที่เท้า (เท้ากระทบพื้นคือรูปธรรม ความรู้คือนามธรรม) อย่างช้า ๆ แต่ในแนวทางวิชชาธรรมกาย จะ "รวมเลยหมดทั่วทุกกายสุดกายหยาบกายละเอียด... ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป" เพื่อให้เห็นความดับและเกิดของนามรูปจากศูนย์กลางกาย และเมื่อถึงธรรมกายแล้ว สภาวะนั้นจะพ้นจากขันธ์ 5 เพราะ "ขันธ์ 5 จึงไม่ใช่ตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย" อันเป็นความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อทั้งหมด
วัตถุประสงค์ของการเจริญฌานสมาบัติ: การชำระกิเลสนิวรณ์ และความหมายของการ "ทำนิโรธ ดับสมุทัย"
การเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": ลำดับการเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน
การเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากฌานเบื้องสูงกลับลงมาสู่ปฐมฌาน
การ "พิสดารกาย" เข้าสู่อายตนนิพพาน: การตกศูนย์ของกายหยาบ และการซ้อนธรรมกายอรหัตเข้าสู่กลางพระนิพพาน
สภาวะแห่ง "จักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง": การหล่อเลี้ยงสัตว์โลกด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ
การต่อ "ญาณทัสสนะ": การใช้ดวงแก้ว แว่นแก้ว กล้องแก้ว เพื่อขยายข่ายแห่งญาณและถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมภาคดำ
การเข้าถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม": สภาวะสุดละเอียด ณ ปราสาททำวิชา
การตรวจภพ ตรวจจักรวาล: การพิจารณา อรูปภพ รูปภพ และกามภพ
การทับทวีธาตุธรรม ณ ศูนย์กลางโลก: การละลายธาตุธรรมเชื่อมศูนย์กลางจักรวาลและสถาบันหลัก
การอุทิศส่วนกุศลและแผ่พรหมวิหารธรรม: การตั้งจิตอธิษฐานให้สรรพสัตว์เข้าถึงมรรค ผล นิพพาน
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนภาคปฏิบัติขั้นสูงของวิชชาธรรมกาย โดยอธิบายขั้นตอนการเจริญสมาบัติและการทำวิชชาอย่างเป็นระบบ ดังนี้:
ผู้บรรยายเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า การเจริญฌานสมาบัติตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌานนั้น มีไว้เพื่อ "ช่วยชำระกิเลสนิวรณ์ เครื่องกั้นปัญญาให้สะอาดผ่องใส ก่อนที่จะเจริญวิปัสสนา" เมื่อเจริญฌานแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องออกจากการเข้าฌานด้วยการ "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด เพื่อชำระธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้... เป็นการชำระกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน" กระบวนการชำระธาตุธรรมให้ผ่องใสนี้ มีสภาวะเป็น "การทำนิโรธ ดับสมุทัย คือ ประหารอกุศลจิตของกายในภพ 3 แต่ไม่ใช่ นิโรธสมาบัติ"
ผู้ปฏิบัติพึงนำใจไปหยุด ณ ศูนย์กลางธรรมกายอรหัตองค์ที่ละเอียดที่สุด แล้วเพ่งตาธรรมกายไปที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขยายให้กว้าง จากนั้นดำเนินจิตเข้าสู่ฌานโดย "อนุโลม" (ตามลำดับ) ดังนี้:
ปฐมฌาน: จรดใจกลางกายมนุษย์ ประกอบด้วยอารมณ์ "วิตก วิจาร ตรึกตรองประคองนิมิต... ปีติ สุข และเอกัคคตา"
ทุติยฌาน: เมื่อละวิตกวิจารได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายทิพย์ คงเหลืออารมณ์ "ปีติ สุข และเอกัคคตา"
ตติยฌาน: เมื่อละปีติได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายรูปพรหม คงเหลืออารมณ์ "สุข และเอกัคคตา"
จตุตถฌาน: เมื่อละสุขได้ ใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายอรูปพรหม คงเหลืออารมณ์ "เอกัคคตา" คือจิตนิ่งเป็นหนึ่ง
ปัญจมฌาน: หากจิตละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นจนประกอบด้วย "อุเบกขา" (ความไม่ยินดียินร้าย) จะเข้าสู่ปัญจมฌาน
เมื่อสุดทางแล้ว ให้เจริญสมาบัติโดย "ปฏิโลม" คือการอธิษฐาน "ลดระดับสมาธิลง" ทวนกลับจากจตุตถฌาน สู่ตติยฌาน ทุติยฌาน และปฐมฌานตามลำดับ ผู้บรรยายแนะนำให้ทำทบไปทวนมา 2-3 รอบ
ในรอบสุดท้าย ให้ออกจากจตุตถฌานแล้ว "พิสดารกาย ดับหยาบไปหาละเอียด... ตกศูนย์เข้าอายตนนิพพาน" เมื่อจิตปล่อยความยึดมั่นในเบญจขันธ์ "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ธรรมกายที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนนิพพาน" ให้ผู้ปฏิบัติซ้อนธรรมกายอรหัตเข้าสู่กลางของกลางพระนิพพาน (ธรรมกายตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า)
ภายในพระนิพพานนั้น จะมี "จักรพรรดิ" ซึ่งคอยถ่ายทอดหล่อเลี้ยงกายของสัตว์โลกผู้ปฏิบัติชอบ ให้สมบูรณ์ด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ" จากนั้น ผู้ปฏิบัติต้องต่อ "ญาณทัสสนะ" โดยใช้ "ดวงแก้ว แว่นแก้ว กล้องแก้ว" เพื่อขยายข่ายแห่งญาณให้รู้เห็นสภาวธรรม และอาราธนาพระนิพพานของพระพุทธเจ้าในอดีต ทับทวีขึ้นมาเพื่อ "ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ และภาคกลาง คือกิเลสในใจเรา" ดำเนินจิตดับหยาบไปหาละเอียดจนถึง "พระพุทธเจ้าต้นธาตุต้นธรรม" ที่ประทับอยู่ ณ ปราสาททำวิชา
เมื่อจิตละเอียดถึงที่สุด ให้ผู้ปฏิบัติขอประทาน ทิพพจักษุ ทิพพโสต สมันตจักษุ และปัญญาจักษุ แล้วมองลงมาจากอายตนนิพพานเพื่อ "ตรวจภพตรวจจักรวาล" โดยเริ่มจากการน้อมภาพของชั้น "อรูปภพ" (เนวสัญญานาสัญญายตนะ ลงมาจนถึง อากาสานัญจายตนะ) มาปรากฏที่ศูนย์กลางกาย เพื่อดูลักษณะความสว่างและสภาวะของอรูปพรหม
ในตอนท้าย ผู้บรรยายให้ละลายธาตุธรรมโดยนำศูนย์กลางจักรวาล ศูนย์กลางโลก ศูนย์กลางประเทศไทย (วัดสระเกศ) และศูนย์กลางวัดหลวงพ่อสดฯ มาซ้อนเป็นจุดเดียวกัน เพื่อให้ "ต้นในต้นในปราสาททำวิชา" แผ่ความสว่างไสวไปทั่วจักรวาล พร้อมทั้งกล่าวถึงการรู้เห็น "หลวงปู่สด ซึ่งเป็นธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ที่สุดละเอียด" จากนั้นจึงน้อมบุญกุศลบูชาพระรัตนตรัย แผ่พรหมวิหาร 4 แก่สรรพสัตว์ในทุกภพภูมิ เพื่อให้พ้นจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และให้ถึงพร้อมด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1" ถือเป็นการจบขั้นตอนการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์
เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อทั้งหมด
การเจริญปฐมฌานเพื่อกำจัดนิวรณ์ 5: การใช้ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา ประหารกิเลส
ลำดับการเจริญฌานสมาบัติโดย "อนุโลม": การเข้าถึงทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน ตามลำดับกายภายใน
การเจริญฌานสมาบัติโดย "ปฏิโลม": การลดระดับสมาธิจากชั้นสูงลงมาสู่ชั้นต้น
การเจริญกายคตาสติ: การขยาย "เห็น จำ คิด รู้" เพื่อพิจารณาสิ่งปฏิกูลในร่างกายและอวัยวะภายใน
การเจริญอนาคตังสญาณ: การตรวจดูอัตภาพของตนในอนาคตตาม "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม"
การเจริญมรณานุสสติ: การพิจารณา "สังขารนิมิต" ในวันตาย เพื่อเห็นแจ้งในอนิจจังและอนัตตา
การดำเนินจิตสู่สุดละเอียด: การปฏิบัติ "ดับหยาบไปหาละเอียด" ของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช"
การเข้าถึง "อายตนะพระนิพพาน": การตกศูนย์ของธรรมกายหยาบ และสภาวะที่สถิตของพระนิพพานธาตุ
ข้อวินิจฉัยสภาวะแห่งพระนิพพานและ "จักรพรรดิ": การรู้เห็น "ธรรมขันธ์ทั้งแท่ง" ที่ปราศจากมหาภูตรูป 4 และรัตนะ 7
ผู้บรรยายสอนให้ผู้ปฏิบัติรวมใจ "หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางของกลาง" ของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์และมนุษย์ละเอียด เมื่อจิตมี "วิตก วิจาร" (ความตรึกตรองประคองนิมิต) จะเกิด "ปีติ สุข และเอกัคคตา" เป็น ปฐมฌาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัด "กิเลสนิวรณ์" เครื่องกั้นปัญญา ได้แก่ วิตกกำจัดถีนมิทธะ, วิจารกำจัดวิจิกิจฉา, ปีติกำจัดพยาบาท, สุขกำจัดอุทธัจจกุกกุจจะ และเอกัคคตากำจัดกามฉันทะ
จากนั้นให้ผู้ปฏิบัติดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" ไปตามลำดับกาย:
เมื่อละวิตกวิจารได้ คงเหลือ ปีติ สุข เอกัคคตา ศูนย์กลางจะขยายว่างออก เข้าสู่ดวงธรรมของกายทิพย์ เป็น ทุติยฌาน
เมื่อละปีติได้ คงเหลือ สุข เอกัคคตา เข้าสู่ดวงธรรมของกายรูปพรหม เป็น ตติยฌาน
เมื่อละสุขได้ คงเหลือ เอกัคคตา เข้าสู่ดวงธรรมของกายอรูปพรหม เป็น จตุตถฌาน
และหากเจริญพรหมวิหารธรรมละเอียดเข้าไป จะเข้าสู่ ปัญจมฌาน ที่ประกอบด้วยเอกัคคตาและ "อุเบกขา" (ความไม่ยินดียินร้าย)
การดำเนินจากปฐมฌานถึงปัญจมฌานนี้เรียกว่าการเข้าสมาบัติโดย "อนุโลม" จากนั้นผู้บรรยายให้ฝึกถอยระดับสมาธิจากชั้นสูงลงมาสู่ชั้นต้น เรียกว่าการเข้าสมาบัติโดย "ปฏิโลม" โดยให้สังเกตองค์แห่งฌานในแต่ละระดับให้ชัดเจน
เมื่อลดระดับสมาธิมาอยู่ที่ทุติยฌานหรือปฐมฌาน ผู้บรรยายให้ขยายดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ให้เต็มกาย แล้วขยาย "ธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ คือใจของเราให้โตเต็มส่วน" เพื่อพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง เริ่มตั้งแต่หนังศีรษะ มันสมอง โพรงจมูกที่มีน้ำมูก กระพุ้งปากที่มีขี้ฟันและน้ำลาย โครงกระดูก กระเพาะอาหารที่มีการย่อยและเศษอาหารในลำไส้
ผู้บรรยายเน้นย้ำให้เห็นว่า ร่างกายนี้ "ไม่สะอาด เหมือนสุสานที่เก็บศพของสัตว์ทั้งหลายที่เรากินเข้าไป" ตลอดจนการพิจารณาตับ ไต ปอด เลือด ไขมัน เส้นเอ็น และทวารขับถ่าย เพื่อให้เห็นแจ้งว่าเป็นปฏิกูล โสโครก ไม่น่ารักใคร่ยินดี เพื่อให้จิตสงบระงับ
ผู้ปฏิบัติต้องนำใจหยุดนิ่งกลางวิญญาณธาตุ จนเห็น "สายกำเนิดธาตุธรรมเดิม ใสเหมือนใยบัว" แล้วอธิษฐานน้อมจิตไปในอนาคตเพื่อดูอัตภาพของตน (อนาคตังสญาณ) โดยเลื่อนไปทีละ 5 หรือ 10 ปี จนกระทั่งถึงวันตาย เมื่อถึงวันตาย จะปรากฏ "สังขารนิมิต" (ร่างที่ตายแล้ว) ให้พิจารณาทบทวนถึงความเป็น "อนิจจัง" (ไม่เที่ยง มีแก่ เจ็บ ตาย) และความเป็น "อนัตตา" ที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เป็นเพียง "สภาพสูญ ว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตนให้ยึดถือได้" เมื่อเห็นแจ้งด้วยปัญญา ให้ถือเอาเป็น "มรณสติ" ประจำใจ แล้วถอยจิตกลับมาสู่ปัจจุบัน
ผู้บรรยายให้เจริญฌานสมาบัติโดยอนุโลมและปฏิโลมอีกครั้ง แล้วดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" จนเข้าถึงสุดละเอียดของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ซึ่งจะพิสดารเป็นธรรมกายอรหัตในอรหัตทับทวีขึ้นมา เมื่อจิตปล่อยวางอุปาทานในเบญจขันธ์ของกายในภพ 3 ได้อย่างเด็ดขาด "ธรรมกายที่หยาบจะตกศูนย์ ที่สุดละเอียดจะไปปรากฏใน อายตนะพระนิพพาน"
ณ อายตนะพระนิพพาน ผู้ปฏิบัติจะเห็นพระนิพพาน (ธรรมกายตรัสรู้) ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ขีณาสพ ประทับบนรัตนบัลลังก์ นับไม่ถ้วน ผู้บรรยายให้อธิษฐานซ้อนธรรมกายอรหัตของตนเข้าสู่กลางพระนิพพานของพระพุทธเจ้า เมื่อใช้ญาณทัสสนะมองเข้าไปที่ศูนย์กลาง จะปรากฏ "จักรพรรดิ" ซึ่งเป็นประธานของ "รัตนะ 7" (จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ฯลฯ)
ผู้บรรยายให้ใช้มือของธรรมกายสัมผัสดูที่พระเพลา (ตัก) ของพระพุทธเจ้า เพื่อยืนยันสภาวธรรมว่า พระนิพพานไม่ใช่สภาพว่างเปล่า แต่เป็น "ธรรมขันธ์ทั้งแท่ง" ที่มีความเย็น ใสบริสุทธิ์ ไม่มีมหาภูตรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ไม่มีกระดูกหรือลำไส้เหมือนสัตว์โลก และในอายตนะพระนิพพานนั้นไม่มีปราสาทราชวัง ไม่ได้สว่างด้วยแสงอาทิตย์ แต่สว่างไสวด้วย "รังสีของธรรมกาย" ล้วน ๆ
เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
ผู้บรรยาย: พระเทพญาณมงคล วิ. (เสริมชัย ชยมงฺคโล)
สรุปหัวข้อทั้งหมด
บทสวดบูชาพระรัตนตรัย: การน้อมระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อเป็นที่พึ่งกำจัดทุกข์ ภัย และโรค
หลักการทำวิชชาสำหรับผู้ชำนาญ: การทับทวีบุญศักดิ์สิทธิ์และการชำระธาตุธรรมผ่านศูนย์กลางโลกมนุษย์และสถาบัน
การเดินวิชชาขั้นสูง: การตกศูนย์เข้า "อายตนะพระนิพพาน" การถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ และการตั้งผังสุขสมบูรณ์
หลักเจริญภาวนาสำหรับผู้เริ่มต้น: การวางท่าทาง การกำหนดบริกรรมนิมิต (ดวงแก้วกลมใส) และบริกรรมภาวนา
การเข้าถึง "ดวงปฐมมรรค": การรวม "เห็น จำ คิด รู้" ให้หยุดนิ่งจนปรากฏดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย
การดำเนินจิตด้วยหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด": การเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม และกายอรูปพรหม
การอุบัติของ "ธรรมกาย": การเข้าถึงกายธรรมเกตุดอกบัวตูม และการพิสดารกายสุดละเอียด
การทำงานของจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง: การอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิ (จุลอาณาจักรพรรดิ มหาอาณาจักรพรรดิ บรมอาณาจักรพรรดิ)
การอุทิศส่วนกุศล: การถวายพระราชกุศล และการแผ่บุญแด่สรรพสัตว์ในทุคติภูมิ
เป้าหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติ: การหลุดพ้นจาก "กิเลสวัฏฏะ กัมมวัฏฏะ วิปากวัฏฏะ" เพื่อเข้าถึงมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1
สรุปเนื้อความย่ออย่างละเอียด (Comprehensive Summary)
ไฟล์บรรยายธรรมนี้ มุ่งเน้นการสอนเจริญภาวนาวิชชาธรรมกาย ทั้งสำหรับผู้ที่ปฏิบัติจนชำนาญแล้ว (ผู้ทำวิชชา) และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกปฏิบัติ โดยมีรายละเอียดดังนี้
ส่วนที่ 1: การบูชาพระรัตนตรัยและการทำวิชชาชั้นสูง เริ่มต้นด้วยการกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย เพื่อน้อมนำพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่สามารถ "กำจัดทุกข์ได้จริง... กำจัดภัยได้จริง... กำจัดโรคได้จริง"
สำหรับ "ท่านที่ทำวิชา" (ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว) ผู้บรรยายสอนให้คำนวณวิชาจากสุดละเอียด โดยให้ "ทับทวีบุญศักดิ์สิทธิ์ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด" ผ่านศูนย์กลางโลกมนุษย์ ประเทศไทย สถาบัน และผ่านศูนย์กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมของทุกกาย เมื่อจิตเร็วขึ้น ให้ตกศูนย์เข้า "อายตนะพระนิพพาน" และทำการ "ดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ธาตุธรรมของภาคดำ ภาคกลาง ๆ ไปสุดละเอียด" เพื่อเก็บเหตุวิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ ภัยพิบัติ ภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคภัยไข้เจ็บ ให้แปรสภาพเป็นดึงดูด ย่อย แยก ปะทะ ขวาง จนถึงเหตุสุด และตั้งผังให้เป็น "สุขสมบูรณ์บริบูรณ์"
ส่วนที่ 2: หลักการเจริญภาวนาสำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับผู้ที่ยังไม่เห็นดวงธรรม ให้ตั้งกายนั่งขัดสมาธิ วางใจให้โล่ง และนึกให้เห็น "ดวงแก้วกลมใส" ปรากฏขึ้นที่ศูนย์กลางกาย (เหนือระดับสะดือประมาณ 2 นิ้วมือ) โดยให้ "เหลือบตากลับนิด ๆ" เพื่อดึงใจคือ "เห็น จำ คิด รู้" ให้กลับไปรวมหยุด ณ ภายใน
ผู้ปฏิบัติต้องใช้ "บริกรรมนิมิต" คือนึกเห็นจุดเล็กใสด้วยใจ ควบคู่กับ "บริกรรมภาวนา" โดยท่องในใจว่า "สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง" เพื่อจี้ใจให้ "หยุดในหยุด กลางของหยุด ไม่ถอย" น้อมนำพระปัญญาคุณและพระวิสุทธิคุณของพระพุทธเจ้ามาใส่ใจตน เมื่อใจหยุดนิ่งเป็นจุดเดียวกัน จะปรากฏดวงใสสว่างขึ้นมา เรียกว่า "ดวงปฐมมรรค หรือ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย" อันเป็นหนทางเบื้องต้นสู่มรรคผลนิพพาน
ส่วนที่ 3: การดำเนินจิต "ดับหยาบไปหาละเอียด" สู่ธรรมกาย เมื่อดวงธรรมปรากฏ ผู้ปฏิบัติต้องดำเนินจิตด้วยการ "หยุดในหยุด กลางของหยุด กลางของกลาง" ศูนย์กลางจะขยายออก นำไปสู่สภาวะที่ละเอียดขึ้นตามลำดับ เรียกว่าหลัก "ดับหยาบไปหาละเอียด" ทิ้งความรู้สึกในกายหยาบ เข้าไปสู่กายละเอียด ได้แก่:
กายมนุษย์ละเอียด: โปร่งใสสวยงามกว่ากายเนื้อ นั่งบน "องค์ฌาน" (อาสนะกลมใสรองรับกาย หนาประมาณ 1 ฝ่ามือ)
กายทิพย์ (หยาบ/ละเอียด): โตใหญ่กว่าเดิมเท่าตัว
กายรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด): โตกว่ากายทิพย์อีกเท่าตัว
กายอรูปพรหม (หยาบ/ละเอียด): โตเกือบ 4 วา
ธรรมกาย: เมื่อสุดละเอียดไปถึงกายธรรม จะปรากฏหน้าตัก 4 วาครึ่งขึ้นไป มีลักษณะ "เกตุดอกบัวตูม"
ส่วนที่ 4: การพิสดารกายและการอาราธนาจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง เมื่อถึงธรรมกายแล้ว ให้ทำวิชชา "พิสดารกาย" ดับหยาบไปหาละเอียดเป็นธรรมกายที่ละเอียดขึ้นไปสุดละเอียดของ "กาย เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืช" ผู้ทำวิชาจะคำนวณรู้ถึงนิโรธของพระพุทธเจ้า และจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยง มีการอาราธนาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิถึง "ต้นในต้น" ทับทวีขึ้นมาพร้อมด้วย "จุลอาณาจักรพรรดิ มหาอาณาจักรพรรดิ บรมอาณาจักรพรรดิ" และ "จุลพุทธจักร มหาพุทธจักร บรมพุทธจักร อุดมบรมพุทธเจ้า" ให้แผ่ซ่านเต็มประเทศ เต็มโลก เต็มภพ เต็มจักรวาล เพื่อตั้งผังความสุขสมบูรณ์ตลอดธาตุตลอดธรรมด้วย "มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ มีมรรค 4 ผล 4 และนิพพาน 1"
สามารถศึกษาคู่มือการปฏิบัติธรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลัก: Luangpusodh.com
From the publisher's feed