1. สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังคงรุนแรง ในไต้หวันผู้ป่วยยืนยันเพิ่มเป็น 26 ราย เตือนแรงงานไทยควรให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการ หลีกเลี่ยงไปยังชุมชนแออัด โดยเฉพาะผับบาร์
สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังคงรุนแรง แรงงานไทยจะชะล่าใจไม่ได้
สถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ณ เวลา 18.35 น. วันที่ 22 ก.พ. 2563
30 ประเทศทั่วโลกมีผู้ป่วยยืนยัน 77,920 ราย ตายแล้ว 2,362 ราย
จีนแผ่นดินใหญ่ ผู้ป่วยยืนยัน 76,291 ราย ตายแล้ว 2,345 ราย
ฮ่องกง ผู้ป่วยยืนยัน 68 ราย ตายแล้ว 2 ราย
มาเก๊า ผู้ป่วยยืนยัน 68 ราย
เรือสำราญ Diamond Princess ผู้ป่วยยืนยัน 634 ราย (ชาวไต้หวัน 5 ราย) ตายแล้ว 2 ราย จากผู้โดยสารและลูกเรือ 3,700 คน
เกาหลี ผู้ป่วยยืนยัน 433 ราย ตายแล้ว 3 ราย
ญี่ปุ่น ผู้ป่วยยืนยัน 123 ราย ตายแล้ว 1 ราย
สิงคโปร์ ผู้ป่วยยืนยัน 86 ราย
ไต้หวัน ผู้ป่วยยืนยัน 26 ราย ตายแล้ว 1 ราย
อเมริกา ผู้ป่วยยืนยัน 35 ราย
เมืองผิงตง จัดส่งเจ้าหน้าที่และจิตอาสาไปประชาสัมพันธ์วิธีป้องกันโรคโควิด-19 ให้แก่แรงงานต่างชาติทราบที่สถานีรถไฟ
2. มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่แรงงานไทยพึงรับรู้
สืบเนื่องจากการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก เพื่อป้องกันการระบาด ในไต้หวันมีมาตรการป้องกันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานไทยดังนี้
1.1 แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวันแนะนำว่า ควรจะโดยสารเที่ยวบินที่บินตรงระหว่างไทย-ไต้หวัน ไม่ควรโดยสารเที่ยวบินที่เปลี่ยนผ่านเครื่องที่ฮ่องกงหรือมาเก๊า เพราะจะต้องกักแยกตัวเพื่อสังเกตอาการด้วยตนเองที่บ้านพักเป็นเวลา 14 วัน ระหว่างนี้ ห้ามออกนอกสถานที่ ห้ามไปทำงาน ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษปรับเงินสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน
1.2 ขณะเดินทางเข้าไต้หวัน ผู้โดยสารรวมแรงงานไทยด้วย จะต้องกรอกใบรับรองสุขภาพทุกคน เพื่อยืนยันว่าไม่มีอาการไข้ ไอ หรือหายใจหอบเหนื่อยและไม่เคยมีประวัติการเดินทางไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและมาเก๊าก่อนเดินทางเข้าไต้หวัน 14 วัน และต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าตรวจคัดกรองโรคประจำสนามบิน ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม หลบเลี่ยง ขัดขวางหรือกรอกข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ต้องระวางโทษปรับ 10,000-150,000 เหรียญไต้หวัน
สำหรับใบรับรองสุขภาพดังกล่าว แต่เป็นภาษาจีนและอังกฤษ แรงงานไทยที่มีมีปัญหาในการเขียนข้อมูล สำนักงานแรงงานไทย ไทเป ได้จัดทำฉบับที่มีภาษาไทยกำกับ เพื่อให้แรงงานไทยหรือผู้มีปัญหาในด้านการกรอกข้อมูล สามารถเทียบดูเป็นตัวอย่างได้ แต่ทั้งนี้ การกรอกข้อมูลจะต้องใช้ฉบับภาษาจีนและอังกฤษตามที่กรมป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวันกำหนดเท่านั้น ซึ่งจะมีการแจกบนเครื่องบิน หรือดาวน์โหลดได้ที่ www.cdc.gov.tw/File
2. เตือนไข้หวัดใหญ่น่ากลัวไม่แพ้โควิด-19 ช่วง 4 เดือนไต้หวันตายแล้วร่วมร้อย
แนะนำแรงงานไทยควรไปรับการฉีดวัคซีนตามคลินิกหรือสถานพยาบาลใกล้ที่ทำงาน ในราคา 700-900 เหรียญ แต่หากอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์จะได้รับการฉีดฟรี วิธีป้องกันโรคต่างๆ ด้วยตนเอง นอกจากหลีกเลี่ยงไปยังสถานที่มีผู้คนแออัดและโรงพยาบาลแล้ว ยังไม่ควรอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม และหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ หรือเจลล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น (เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว) เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
คนอายุ 50 ปีขึ้นไปจะได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
3. คนงานไทยในไต้หวันบางส่วนนิยมกู้หนี้ใหม่ แต่ไม่ยอมชำระค่างวดตามกำหนด ปล่อยให้ศาลสั่งหักจากเงินเดือน นายจ้างปวดหัว คิดจะเปลี่ยนเป็นคนงานชาติอื่น
จากสภาพการณ์ที่คนงานไทยบางคนใช้จ่ายเกินตัวนิยมก่อหนี้ใหม่ ทั้งที่หนี้เก่าจากค่าหัวคิวยังไม่หมด ทำให้บริษัทเงินด่วนหลายรายเล็งเห็นโอกาสทองทางธุรกิจ ตั้งเป้าปล่อยกู้คนงานไทยเป็นการเฉพาะ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15-25 ต่อปี หรือร้อยละ 1.25-3 ต่อเดือนถูกกว่าดอกเบี้ยของร้านอาหารไทย แต่ขั้นตอนการกู้เงินจากบริษัทเงินด่วนเหล่านี้ จะให้ผู้กู้ลงนามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า本票 ซึ่งเป็นตราสารทางการเงินที่ใช้ฟ้องร้องทางศาลได้ กรณีที่ผู้กู้ผิดสัญญาการใช้เงิน พร้อมทั้งต้องมีเพื่อนคนงานไทยในโรงงานเดียวกันลงนามค้ำประกัน ปรากฏว่า มีคนงานไทยจำนวนหนึ่งเห็นดอกเบี้ยถูกถูกกว่ากู้จากร้านอาหาร แถมกู้ง่าย แห่กันกู้เงิน โดยไม่ได้คำนึงว่า หากไม่สามารถใช้เงินตามสัญญา จะถูกดำเนินคดี โดยสถานประกอบการจะได้รับหมายศาลบังคับหักเงิน 1/3 ของค่าจ้างเพื่อชดใช้แก่เจ้าหนี้ ขณะที่บางรายใช้วิธีหลบหนีกลายเป็นคนงานผิดกฎหมายหรืออ้างว่าเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวแล้วไม่ยอมกลับเข้าไต้หวัน ทำให้เพื่อนร่วมงานที่ค้ำประกันเดือดร้อน ต้องรับผิดชอบใช้หนี้แทนผู้กู้ที่หลบหนีหรือกลับบ้านไป จนผู้ค้ำประกันบางรายก็ต้องหลบหนีตามไปด้วย เพราะไม่มีปัญญาจะใช้หนี้ดังกล่าว
แรงงานไทยส่วนใหญ่ประหยัด อดทน ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มีบางคนชอบก่อหนี้ หนี้เก่ายังไม่หมด กู้หนี้ใหม่
ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตโครงเหล็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเมืองผิงเจิ้นเขตเถาหยวน เนื่องจากมีสวัสดิการดี รายได้มั่นคง จึงตกเป็นเป้ากลุ่มลูกค้าของบริษัทเงินด่วน ผลก็คือมีคนงานไทยในโรงงานนี้แห่กู้เงินหลายสิบราย บางรายก็ผ่อนชำระคืนที่ร้านเซเว่นตามสัญญา ขณะที่กว่า 10 รายใช้วิธีปล่อยให้ศาลสั่งหักจากเงินเดือน นอกจากต้องจ่ายเพิ่มมากกว่าเดิมประมาณ 30% จากค่าธรรมเนียมศาล ค่าปรับและค่าทนายแล้ว ยังทำให้นายจ้างเดือดร้อน เพราะฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีของบริษัทต้องคอยจัดการหนี้สินให้แก่แรงงานไทยเหล่านี้ จนนายจ้างกำลังคิดทยอยเปลี่ยนการว่าจ้างแรงงานไทยไปเป็นแรงงานชาติอื่น
แรงงานไทยส่วนใหญ่ประหยัด อดทน ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มีบางคนชอบก่อหนี้ หนี้เก่ายังไม่หมด กู้หนี้ใหม่
สำหรับบางรายที่ใช้วิธีหนีหนี้กลับเมืองไทย แต่ก็หนีไม่พ้น เพราะบริษัทเงินด่วนเหล่านี้ จะมีบริษัทสาขาตั้งอยู่ในไทย สามารถส่งทนายตามทวงถึงที่บ้านได้ หรือบางรายไปเปลี่ยนชื่อ นามสกุลและหนังสือเดินทางกลับเข้ามาที่ไต้หวันอีกครั้ง อย่าคิดว่าจะไม่มีใครรู้ บริษัทเงินด่วนเหล่านี้จะรูข้อมูลลูกหนี้เป็นอย่างดีว่า เปลี่ยนไปใช้ชื่ออะไร กลับเข้ามาเมื่อไหร่ ทำงานอยู่ที่โรงงานไหน แต่ในช่วง 2-3 เดือนแรกจะยังไม่ตีหญ้าให้งูตื่น หลังจากทำงานมีรายรับมั่นคงแล้ว โรงงานที่ลูกหนี้ทำงานอยู่ก็จะได้รับหมายศาลให้หักเงินค่าจ้าง ซึ่งนายจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลโดยไม่มีข้อแม้
แรงงานไทยส่วนใหญ่ประหยัด อดทน ไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่มีบางคนชอบก่อหนี้ หนี้เก่ายังไม่หมด กู้หนี้ใหม่ จนนายจ้างอยากเปลี่ยนไปใช้แรงงานชาติอื่นแทน