๑. มหาอำนาจแผ่นชิปยังไม่พอ ไต้หวันดันแผนขยับฐานะเป็น มหาอำนาจเทคโนชีวภาพ
ปัจจุบันกล่าวได้ว่า ไต้หวันได้ขยับฐานะเป็น “มหาอำนาจแผ่นชิป” ของโลกอย่างเต็มตัว หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การผลิตแผ่นชิปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นชิปที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ขาดแคลนอย่างหนัก จนประเทศยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ต่างร้องขอความช่วยเหลือให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวจากรัฐบาลไต้หวัน เหตุที่ขาดแคลนแผ่นชิปอุตสาหกรรมรถยนต์เนื่องจากในช่วงระบาดโควิด-19 ทั่วโลกต่างต้องการแผ่นชิปเพื่อใช้ในการติดต่อทางไกลทั้งทำงานที่บ้าน เรียนที่บ้าน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้ต้องเร่งผลิตแผ่นชิปเหล่านี้ และลดการผลิตแผ่นชิปอุตสาหกรรมรถยนต์ลง กลายเป็นช่องโหว่การขาดแคลนแผ่นชิปดังกล่าวข้างต้น
ตอนนี้ รัฐบาลไต้หวันได้วางแผนการที่จะพัฒนาไต้หวันให้กลายเป็น “มหาอำนาจเทคโนชีวภาพและการผลิตยา” เพื่อยืนอยู่บนลำแข้งของตนเอง โดยได้พิจารณาจัดทำร่างกฎหมายส่งเสริมพัฒนาเทคโนชีวภาพและการผลิตยาชนิดใหม่ ซึ่งจะส่งเข้าสู่การพิจาณาของสภาบริหารและประกาศใช้ในราวปีใหม่ที่จะถึงนี้ หรือ CDMO สาระสำคัญก็คือการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีต่าง ๆ ซึ่งร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะมีอายุนานถึง 10 ปี จนถึงสิ้นปี 2031
สำหรับสิทธิพิเศษด้านภาษีก็มีหลายลักษณะ อาทิ ผู้ประกอบการที่ลงทุนเพิ่มเติมเพื่อซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์หรือระบบใหม่มูลค่า 10-1000 ล้าน มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีการค้าในปีภาษีนั้น 5% หรือแบ่งลดหย่อน 3% เป็นเวลา 3 ปี แต่ต้องไม่เกินภาษีการค้าของปีภาษีนั้น ๆ 30% ส่วนการลงทุนในฐานะส่วนบุคคลหากถือหุ้นมากกว่า 1 ล้านเหรียญไต้หวันครบ 3 ปี มีสิทธินำมาลดหย่อนภาษีเงินได้ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นเวลา 2 ปี แต่ไม่เกินปีละ 5 ล้านเหรียญไต้หวัน
การให้สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิจัยยาชนิดใหม่ ๆ และเทคโลโลยีชีวภาพ รวมถึงการรับจ้างผลิตด้วยหรือไม่ ซึ่งบางส่วนตั้งแง่ว่า การรับจ้างผลิตจะมีการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคนิคของไต้หวันหรือไม่ สมควรที่จะได้สิทธิพิเศษเหล่านี้หรือไม่ แต่ร่างแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ ได้รวมเอาส่วนของการรับจ้างผลิตยาใหม่ ๆ เข้าไปด้วย และยังครอบคลุมถึงการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง การแพทย์รีไซเคิล การแพทย์ที่มีความแม่นยำ การแพทย์ดิจิทัล และผลิตภัณฑ์ยุทธศาสตร์อื่น ๆ ซึ่งเมื่อถึงเวลาพิจารณากันอย่างจริงจังคงมีการถกเถียงกันพอสมควรเพื่อหาข้อสรุปเพื่อให้ไต้หวันก้าวสู่ “มหาอำนาจเทคโนชีวภาพและการผลิตยา”
๒. คูปองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 เท่า เสริมพลังด้วยด้วยคูปองชนิดต่าง ๆ ทั้งแบบต้องและไม่ต้องจับสลาก
คูปองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 เท่า ที่กำลังจะเริ่มแจกจ่ายกันตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป รัฐบาลเตรียมเสริมพลังด้วยคูปองหลากหลายชนิดมาเสริมทัพ ทั้งคูปองอาหาร คูปองเกษตร คูปองกีฬา ฯลฯ รวมกว่า 8 รายการ แต่จะต้องเป็นคูปองในรูปของคูปองดิจิทัลเท่านั้น ส่วนคูปองกระดาษก็หมดสิทธิ เพื่อเสริมพลังดันยอดการบริโภคในช่วงของการใช้คูปองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 เท่าให้พุ่งกระฉูดหวังดัน จีดีพี ปีนี้ทะลุ 6% ตามความคาดหวังของรัฐบาล รวมทั้งดันยอดการใช้แบบดิจิทัลให้พุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 20%
โดยในส่วนของคูปองเสริมเพื่อนำไปใช้จ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร จะมีจำนวนทั้งสิ้น 4 ล้านใบ ๆ ละ 500 โดยไม่ต้องจับสลาก แต่จะแจกให้สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนตามลำดับก่อนหลัง แต่เฉพาะที่ใช้เป็นคูปองดิจิทัลเท่านั้น คาดว่า ในส่วนนี้จะอัดเม็ดเงินเข้าตลาดได้ถึง 4000 ล้านเหรียญไต้หวัน
การแจกคูปองเสริมประเภทต่าง ๆ เฉพาะผู้ใช้คูปองแบบดิจิทัล เนื่องจากปีที่แล้ว มีผู้ใช้คูปอง 3 เท่า แบบดิจิทัลเพียง 8% เท่านั้น ปีนี้รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้มีผู้ใช้คูปองดิจิทัลให้ได้ 20% ของผู้รับคูปองทั้งหมด ซึ่งหากคำนวนจากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน ก็จะมีผู้ใช้แบบดิจิทัลเกินกว่า 4 ล้านกว่าราย เพราะฉะนั้นจึงต้องเสริมด้วยคูปองค่าอาหาร ดึงดูดผู้คนมาใช้คูปองดิจิทัล โดยคูปองดิจิทัลนี้ สามารถนำไปจับจ่ายได้ทั้งอาหารการกิน เบเกอรี่ ตลาดสด ตลาดไนท์มาร์เก็ต
นอกจากนี้ ในส่วนของคูปองเกษตรใบละ 888 เหรียญไต้หวัน แบ่งใช้ได้ โดยจะแบ่งจับสลากเป็น 2 ครั้ง ผู้ลงทะเบียนในแต่ละครั้งจะใช้วิธีจับสลากเป็นรุ่น ๆ ผู้ที่พลาดโอกาสครั้งแรกก็ยังมีโอกาสลุ้นอีกรอบพร้อมกับผู้ลงทะเบียนรอบใหม่ ลงทะเบียนยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะมีโอกาสมากเท่านั้น ส่วนจะเริ่มลงทะเบียนและจับสลากเมื่อใด จะประกาศให้ทราบอีกครั้ง
คูปองเกษตรรุ่นแรกจับสลากผู้โชคดี 8.8 แสนราย รุ่นที่ 2 อีกจำนวน 5.5 แสนราย ใช้ได้ระหว่างเดือน ต.ค. ถึงเดือนเม.ย.ปีหน้า อย่างไรก็ดี ผู้โชคดีที่ได้คูปองรอบแรกไปแล้วจะต้องนำใบเสร็จรวม 1000 เหรียญไต้หวัน จึงจะมีสิทธิร่วมจับสลากรอบ 2 ได้ โดยจะจับสลากในช่วงตรุษจีนปี 2022
คูปองเสริม 8 ชนิด แจก ๆๆๆ เสริมพลังคูปอง 5 เท่า
๓. คูปอง 5 เท่า ส่งผลผู้ประกอบการว่า 46% จะเพิ่มการจ้างงาน
คูปองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 เท่า ที่รัฐบาลกำลังจะนำออกแจกจ่ายให้แก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งบริษัททรัพยากรมนุษย์ ได้เปิดเผยผลการสำรวจเกี่ยวกับการเพิ่มการจ้างงานเพื่อรับมือกับกระแสการบริโภคที่อาจพุ่งทะลุเพดาน พบว่า 46.6% มีแผนการเพิ่มการจ้างงานและขยายกิจการ ทั้งภาคการผลิต และโรงแรมที่พัก การรักษาพยาบาล และร้านอาหารเครื่องดื่ม
เว็บไซต์ yes123 สำรวจด้วยแบบสำรวจทั้งสิ้น 1328 ราย และ946 บริษัท พบว่า 46.6% กำลังเตรียมแผนจ้างพนักงานเพิ่ม เพื่อรับมือกับกระแสการบริโภคที่มาพร้อมกับการแจกคูปอง 5 เท่า ในจำนวนนี้จะเป็นการจ้างแบบฟูลไทม์ 24% ส่วนอีก 22.6% จะเป็นการจ้างลูกจ้างชั่วคราว
คูปองกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 เท่า
๔. ส่งออกไต้หวันเดือน ส.ค. พุ่งต่อเนื่องทุบสถิติรายเดือนอีก ส่วนนำเข้าทะลวงหลักล้านล้านเป็นครั้งแรก
กระทรวงการคลังไต้หวัน ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติการส่งออกและนำเข้าประจำเดือน ส.ค. 64 ระบุว่า การส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 3.955 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุบสถิตรายเดือน และมีการเติบโตถึง 26.9% ต่อปี พุ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ส่วนการนำเข้าก็พุ่งสูงขึ้นถึง 46.3% มูลค่ารวม 3.608 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่การนำเข้าทะลวงหลักล้านล้านเหรียญไต้หวัน ทุบสถิติทั้งสองรายการ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังไต้หวันประมาณการณ์ว่า ในเดือน ก.ย. การส่งออกจะยังคงมีการเติบโตในระดับเลข 2 หลัก ซึ่งมีโอกาสที่จะได้เห็นยอดส่งออกรายเดือนทะลวงเกินกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 ของปีนี้
สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ อะไหล่อิเล็กทรอนิกส อุปกรณ์ไอที และอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ โลหะพื้นฐานและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ล้วนทุบสถิติรายเดือนทั้งสิ้น ส่วนเครื่องจักรกล เนื่องจากอานิสงส์จากดีมานด์การผลิตแบบอัตโนมัติเริ่มฟื้นตัวขึ้น ดึงยอดการส่งออกรายเดือนทำสถิติสูงสุดใหม่ เพิ่มขึ้นต่อปีถึง 39.6% ยอดสะสม 8 เดือนแรกของปีนี้ สินค้าสำคัญเพิ่มขึ้นประมาณ 20-50% โดยมีสินค้าพลาสติกเป็นพระเอกที่นำโด่งเติบโตถึง 47.9%
คุณไช่เหม่ยน่า อธิบดีกรมสถิติ กระทรวงการคลังไต้หวัน เปิดเผยว่า เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นากรส่งออกหรือนำเข้า ฮอทสุด ๆ โดยการส่งออกพุ่งต่อเนื่อง 14 เดือน ส่วนการนำเข้าก็พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง 10 เดือน และทำยอดสูงสุดรายเดือนด้วย โดยมีสาเหตุสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวเร็วขึ้น ทำให้สินค้าในสต๊อกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 2. ความเร็วในการคำนวนของระบบ 5จี กระตุ้นให้เกิดโอกาสด้านธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ ๆ 3. เกิดกระแสการสต๊อกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริโภคใหม่ ๆ ขึ้น และ 4. ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับซัพพลายเชนยังคงตึงตัวไม่ผ่อนคลายลงแต่อย่างใด
๕. อาจเป็นเรื่องเศร้า! 60% ภาคเอกชนอาจไม่ขึ้นค่าจ้างตามการขึ้นเงินเดือนข้าราชการของรัฐบาล
รัฐบาลไต้หวันกำลังวางแผนและพิจารณาเกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการพลเรือน ทหาร และครู ในปีงบประมาณหน้า เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนขึ้นค่าจ้างให้แก่พนักงานของตน แบ่งปันผลสำเร็จที่ได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทั่วถึง แต่จากการสำรวจของบริษัททรัพยากรมนุษย์พบว่า ถึงแม้ภาครัฐจะขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ทหารและครู แต่ก็มีธุรกิจถึง 57% เห็นว่า บริษัทตนจะไม่ขึ้นเงินเดือนตามรัฐบาล โดยจะพิจารณาตามผลประกอบการของบริษัท การดึงบุคลากรให้ทำงานกับตนต่อไป รวมทั้งบนพื้นฐานของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตลอดจนท่าทีของเจ้าของกิจการด้วย
คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำจะเปิดการประชุมในไตรมาส 3 บริษัททรัพยากรมนุษย์ 104 ได้สำรวจฝ่ายบุคคลของภาคเอกชนจำนวนกว่า 1200 ราย พบว่า 65% คาดว่าจะมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างรายเดือนปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 2.33% จากเดิม 24000 เป็น 24559 เหรียญไต้หวัน/เดือน เพิ่มขึ้น 559 เหรียญไต้หวัน/เดือน ส่วนค่าแรงรายชั่วโมงจะปรับเพิ่มจากชั่วโมงละ 160 เป็น 164 เหรียญไต้หวัน
หากมีการปรับเงินเดือนข้าราชการในปีหน้าจริง ผู้บริหารของภาคเอกชน 57% เห็นว่า บริษัทจะไม่มีการขึ้นเดือนตามไปด้วย และเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขการขึ้นเงินเดือนพนักงานแล้ว จะคำนึงถึงผลประกอบการของบริษัทเป็นหลักถึง 70% รองลงมาจะคำนึงถึงการดึงบุคลากร ท่าทีของเจ้าของ ค่าจ้างขั้นต่ำ และความสามารถในการแข่งขันในตลาด ส่วนการปรับขึ้นลงของเงินเดือนในระยะยาว 104 วิเคราะห์ข้อมูลเงินเดือนของผู้สมัครงานจำนวน 5 ล้านราย พบว่า ในช่วงปี 2011-จนถึงครึ่งแรกของปี 2021 ภาคการผลิต 62 ประเภท มีการปรับขึ้นเงินเดือนโดยเฉลี่ย 13% เมื่อหักกลบลบอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะเหลือประมาณ 10% เงินเดือนมีการปรับเพิ่มขึ้นจริง ๆ เพียง 2.3% เท่านั้น