
Sign up to save your podcasts
Or


(...ลองมาเดินให้หลวงพ่อดูหน่อยสิ ออกมาข้างหน้านี้)
เดินด้วยความรู้สึกตัวนะ
เวลาเราเดิน จุดที่มันจะล่อแหลมที่สุดในการที่จะขาดสติ คือตอนหัวท้าย
อย่างเดินเนี่ย (หยุดก่อน…) เวลาเดินพอไปสุดทางอย่าเพิ่งหัน
รู้สึกตัวซะก่อนแล้วก็หัน หันแล้วก็รู้สึกตัวซะก่อนแล้วค่อยเดิน
ถ้าเดินมาแล้วใจลอยกลางทาง หยุดแล้วรู้สึกตัวแล้วค่อยเดินใหม่ (ลองดู… เร็วไป…)
เดินไปสุดทางอย่าเพิ่งหัน รู้สึกตัวก่อน
สังเกตไหมว่าตอนเราสุดทาง พอเราหันปุ๊บเนี่ย จิตเราหนีไปแล้ว
จุดอ่อนของทุกคน มันอยู่ตรงนี้แหละ ตรงที่หัวท้ายนี่แหละ
(ลองเดินใหม่…) รู้สึกตัว เห็นไหมใจมันเดินก่อนขา เมื่อกี้รู้สึกไหม
ใจกับขาต้องสัมพันธ์กัน รู้สึกตัวแล้วก็เดิน
(เอ้า…เดิน...ใช้ได้ ไป กลับไปได้…ใช้ได้)
ส่วนมากมาเสียท่าหลวงพ่อตอนยกสุดท้าย
ตอนที่หลวงพ่อ เอ้า…กลับไปได้แล้ว จ้ำอ้าวไปเลยนะ
พยายามฝึกนะ ที่หลวงพ่อให้เขาเดินเพื่อให้พวกเราดูนะว่าเดินยังไง
ไม่ใช่ไป ยกย้าง ใครมันจะไปเดินอย่างนั้น
มนุษย์ที่ไหนมันเดินอย่างนั้น ทำอย่างที่เราเป็นจริงๆ
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
18 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/6gU0ofryyow
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/
หรือติดตามเพจเฟซบุ๊กสาระธรรมได้ที่: https://web.facebook.com/saradham.pramote
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
ความเป็นปกติของจิต
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
วันที่ 18 ธันวาคม 2565
บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
บ้านจิตสบาย เป็นสถานที่ศึกษาธรรมภาคปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจปฏิบัติสมถะ วิปัสสนา เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตามแนวคำสอน “มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
1. บริการของบ้านจิตสบาย
- ในบ้านแห่งนี้ มีการจัดเตรียมหนังสือธรรมะ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการภาวนา ที่ญาติธรรมสามารถขอรับได้ และมีบริการวิทยุ วีดีทัศน์สื่อธรรม ที่ทุกท่านสามารถขอยืม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ รวมถึง “ห้องนิทรรศการของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช” ผู้เป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสถานที่แห่งนี้
- เจ้าหน้าที่บ้านจิตสบาย พร้อมยินดีให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การใช้สถานที่และบริการต่างๆ ของบ้านจิตสบาย สถานที่เรียนรู้สู่ความรู้เเจ้งอริยสัจ
2. บ้านจิตสบาย เปิดให้บริการวันไหนบ้าง
- บ้านจิตสบายหยุดทุกวันจันทร์
- เวลาทำการ:
วันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 8.30 – 16.30 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
หมายเหตุ: วันและเวลาเปิด-ปิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรมของบ้านจิตสบาย
3. ติดต่อบ้านจิตสบาย
- ที่อยู่: เลขที่ 101 ถนนสุขาภิบาลบางระมาด แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
- เบอร์โทรศัพท์: 02-448-3392, 080-018-3555
- อีเมล: [email protected], Line: @Baanjitsabuy
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
ขณะที่จิตเรา ‘มีสติ’ ขึ้นมา เราจะเหมือนเรารู้สึกตัว
เหมือนเราตื่นขึ้นจากโลกของความฝัน รู้สึกตัวขึ้นมา
ที่รู้สึกตัวนี่ จริงๆ แล้วก็คือจิตเรามีสมาธิ
มีความตั้งมั่นอยู่หนึ่งขณะ เกิดความตั้งมั่นหนึ่งขณะ
และความตั้งมั่นตัวนี้มันเกิดแล้วมันก็ดับ
จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้คือ ‘เกิด-ดับ’ เกิดดับไปเรื่อยๆ
จิตที่รู้เกิด...แล้วก็ดับ มันกลายเป็นจิตที่หลง ทีนี้พอหลงปุ๊บ
พอเราทำพุทโธไปเรื่อยๆ เราก็รู้อีก รู้อีก...หลงอีก
รู้อีก...หลงอีก ทุกครั้งที่เรารู้ทัน จะมีสมาธิเล็กๆ เกิดขึ้น
แล้วมันก็หลง...เราก็พุทโธต่อ เกิดสติขึ้นมา...ก็มีสมาธิเล็กๆ เกิดขึ้นอีก
ดังนั้นสิ่งที่เราได้ในขณะที่เรามีสติ เราได้ตัวสมาธิเพิ่มขึ้นด้วยทุกครั้ง
เพราะฉะนั้นการทำในรูปแบบที่หลวงพ่อสอน เพื่ออะไร
เพื่อฝึกให้เรา ‘รู้จักสภาวะ’ ฝึกให้เรามีสติที่ไวขึ้น
แล้วผลพลอยได้อีกตัวหนึ่งก็คือ เรามีตัวสมาธิ
ตัว ‘ขณิกสมาธิ’ ที่เกิดทีละขณะที่รวมกัน
มันจะรวมเป็นกำลังของจิต มันจะเป็นกำลังของจิต
สังเกตสิ เวลาเราทำรูปแบบสม่ำเสมอ
จิตเราจะรู้เนื้อรู้ตัวตั้งมั่นได้เองโดยที่เราไม่เจตนา
อันนี้มันเกิดจากการฝึกเหมือนนักกีฬาซ้อม
ซ้อมไปเรื่อยๆ ผลก็คือ ชำนาญเรื่องนี้
เราทำกรรมฐานตัวหนึ่ง จิตหนีแล้วรู้ จิตไปทำอะไรแล้วรู้
สติเราจะไวขึ้น แล้วจิตจะมีกำลังมากขึ้น มีความตั้งมั่น
มันจะเป็นอย่างสมาธิเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มันจะรวมเป็นกำลัง
เพราะฉะนั้นกำลังก็คือเป็นความตั้งมั่นของจิต จิตมีกำลัง รู้เนื้อรู้ตัวได้
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
ทั้งนี้ในสมถกรรมฐานเองมันก็มีอยู่ 2 ชนิด
ชนิดที่ 1 ก็คือ ‘จิตใจเราเค้าเคลียร์อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ไม่หนีไปไหนเลย’
อย่างเช่น อยู่กับลมหายใจ อยู่กับพุทโธก็เคล้าเคลียร์อยู่อย่างนั้น…ไม่ไปไหน
ตัวนี้จิตมีความสุข มีความสงบ แต่ว่าตัวจิตกับอารมณ์กรรมฐานรวมอยู่ด้วยกัน
สมถกรรมฐานอันที่ 2 ก็คือ ‘จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู’
มีอารมณ์กรรมฐานแล้วก็มีจิตเป็นผู้รู้ผู้ดูอยู่
มันจะแยกจากอารมณ์กรรมฐานเป็นผู้รู้
แล้วก็เห็นอารมณ์กรรมฐานเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
แต่ว่าใจมันเคล้าเคลียอยู่อย่างนี้ แล้วก็จะเห็นกายใจทำงาน
ตัวลักษณะอันนี้ สมถะ 2 อันนี้ จะมีความต่างกัน
อันแรกแนบอยู่กับอารมณ์
อีกอันหนึ่งออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู…มีใจที่ตั้งมั่น
นี่ก็เป็นสมถกรรมฐานอีกตัวหนึ่ง
เราแยกก่อนนะว่ามันมี 2 ชนิด
อีกอันหนึ่งคือ ‘ตัววิปัสสนากรรมฐาน’
วิปัสสนาเป้าหมายหลักของเราคือความพ้นทุกข์
ตีความเลยเราทำวิปัสสนากรรมฐานเพื่อความพ้นทุกข์
เพราะว่าวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนค้นพบ
แล้วก็ท่านค้นพบเพื่อหาทางพ้นทุกข์
เพื่อหาทางให้พวกเราพ้นออกจากสังสารวัฏ
เป้าหมายตัวนี้มันจะต่างกันกับตัวสมถกรรมฐาน
สมถกรรมฐานแค่ว่าให้มีความสุข ความสงบ
แต่ตัวนี้เราต้องการเพื่อความพ้นทุกข์
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
© มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
พอเรามี ‘ใจที่ตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัว’ แล้วเราจะเห็นการทำงานของกายใจของเรา
เราก็ ‘แยกขันธ์’ ได้เลย ขันธ์มี 5 ตัว ใช่ไหม...
ตัวกายเนี่ยเราสมมุติว่าเป็นตัวรูป
จริงๆ ‘รูป’ นี่นิยามของเขามากกว่าขอบเขตของกาย
มันจะมีรูปอีกต่างๆ หลายๆ ชนิด
ซึ่งอันนี้มันเป็นรายละเอียดในเชิงอภิธรรม ซึ่งเราไม่ต้องรู้ก็ได้
เราแค่ว่าเราอะซูม (Assume) ว่าตัวนี้เป็นกาย
แล้วก็มีตัวจิตนะ ‘จิต’ โดยนิยาม...คือความรับรู้
‘ตัววิญญาณขันธ์... จริงๆ แล้วมันคือแค่ความรับรู้เท่านั้น’
ความรับรู้นี่ไม่มีดี ไม่มีชั่ว มันแค่เป็นความรับรู้
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นความรับรู้ทั้งหมด
ทีนี้ความรับรู้หรือตัวจิตตัวนี้ มันจะมีดี มีชั่วเนี่ย
ถ้ามันมาเข้าคู่กับตัวเจตสิก 3 ตัวกลางคือ
‘ตัวเวทนา สัญญา สังขาร’
สามตัวนี้นะ พอมันเข้าคู่กับจิตปุ๊บ...จิตก็จะมีดี มีชั่วต่างกันไป
แล้วเราก็จะเห็นความแตกต่างของจิต
เช่น เดี๋ยวจิตก็ดี เดี๋ยวจิตก็ชั่ว เดี๋ยวจิตก็เป็นอันโน้น เป็นอันนี้
เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของจิตได้ ตอนที่มันมาเข้าคู่กับตัวเจตสิก
เนี่ยขันธ์ 5 มันมีอยู่แค่นี้เอง เวลาเราดู
เช่น สมมุติว่ายังอยู่ในรูปแบบนะ เรายังพุทโธอยู่
พุทโธจิตหนีแล้ว...รู้ จิตหนีแล้ว...รู้
ทีนี้บางครั้งเนี่ยจิตหนีแล้วรู้ ปรากฏว่ามันหนีไป
สมมุติมันหนีไปคิดเรื่องของคนที่เราไม่ชอบขึ้นมา
สมมุตินะ...มันคิด มันหนีไปปุ๊บ...
แล้วมันก็คิดเรื่องนึกหน้าคนที่ไม่ชอบโผล่ขึ้นมาได้
ใจเราก็ขุ่นขึ้นมาทันที มีโทสะเกิดขึ้น
เวลาเราแยกขันธ์แล้ว...ให้เราดูอย่างนี้นะ
เวลาที่เรานั่งภาวนาพุทโธ...พุทโธ มีร่างกายนั่งอยู่
มีใจที่เป็นตัวที่รู้สึก แล้วก็มีตัวที่บริกรรมพุทโธ
ใจนี่แหละเป็นคนบริกรรม บริกรรมแล้วก็รู้...บริกรรมแล้วก็รู้
แล้วก็จะเห็นความรู้สึกโกรธที่อยู่กลางอก
เราจะเห็นว่า ‘ขันธ์’ นี่นะมันมีหลายส่วน
มีร่างกายส่วนหนึ่ง มีจิตที่เป็นผู้รู้อยู่ส่วนหนึ่ง มีความรู้สึกตัวนี้
อย่างความรู้สึกโกรธ เป็นกิเลสตระกูลโทสะ ใช่ไหม
กิเลสตระกูลโทสะ อยู่ในกองสังขารขันธ์ นี่เราแยกขันธ์ได้แล้ว
เห็นๆ คือ 3 ส่วน ‘มีกาย มีจิตผู้รู้ มีสังขารขันธ์คือความโกรธ’ ให้เราดู
หน้าที่ของเราก็คือ ‘เห็นแต่ละอย่าง เห็นมันต่างคนต่างทำงาน
เห็นแต่ละอย่างทำงานแล้วเกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป...’
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
การแสดงธรรม
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
บ้านจิตสบาย เป็นสถานที่ศึกษาธรรมภาคปฏิบัติ สำหรับผู้สนใจปฏิบัติสมถะ วิปัสสนา เจริญสติปัฏฐาน ๔ ตามแนวคำสอน “มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
1. บริการของบ้านจิตสบาย
- ในบ้านแห่งนี้ มีการจัดเตรียมหนังสือธรรมะ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการภาวนา ที่ญาติธรรมสามารถขอรับได้ และมีบริการวิทยุ วีดีทัศน์สื่อธรรม ที่ทุกท่านสามารถขอยืม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ รวมถึง “ห้องนิทรรศการของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช” ผู้เป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสถานที่แห่งนี้
- เจ้าหน้าที่บ้านจิตสบาย พร้อมยินดีให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การใช้สถานที่และบริการต่างๆ ของบ้านจิตสบาย สถานที่เรียนรู้สู่ความรู้เเจ้งอริยสัจ
2. บ้านจิตสบาย เปิดให้บริการวันไหนบ้าง
- บ้านจิตสบายหยุดทุกวันจันทร์
- เวลาทำการ:
วันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 8.30 – 16.30 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8.30 – 17.30 น.
หมายเหตุ: วันและเวลาเปิด-ปิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรมของบ้านจิตสบาย
3. ติดต่อบ้านจิตสบาย
- ที่อยู่: เลขที่ 101 ถนนสุขาภิบาลบางระมาด แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ 10170
- เบอร์โทรศัพท์: 02-448-3392, 080-018-3555
- อีเมล: [email protected], Line: @Baanjitsabuy
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
หลักการเขามีอยู่ว่า ให้จิตใจเคล้าเคลียอยู่กับอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่อง อย่างสบาย ๆ ไม่ไปบังคับเขา
จิตเนี่ยเขาพักอยู่อารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะมีความสุขมีความสงบ
ในสมถกรรมฐานเอง มันก็มีอยู่ 2 ชนิด
ชนิดที่ 1 ก็คือจิตใจเราเนี่ยเคล้าเคลียร์อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ไม่หนีไปไหนเลย เช่น อยู่กับลมหายใจ อยู่กับพุทโธ ก็เคล้าเคลียอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน
ตัวนี้จิตมีความสุข มีความสงบ แต่ตัวจิตกับอารมณ์กรรมฐานรวมอยู่ด้วยกัน
สมถกรรมฐานอันที่ 2 ก็คือ จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ดู มีอารมณ์กรรมฐานแล้วก็มีจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดูอยู่ มันจะแยกจากอารมณ์กรรมฐานเป็นผู้รู้ ผู้ดู
แล้วก็เห็นอารมณ์กรรมฐาน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
แต่ว่าใจเคล้าเคลียอยู่อย่างนี้แล้วก็จะเห็นกายใจทำงาน
สมถะ 2 อันนี้จะมีความต่างกัน
อันแรกแนบอยู่กับอารมณ์
อีกอันออกมาเป็นผู้รู้ ผู้ดู มีใจที่ตั้งมั่น
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://www.youtube.com/watch?v=zuZHKWvBhbI
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
พวกเราเนี่ย...ใจของเราจะมีหนวดจำนวนมากมายเลย
ที่ ‘ไปจับ ไปยึด’ สิ่งต่างๆ รอบตัว ไปสังเกตสิ
ว่าเรานึกถึงคนๆ นี้ เพื่อนของเรานะ
เรานึกถึงเขาปุ๊บ...เรามีน้ำหนักในใจเท่านี้
พอเรานึกถึงอีกคนหนึ่งน้ำหนักในใจของคนนี้ที่มีต่อเราไม่เท่ากัน
พูดง่ายๆ ใจเราจะชอบไป ‘ยึดถือ’ สิ่งต่างๆ ข้างนอก
เปรอะไปทั่วเลยคือสะเปะสะปะ
ถ้ายึดน้อยมันก็หนักน้อยหน่อย ถ้ายึดมากก็หนักมาก
‘ตัวยึด’ ตัวนี้มันคือ ‘อุปาทาน’ มันคือความยึดถือ
ความยึดถือมันมีกำลังอย่างนี้...โลภะกำลังแรง เป็นตัณหา
ตัณหากำลังแรง เป็นความยึดถือ เป็นอุปาทาน
นี่เป็น ‘กิเลส’ ที่เป็นอีกระดับหนึ่งที่ลึกเข้าไปอีกข้างใน
พวกเราเขาเรียกว่าอะไร...ใจนี้มันจะจับสิ่งต่างๆ เอาไว้ไม่เท่ากัน
สังเกตสิ เวลาที่ใจเราจับสิ่งต่างๆ มันคือน้ำหนักในใจของเรานะ
ก็คือเราไปแบกภาระ ใจเราเนี่ยเดี๋ยวก็แบกเรื่องนี้
เดี๋ยวก็แบกเรื่องนี้ เดี๋ยวก็แบกเรื่องนี้
ใจมันไปแบกตลอดเวลา มันจับไว้ทุกเรื่อง
คำว่าอุปาทาน ความยึดนี่มันยึดจริงๆ นะ
คือมีการจับไว้ ไปสังเกตใจสิ...
เรื่องนี้ใจเราจับไว้เยอะเราก็ทุกข์มาก เรื่องนี้จับน้อยก็ทุกข์น้อย
พูดง่ายๆ มันเป็นความไม่ฉลาดของจิตเราเองแหล่ะ
จิตยังไม่ฉลาดอยู่ ยังคิดว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้
มันก็ยังจะยึดถืออยู่ ยังจับอยู่ สิ่งที่ทำให้เราต้องทุกข์อยู่เนี่ย
มันก็คือความหลงผิดนั่นเอง ความไม่เข้าใจความจริงนะ
แล้วมันก็ยังจับยังยึดถืออยู่ สิ่งที่ยึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือ ‘ตัวเรา’ เองนั่นแหละ
สังเกตสิ สิ่งที่เราไปจับ ไปยึดถือล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับความสุขในกายในใจเรานะ
เพราะคนนี้ดีเราถึงจะมีความสุข มันจะลิงก์ (Link) มาที่ความสุขของตัวเรา
เพราะว่าที่เรารักที่สุดก็คือตัวเรา เราอยากให้ตัวเราตัวนี้มีความสุข
ไม่อยากให้มันมีความทุกข์ อะไรที่มันมามีผลกระทบ มีความต่อเนื่องปุ๊บ
มันก็จะทำให้เราเข้าไปยึดถือต่างๆ นี่ไม่เท่ากัน
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
© มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิป: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
มันมีผัสสะเข้ามากระทบ ผัสสะนี้มาได้ 6 ทาง
คือ ‘ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ’
ทางใจบางครั้งเกิดจากสัญญาทำงานก่อน
ผุดอะไรขึ้นมานิดหนึ่งสัญญาทำงาน สังขารปรุงต่อ…คิดขึ้นมาแล้ว
เช่น ผุดหน้าคนนี้ขึ้นมาปุ๊บ…คนนี้เคยทำร้ายเรา ความโกรธก็เกิดขึ้นแล้ว
มันคือผัสสะทางใจ แล้วผัสสะทางใจเยอะที่สุด
บางครั้งเรื่องเกิดขึ้นตอนเช้าเราโกรธตอนนั้นแล้ว…
ตอนบ่ายเรานึกขึ้นมาได้ เราก็โกรธอีก
เพราะฉะนั้นผัสสะมันจะมาได้ 6 ทาง ผัสสะกระทบมาที่อนุสัย
อนุสัยมันจะปรุงทำงานขึ้นมาเป็นกิเลส
สิ่งที่ต่างกันของพวกเราทุกคนก็คือ ทุกคนอนุสัยไม่เท่ากัน
สะสมมาไม่เหมือนกัน เพราะทุกคนมีทางเดินในสังสารวัฏที่แตกต่างกัน
ฉะนั้นแต่ละคนนะไม่มีใครเหมือนใคร แทนที่กันไม่ได้
กิเลสแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จุดอ่อนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
ฉะนั้นเวลามันมีผัสสะกระทบอนุสัยทำงาน…กิเลสเกิดขึ้น
หน้าที่ของเราคือไม่คล้อยตามมัน ไม่ต่อต้านมัน ดูมันทำงาน
ดังนั้นโทสะเกิดขึ้นตามรู้ไปเลย ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง
โทสะเป็นอะไรที่ไม่ใช่ร่างกาย มีตัวที่รู้สึกอยู่
ให้แยกขันธ์ออกไปเป็นแต่ละส่วน แล้วดูแต่ละส่วนทำงาน
แล้วเราจะพบว่าตัวความโกรธเองนะ เวลาที่มันโกรธขึ้นมันก็ไม่คงที่หรอก
มันมีดีกรี มันก็เดี๋ยวมาก…เดี๋ยวน้อยอะไรอย่างนี้ เราเรียนรู้ไป
เราจะได้เดินปัญญาไปกับตัวกิเลสตัวนี้ด้วย
เพราะว่ากิเลสอยู่ในกองสังขารขันธ์
มันก็ตกอยู่ใต้กฏของไตรลักษณ์เหมือนกัน
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
©มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
เราห่วงเขา เราห่วงเนี่ย...มันก็เป็นกิเลสของเราแล้ว
จริงๆ แล้วหน้าที่ของเราต่อคนรอบข้าง
คือเราช่วยเหลือเต็มที่ เท่าที่เราช่วยได้แล้วก็หมดหน้าที่แล้ว
แต่ถ้าเขายังไม่ดีอย่างที่เราอยาก แล้วเราไปอยาก
การที่เราอยากเราก็ทุกข์ตั้งแต่เราเริ่มอยากแล้ว
จริงๆ แล้วอยากปุ๊บ...จะสังเกตเห็นนะ ตรงที่เราอยาก
ใจเราจะมีน้ำหนัก แล้วใจเราก็ทุกข์ตั้งแต่อยากแล้ว
สมมุติอยากให้เขาดีแล้วเขาไม่ดี
พูดง่ายๆ นะว่าเราเข้าไปแก้ไขอะไรไม่ได้เลย
สมมุติเราช่วยเหลือเต็มที่แล้วใช่ไหม ส่วนเขาจะดีไม่ดี
ปัจจัยที่เขาจะดีไม่ดีมันไม่ได้ขึ้นกับเรา มันขึ้นกับเขา
ขึ้นกับคนที่รอบข้างเขาอีกส่วนหนึ่ง...ใช่ไหม
ซึ่งปัจจัยอื่นๆ เราควบคุมไม่ได้
ควบคุมไม่ได้ แล้วเราพยายามที่จะอยาก
เรากำลังอยากในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
มันเหมือนเราต้องประเมินน่ะ ว่าเราทำได้แค่นี้ แล้วหมดหน้าที่แล้ว
ถ้าเราอยากเกินหน้าที่ เรากำลังอยากในสิ่งที่ไม่เป็นจริง
คือเหตุมันไม่ตรงกับผลนะ
เนี่ย...เราเป็นอะไรนะ เราเป็นปัญญาชน เราเรียนหนังสือมาเยอะ
จริงๆ มันคือง่ายๆ เลย เหตุกับผลต้องตรงกัน
ความอยากของเรามันไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ
แล้วมันก็ไม่ได้ขึ้นกับความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นความอยากของเรา ความห่วงของเรานี่นะ
ไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเลย อันที่ 1 ไม่ช่วยให้ดีขึ้น
อันที่ 2 ทำให้เรามีความทุกข์ ทำให้เราแย่ลงด้วย
เพราะฉะนั้น ‘ความห่วง’ ตัวนี้นะ มันเป็นส่วนเกิน
เป็นส่วนเกินที่ถ่วงรั้งเรา เป็น ‘กิเลส’
ต้องท่องไว้เเบบนี้ด้วยนะ...ว่าเป็นกิเลส
ความห่วงเกิดขึ้นรู้ทันไปเลย ใจเราหนัก...ความรู้สึกห่วงอยู่ตรงนี้
ร่างกายก็ส่วนหนึ่ง ความห่วงอยู่ตรงนี้ มีตัวที่รู้สึกอยู่
ให้แยกไปเลย...แยกเป็นส่วนๆ แล้วสังเกตไปนะ
ความห่วงตัวนี้ก็ไม่คงที่ เดี๋ยวห่วงมาก เดี๋ยวห่วงน้อย
แล้วเราดูไตรลักษณ์ไป รู้ตรงๆ ไปเลย
พอความรู้สึกที่ใจเราไม่มีความสุขขึ้นมา ดูตรงๆ ไปเลยว่า
ความรู้สึกตัวนี้ถูกรู้ ความรู้สึกตัวนี้ไม่คงที่นะ ให้ดูตรงๆ ไป
คือทุกคนมีกรรมของตัวเอง
พวกเราเนี่ย...สมมุติว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
เราก็มีหน้าที่ ที่จะดูแลช่วยเหลือเขาเต็มที่ เต็มกำลังเราได้แค่นี้แหละ
แต่เขาจะเป็นยังไง มันขึ้นกับกรรมของเขาด้วย
คุณแม่ชีอรนุช สันตยากร
วัดสวนสันติธรรม จังหวัดชลบุรี
11 ธันวาคม 2565
ณ บ้านจิตสบาย
© มูลนิธิสื่อธรรมหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ที่มาคลิปเต็ม: https://youtu.be/zuZHKWvBhbI
หรือติดตามได้ที่: https://jitsabuy.com/articles/orn/
ช่องทางการติดตามสื่อธรรมะและข่าวสารบ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ:
Website - www.jitsabuy.com
YouTube - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
Facebook - บ้านจิตสบาย สถานเรียนรู้สู่ความรู้แจ้งอริยสัจ
LINE - @baanjitsabuy
Instagram - @baanjitsabuy
TikTok - @baanjitsabuy
From the publisher's feed