1. ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 12,587 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน ภาคการผลิตอนุมัติ 5,001 คน แรงงานไทยได้รับการว่าจ้างในสัดส่วนสูงสุด 1,170 คน
โครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือโครงการแรงงานกึ่งฝีมือที่กระทรวงแรงงานผลักดันมาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2565 โดยตั้งเป้า 8 ปี อนุมัติ 80,000 คน หวังลดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือ อนุญาตให้อยู่ทำงานโดยไม่ถูกจำกัดระยะเวลาการทำงานและมีสิทธิ์เหมือนล่ามทุกประการ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้ว 1 ปี 3 เดือน ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุญาตมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
สวี่หมิงชุน (ที่ 4 จากซ้าย) รมว. กระทรวงแรงงานตรวจยี่ยมไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง ถ่ายภาพร่วมกับแรงงานไทย (ภาพจากกระทรวงแรงงาน)
จากสถิติพบว่า ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 มีนายจ้างยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 15,709 คน เป็นนายจ้างในภาคการผลิต 6,470 คน ภาคสวัสดิการหรือผู้อนุบาล 9,234 คน กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือไปแล้ว 12,592 คน แบ่งเป็นผู้อนุบาล 7,586 คน ภาคการผลิต 5,001 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 1,558 คน อันดับ 2 เป็นแรงงานฟิลิปปินส์ 1,436 คน อันดับ 3 คือแรงงานไทย 1,170 คน อันดับ 4 คือแรงงานอินโดนีเซีย 837 คน แต่หากเทียบกับจำนวนแรงงานของแต่ละชาติแล้ว แรงงานเวียดนามที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวนสูงถึง 231,817 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้วจำนวน 1,558 คน คิดเป็นอัตราส่วน 0.67% แรงงานฟิลิปปินส์ มีจำนวน 124,311 คน ได้รับอนุมัติ 1,436 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1.15% แรงงานไทยที่ทำงานในภาคการผลิตมีจำนวน 67,900 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 1,170 คน คิดเป็นอัตราส่วน 1.72% ส่วนอินโดนีเซียมี 88,115 คน ได้รับอนุมัติ 837 คนคิดเป็นอัตราส่วน 0.95% แสดงว่าแรงงานไทยในภาคการผลิต ได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากกว่าเวียดนาม 3 เท่า มากว่าอินโดนีเซีย ประมาณ 2 เท่า และมากว่าฟิลิปปินส์ประมาณ 1.5 เท่า
แรงงานไทยของ บ.เซิ่งไท่ (CLC Industrial) ที่เขตเหรินเต๋อ นครไถหนาน ได้รับเสียงชื่นชมจากนายจ้าง
จากตัวเลขแสดงว่า แรงงานไทยได้รับการว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือในสัดส่วนที่สูง นอกจากเป็นแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในไต้หวันกับนายจ้างเดิมได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือในอัตราส่วนที่สูงแล้ว จำนวนตัวเลขที่อดีตแรงงานไทยที่เดินทางกลับประเทศไปแล้ว และนายจ้างว่าจ้างให้กลับมาทำงานในตำแหน่งแรงงานกึ่งฝีมือด้วยอัตราค่าจ้าง 35,000 เหรียญไต้หวันก็สูงกว่าทุกชาติด้วย ทั้งนี้จากตัวเลขที่นายจ้างไต้หวันยื่นขออนุญาตรับรองเอกสารขอว่าจ้างอดีตแรงงานไทยต่อสำนักงานแรงงานไทยมากกว่า 200 คน
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างในไทเป
ในส่วนของภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาลในครัวเรือน ได้รับการอนุมัติแล้ว 3,690 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซียมากที่สุด 2,882 คน ฟิลิปปินส์ 569 คน เวียดนาม 209 คน ผู้อนุบาลไทย 30 คน แม้จะมีจำนวนน้อยเป็นอันดับ 4 แต่หากคิดจากยอดจำนวนผู้อนุบาลไทยที่มีเพียง 440 คน ได้รับอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 30 คน มีอัตราส่วน 6.82% ก็สูงกว่าอินโดนีเซียที่มีอัตราส่วนได้รับการอนุมัติเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ 1.7% ฟิลิปปินส์ 0.45% และเวียดนาม 0.77%
แรงงานไทยในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เถาหยวน
กระทรวงแรงงานย้ำว่า การที่นายจ้างยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนให้กลายเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จะช่วยให้แรงงานต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติมีสถานะเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำงานในไต้หวันเหมือนอย่างแรงงานต่างชาติทั่วไป ขณะที่นายจ้างไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ต้องชำระเดือนละ 2,000-3,500 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น
นางสาวประภาวดี แก้วศิริพงษ์ (ที่ 2 จากขวามือ) ผอ. สำนักงานแรงงาน ไทเป เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีและได้มอบเงินรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่แรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นนครเถาหยวน ปี 2565
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายไว้ว่า ก่อนปี พ.ศ. 2573 จะอนุมัติการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือจำนวน 80,000 คน หรือปีละประมาณ 10,000 คน ในช่วงแรกได้รับผลกระทบจากมาตรการอนุญาตให้มีการขยายระยะเวลาทำงานในไต้หวันจาก 12 ปี หรือ 14 ปีออกไป รวมสะสมแล้วเป็นเวลา 3 ปี ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 แต่มาตรการขยายเวลาต่อสัญญาดังกล่าวสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อ 31 ธันวาคม 2565 ส่งผลให้นายจ้างที่รอดูท่าที เริ่มมีการเคลื่อนไหวยื่นขอว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือมากขึ้น ยอดจำนวนการยื่นขอว่าจ้างและตัวเลขการอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. ชาวต่างชาติเข้ามอบตัวช่วงลดหย่อนโทษกว่า 14,000 คน แต่ตำรวจถอดใจตัวเลขชาวต่างชาติผิดกฎหมายเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานเวียดนามครองสัดส่วนกว่า 60%
เพื่อจะลดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่เพิ่มพรวดพราดใน 2- 3 ปีมานี้ โดยมียอดพุ่งสูงกว่า 82,000 คน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยผลักดันโครงการลดหย่อนโทษให้ชาวต่างชาติที่พำนักในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัว ช่วงระหว่าง 1 ก.พ.-30 มิ.ย. 66 เสียค่าปรับในอัตราต่ำสุด 2,000 เหรียญ ไม่ถูกกักกัน และไม่ติดแบล็กลิสต์ ปรากฏว่า มีแรงงานและชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัวและเดินทางกลับประเทศแล้ว 14,004 คน แต่สิ่งที่ทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองต้องท้อแท้ก็คือ แม้จะมีผู้เข้ารายงานตัวในตัวเลขที่สูง แต่หลังสิ้นสุดโครงการ ตัวเลขแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ยังไม่ถูกตรวจพบกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นว่าก่อนเริ่มโครงการลดหย่อนโทษเสียด้วยซ้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวอย่างถอดใจว่า หากไม่มีการแก้ปัญหาการหลบหนีในเชิงนโยบาย ต่อให้ตรวจจับที่ปลายเหตุอย่างไรก็ไม่หมด
ตำรวจ ตม. ที่เกาสง ตรวจเข้มไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน จับแรงงานผิดกฎหมายชาวเวียดนามได้ 12 คน อินโดนีเซีย 8 คน นายจ้างที่ว่าจ้าง 5 คนและนายหน้าเถื่อนอีก 2 คน
จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โครงการลดหย่อนโทษช่วงเวลา 5 เดือน ระหว่าง 1 ก.พ.-30 มิ.ย. 66 มีการส่งกลับชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมาย 21,932 คน ในจำนวนนี้ตรวจพบ 7,928 คน ส่วนผู้เข้ารายงานตัว ซึ่งจะได้รับการลดหย่อนโทษเสียค่าปรับในอัตราต่ำสุด เพียง 2,000 เหรียญ ไม่ถูกกักกัน และไม่ถูกจำกัดการเดินทางเข้าไต้หวันหรือไม่ติดแบล็กลิสต์ มีแรงงานและชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัว 14,004 คน แต่ก่อนเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 มีแรงงานหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบจำนวน 80,643 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการเมื่อ 30 มิถุนายน ตัวเลขแรงงานผิดกฎหมายที่ยังไม่ถูกตรวจพบกลับเพิ่มเป็น 82,822 คน เท่ากับเพิ่มขึ้นอีก 2,179 คน
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่ไถหนานตรวจจับแรงงานผิดกฎหมายในไซต์งานก่อสร้างได้ 26 คน
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองผู้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามกล่าวว่า การหลบหนีของแรงงานต่างชาติมาจากหลายสาเหตุ เช่นภาระหนี้สิน สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่ดี ไม่มีโอที ปรับตัวไม่ได้ ไม่มีใครช่วยแก้ปัญหาและปัญหาส่วนตัว โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อมาจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวให้แก่บริษัทจัดหางานก่อนการเดินทาง ทำให้เกิดการหลบหนีไปหางานทำที่มีรายได้ดีกว่า ปัญหานี้เด่นชัดที่สุดในแรงงานเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนการหลบหนีประมาณ 60% ของแรงงานผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้บริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวได้ในอัตรา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่จ่ายจริงมากกว่านี้ อย่างแรงงานเวียดนามที่เดินทางมาทำงานในภาคการผลิต จะต้องจ่ายค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางานตั้งแต่ 4,500-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตกประมาณ 140,000-250,000 เหรียญไต้หวัน เงินจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ต้องกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยสูง เมื่อเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันจะต้องชำระดอกเบี้ยและเงินต้นทุกเดือน หากโรงงานไม่มีโอทีทำ จะทำให้มีแรงกดดันสูง เมื่อมีคนชักชวนมักจะหลบหนีโดยคิดจะไปหางานที่มีรายได้ดีกว่า
โครงการลดหย่อนโทษช่วงเวลา 5 เดือน ระหว่าง 1 ก.พ.-30 มิ.ย. 66 มีแรงงานและชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัว 14,004 คน
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า ในบรรดาแรงงานต่างชาติที่หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือแรงงานเวียดนาม นอกจากครองสัดส่วนการหลบหนีสูงถึง 60% ยังมักจะรวมกลุ่มตั้งเป็นแก๊งทำธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะค้ากาม ยาเสพติดหรือการพนัน และยังเข้าร่วมขบวนการผิดกฎหมายของชาวไต้หวัน กลายเป็นแก๊งมาเฟียที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม และเนื่องจากอำนาจในการอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติอยู่ที่หน่วยงานด้านแรงงาน นอกจากนี้ ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว นโยบายและกฎระเบียบต่าง ๆ อาจตามไม่ทัน ส่งผลให้แรงงานต่างชาติหลบหนีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีการทบทวนและหามาตรการป้องกันตั้งแต่ต้น ต่อให้เข้มงวดในการจับกุมอย่างไรหรือมีโครงการลดหย่อนโทษอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองซินจู๋วันเดียวตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย 12 คนและนายจ้างที่ว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 5 คน
3. ชาวบ้านผวา! 2 แรงงานอินโดนีเซียควงมีดไล่แทงเพื่อนร่วมชาติในสถานีรถไฟไทจงบาดเจ็บ 4 ราย ทำผู้โดยสารแตกตื่น
แฟนเพจชื่อดังในไทจง โพสต์ข้อความและคลิปกลุ่มแรงงานต่างชาติตะลุมบอนกันในสถานีรถไฟไทจง 2 แรงงานต่างชาติมือถือมีดไล่แทงแรงงานต่างชาติอีกกลุ่ม ทำเอาผู้โดยสารในสถานีแตกตื่นร้องเสียงกรี๊ดหลบหนีกันอุตลุด ตำรวจรับแจ้งเหตุรุดไปในที่เกิดเหตุทันที แรงงานต่างชาติทั้ง 2 กลุ่มเห็นตำรวจมาต่างแยกย้ายหลบเข้าไปในกลุ่มผู้โดยสาร และเนื่องจากขณะเกิดเหตุกล้องวงจรปิดในห้องโถงชั้นสองเกิดขัดข้อง ยังดีที่มีผู้โดยสารบางรายถ่ายคลิปเหตุการณ์ตะลุมบอนของแรงงานต่างชาติครั้งนี้เอาไว้ได้ อย่างไรก็ตามตำรวจจะตรวจสอบเพิ่มเติมจากกล้องวงจรปิดบริเวณทางเข้าออกและบริเวณโดยรอบของสถานีรถไฟ เพื่อจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
ภาพจากคลิปที่โพสต์ในสื่อโซเชียลไทจง แรงงานอินโดนีเซียถือมีดไล่แทงเพื่อนร่วมชาติในห้องโถงสถานีรถไฟไทจง ทำผู้โดยสารแตกตื่น
คลิปที่โพสต์ในแฟนเพจ เริ่มจากแรงงานต่างชาติกลุ่มหนึ่งเกิดการทะเลาะเสียงดังที่ห้องโถงชั้นสองของสถานีรถไฟไทจง ซึ่งเป็นทางออกผู้โดยสาร จากนั้นมีการผลักอก ชกต่อยและวิ่งหนี มีแรงงานต่างชาติ 2 คนมือถือมีดหน้าตาขึงขังไล่ตามหลังมา ทำเอาผู้โดยสารที่อยู่ในบริเวณเดียวกันแตกตื่น เนื่องจากไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น หลายคนคิดว่าเกิดเหตุเหมือนคนคลั่งไล่ฟันผู้โดยสารบนรถไฟ หนีกันอุตลุด ทำให้ห้องโถงสถานีรถไฟไทจงโกลาหลเป็นอย่างมาก ระหว่างนี้มีผู้โดยสารบางคนใช้มือถือบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ขณะที่บางคนโทรศัพท์แจ้งความ สถานีตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกลจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจรุดมายังที่เกิดเหตุ เมื่อเห็นรถตำรวจเท่านั้นแหละ แรงงานอินโดนีเซียทั้งหมดสลายตัวหายไปกับกลุ่มผู้โดยสาร
ภาพจากคลิปที่โพสต์ในสื่อโซเชียลไทจง แรงงานอินโดนีเซียถือมีดไล่แทงเพื่อนร่วมชาติในห้องโถงสถานีรถไฟไทจง ทำผู้โดยสารแตกตื่น
ตำรวจไทจงแถลงว่า วันที่เกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา แรงงานอินโดนีเซียกลุ่มหนึ่งประมาณ 6-7 คน ไปจับกลุ่มเจรจากันที่ห้องโถงชั้นสองสถานีรถไฟไทจง ไม่ทราบขัดแย้งเรื่องใดเกิดการทะเลาะวิวาทจนถึงขั้นไล่แทงกัน มีแรงงานอินโดนีเซียได้รับบาดเจ็บ 4 ราย หลังนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์ยืนยันว่า ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ทั้ง 4 ไม่ยอมเอาเรื่องกับคู่กรณีและไม่ยอมปริปากพูดถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ ตำรวจได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบ เพื่อตามจับแรงงานอินโดนีเซียมือถือมีดไล่แทงคนในที่สาธารณะทั้งสองมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพจากคลิปที่โพสต์ในสื่อโซเชียลไทจง แรงงานอินโดนีเซียถือมีดไล่แทงเพื่อนร่วมชาติในห้องโถงสถานีรถไฟไทจง ทำผู้โดยสารแตกตื่น
หลังเกิดเหตุการณ์ ทำเอาผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ผวา รวมถึงชาวเน็ตไต้หวันจำนวนมากที่ดูคลิปเหตุการณ์แล้วกล่าวว่า เป็นเรื่องน่ากลัว แม้แต่สถานีรถไฟก็ไม่ปลอดภัย เสนอต่อตำรวจว่า เนื่องจากแรงงานต่างชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรจะเพิ่มการตรวจตราตามบริเวณที่มีแรงงานต่างชาติไปชุมนุมหรือใช้บริการกันมาก ฝ่ายตำรวจตอบรับและย้ำว่า จะมีการตรวจเข้มและเพิ่มการกวาดล้างอาชญากรรม โดยเฉพาะการพกพาอาวุธมีคม อาวุธปืนและยาเสพติด เพื่อลดปัญหาที่อาจสร้างความไม่สงบสุขแก่สังคม
ก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไต้หวันเปิดเผยสถิติชาวต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมายและก่อคดีอาชญากรรม ช่วงระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2565 พบว่า มีชาวต่างชาติก่อคดีอาชญากรรม 3,707 คน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 เพิ่มขึ้น455 คน หรือเพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 13.99% จำนวนนี้ร้อยละ 94.77% หรือ 3,513 คนเป็นแรงงานต่างชาติจาก 4 ประเทศ ในจำนวนนี้ คดีก่ออันตรายต่อสาธารณะมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเมาแล้วขับ 1,197 คน หรือ 32.29% ตามด้วยคดียาเสพติด 583 คน ครองสัดส่วน 15.73% คดีฉ้อโกง 377 คน ครองสัดส่วน 10.17% และคดีลักทรัพย์ 371 คน ครองสัดส่วน 10.01%
ในจำนวนชาวต่างชาติที่ก่อคดีอาชญากรรม และถูกจับดำเนินคดี 3,707 คน มี 3,513 คนหรือ 94.77% เป็นแรงงานต่างชาติ หากจำแนกตามสัญชาติ แรงงานเวียดนามก่อคดีอาชญากรรมมากที่สุด 2,158 คน ครองสัดส่วน 58.21% ตามด้วยแรงงานไทย 492 คนครองสัดส่วน 13.27% แรงงานอินโดนีเซีย 422 คน ครองอัตราส่วน 11.38% ส่วนแรงงานฟิลิปปินส์ก่อคดีน้อยสุด 262 คนหรือ 7.07%
จำนวนผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมในกลุ่มแรงงานต่างชาติ หากคำนวณจากยอดจำนวนแรงงานของแต่ละชาติแล้ว แรงงานเวียดนามก่อคดี 0.841% แรงงานไทยก่อคดี 0.724% อินโดนีเซีย 0.164% ฟิลิปปินส์ 0.170% จะเห็นได้ว่าแรงงานไทยก่อคดีอาชญากรรมมากพอ ๆ กับแรงงานเวียดนาม ส่วนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก่อคดีและสร้างปัญหาน้อยสุด