พระธรรมเอสเธอร์เป็นพระธรรมที่น่าตื่นเต้นและแปลกประหลาดเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นประมาณ 100 ปีหลังจากที่อิสราเอลพลัดถิ่นฐาน
โดยเน้นที่ชุมชนชาวยิวในเมืองสุสา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณ ตัวละครหลักคือโมรเดคัยและเอสเธอร์ หลานสาวของเขา รวมถึงกษัตริย์เปอร์เซียและฮามาน ข้าราชการผู้ชั่วร้าย
จุดที่แปลกประหลาดที่สุดคือ พระธรรมเล่มนี้ไม่กล่าวถึงพระเจ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เป็นเทคนิคที่ชวนให้ผู้อ่านมองหากิจของพระเจ้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีเรื่องบังเอิญและการหักมุมมากมาย
เรื่องเริ่มต้นด้วยการปลดราชินีวัชที ทำให้ต้องเฟ้นหาราชินีองค์ใหม่
เอสเธอร์ปกปิดเชื้อชาติยิวและได้รับเลือก
ต่อมา ฮามานได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงสุดและบังคับให้ทุกคนคุกเข่า โมรเดคัยปฏิเสธที่จะคุกเข่า ทำให้ฮามานโกรธมาก
เมื่อฮามานรู้ว่าโมรเดคัยเป็นยิว
เขาได้กลี้ยกล่อมกษัตริย์ให้ออกกฤษฎีกาทำลายชาวยิวทั้งหมดในอาณาจักร ฮามานจับสลากที่เรียกว่า "ปูร" เพื่อหากำหนดวันที่จะกวาดล้าง โมรเดคัย
และเอสเธอร์จึงกลายเป็นความหวังเดียวของชาวยิว โมรเดคัยหนุนใจเอสเธอร์ให้เข้าหากษัตริย์เพื่อขอให้ยกเลิกกฤษฎีกา
แม้ว่าการเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับเรียกจะเสี่ยงถึงตาย เอสเธอร์ตัดสินใจอย่างกล้าหาญ
เหตุการณ์พลิกผันครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์ทรงบรรทมไม่หลับและสั่งให้อ่านบันทึกพงศาวดาร ทรงได้ยินเรื่องที่โมรเดคัยเคยช่วยชีวิตพระองค์ไว้
เช้าวันต่อมา ฮามานมาขอให้ประหารโมรเดคัย
แต่กษัตริย์กลับสั่งให้ฮามานนำโมรเดคัยแห่เกียรติยศต่อสาธารณะ
ที่งานเลี้ยงครั้งที่สอง เอสเธอร์เปิดเผยเชื้อชาติของตนและแผนร้ายของฮามาน
กษัตริย์กริ้วมากและสั่งประหารฮามานบนตะแลงแกงที่ฮามานเตรียมไว้สำหรับโมรเดคัย
แม้กฤษฎีกาเดิมจะยกเลิกไม่ได้ แต่เอสเธอร์และโมรเดคัยได้รับอนุญาตให้ออกกฤษฎีกาใหม่ ให้ชาวยิวมีสิทธิ์ป้องกันตัวและตอบโต้ศัตรูได้ในวันกำหนด
ชาวยิวจึงมีชัยชนะและได้รับการช่วยกู้จากการพินาศ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้ เอสเธอร์และโมรเดคัยได้ตั้งงานฉลองประจำปีขึ้น เรียกว่า "ปูริม" ตามชื่อสลากของฮามาน
พระธรรมเอสเธอร์แสดงให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์ที่พระเจ้าดูเหมือนไม่อยู่ด้วย หรือเมื่อประชากรของพระองค์ไม่ซื่อสัตย์ต่อบทบัญญัติ พระองค์ก็ยังทรงทำการอยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์อันยุ่งเหยิงของมนุษย์ และสามารถใช้การกระทำของผู้ที่มีความคลุมเครือทางศีลธรรมเพื่อให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จได้ พระธรรมนี้จึงเชิญชวนให้เชื่อในการครอบครองของพระเจ้า แม้ในช่วงเวลาที่เรามองไม่เห็นกิจของพระองค์ และให้ความหวังว่าพระเจ้าทรงทุ่มเทเพื่อไถ่โลกของพระองค์เสมอ