1. เตือน! แรงงานผิดกฎหมายหรือชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า ค่าปรับเพิ่ม 5 เท่า จาก 2,000-10,000 เหรียญเป็น 10,000-50,000 เหรียญ เริ่ม 1 มี.ค. 67
กระทรวงมหาดไทยประกาศว่า กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ เริ่มใช้ในปีใหม่ 2567 โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ส่วนที่เป็นมาตรการเกี่ยวข้องกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ก่อน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ส่วนที่เป็นบทลงโทษจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป
ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเวียดนาม (หันหลัง) ไปยื่นเรื่องให้ลูกสาวสามารถอยู่อาศัยในไต้หวันอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่วันแรกที่ สตม. เปิดทำการในปีใหม่
สภานิติบัญญัติไต้หวันผ่านร่างกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับแก้ไขและเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 66 ทำเนียบประธานาธิบดีประกาศให้เป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ มีการแก้ไขกฎระเบียบคนเข้าเมืองทั้งหมด 63 มาตรา แก้ไขหรือเพิ่มกฎหมายลูก 15 ฉบับ จัดเป็นการแก้ไขเนื้อหากฎหมายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 24 ปี โดยส่วนที่เป็นการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ มีกฎหมายลูก 8 ฉบับ เช่น ผ่อนคลายกฎระเบียบของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่คู่สมรสชาวไต้หวันเสียชีวิตและมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว สามารถอยู่อาศัยในไต้หวันต่อไปได้ จากที่อดีต ต้องเดินทางกลับประเทศเท่านั้น เป็นการคุ้มครองสิทธิ์ในการอยู่กับบุตรของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ส่วนที่เป็นบทลงโทษ เช่น ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายหรืออยู่เลยกำหนด ผู้ให้ที่พักพิงหรือจัดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันเพื่อทำงานที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ฯลฯ ซึ่งมีกฎหมายลูก 7 ฉบับ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป
1 มี.ค. 67 เป็นต้นไป แรงงานผิดกฎหมายและชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า ต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 5 เท่า เริ่มต้นที่ 10,000-50,000 เหรียญ พร้อมถูกจำกัดการเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
นายหลินโย่วชาง รมว. กระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ ส่วนที่เป็นมาตรการที่เป็นมิตรและเกี่ยวข้องกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ อย่างเช่น ชาวต่างชาติที่แต่งงานกับชาวไต้หวัน และเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ได้รับอนุญาตพำนักอาศัยในไต้หวันอย่างถูกกฎหมาย ต่อมาคู่สมรสชาวไต้หวันเสียชีวิตหรืออย่า หากมีลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีการเลี้ยงดูลูกหรือปฏิสัมพันธ์กับลูก หรือกรณีที่ตกเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้เสียหายความรุนแรงในครอบครัว มีการจดทะเบียนหย่า แม้จะไม่มีลูก ไม่จำเป็นต้องผ่านการตัดสินหรือมีคำสั่งคุ้มครองจากศาล เพียงแต่มีใบถิ่นที่อยู่หรือมีบัตร ARC ก็สามารถอยู่อาศัยในไต้หวันต่อไปได้ ไม่เหมือนกับในอดีตที่หย่าแล้วต้องกลับประเทศ นอกจากนี้ ยังผ่อนปรนให้บุคคลไร้ทะเบียนบ้านและชาวต่างชาติขอถิ่นที่อยู่ในไต้หวันได้ง่ายขึ้น
ศูนย์บริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงไทเป
ด้านผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ ลดขั้นตอนการอนุญาตให้เดินทางมาพำนักอาศัยและทำงานที่ไต้หวันสะดวกขึ้น ช่วยให้ได้รับสถานะถิ่นที่อยู่ถาวรง่ายขึ้น (APRC) ที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติและแรงงานกึ่งฝีมือ จะต้องพำนักอาศัยในไต้หวันครบ 5 ปี แต่ละปีต้องอยู่เกิน 183 วันขึ้นไป จึงจะยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวรได้ แก้เป็นภายใน 5 ปี เฉลี่ยพำนักอาศัยในไต้หวันครบ 183 วันต่อปี ก็สามารถยื่นขอได้แล้ว และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาใหม่ เดิมกำหนดให้ต้องขอบัตรถิ่นที่หรือ ARC ภายในเวลา 15 วัน ขยายเวลาออกไปเป็น 30 วัน ส่วนนักศึกษาชาวต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวัน อนุญาตให้พำนักอาศัยเพื่อหางานทำเป็นเวลา 1 ปี สามารถขอต่อเวลาออกไปอีก 1 ปี รวมสามารถอยู่ได้ 2 ปี เป็นต้น
อาคารที่ทำการสำนักงานใหญ่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในกรุงไทเป
ในส่วนที่เป็นบทลงโทษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป เช่น แรงงานผิดกฎหมายและชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า เดิมเสียค่าปรับเริ่มต้นที่ 2,000 เหรียญ หากหลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดไม่เกิน 10 วัน จนถึงหลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดเกิน 91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับสูงสุด 10,000 เหรียญไต้หวัน เพิ่มโทษปรับเป็น 10,000-50,000 เหรียญ พร้อมจำกัดการเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
นักท่องเที่ยวไทยรายหนึ่งอยู่เลยกำหนด เข้ารายงานตัวที่ สตม. อี๋หลาน เมื่อเดือนเมษายน 2566 ได้รับความช่วยเหลือเดินทางกลับประเทศ โดยเสียค่าปรับในอัตราต่ำสุด 2,000 เหรียญ
ส่วนที่เป็นบทลงโทษใหม่ นายหน้าหรือบริษัทจัดหางานที่จัดให้ชาวต่างชาติทำงานที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การยื่นขอวีซ่า ต้องระวางโทษปรับเพิ่มเป็น 200,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน ให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างชาติเพื่อทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องเสียค่าปรับ 60,000-300,000 เหรียญ จัดให้ชาวต่างชาติลักลอบเข้าไต้หวัน หรือจัดให้ชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 1-7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศปลอมแปลงเอกสารการเดินทางเพื่อเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 90,000 เหรียญไต้หวัน
2. แค้นจัด! แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายไม่พอใจนายหน้าชาติเดียวกันอมค่าจ้าง 40,000 เหรียญ ควงมีดไล่ทวง แต่ไล่ไม่ทันตัวเองโดนจับก่อน
นายดิง อายุ 24 ปี แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย โกรธแค้นนายเล นายหน้าเถื่อนอมเงินค่าจ้างของตน 40,000 เหรียญ ทวงแล้วไม่เป็นผล เหมารถรับจ้างป้ายขาวจากซินจู๋ขึ้นเหนือไปยังบ้านเช่านายหน้าชาติเดียวกันที่เขตหลูโจว นครนิวไทเป นายเลไม่ยอมจ่ายแถมวิ่งหนี นายดิงควงมีดที่เตรียมไปไล่ตาม ทั้งสองวิ่งกันในซอยระยะทาง 250 เมตร ผลสุดท้ายนายเลที่เป็นนายหน้าหลบหนีไปได้ แต่นายดิง ทวงค่าจ้างไม่ได้แถมถูกตำรวจรวบตัวก่อน
กล้องวงจรปิดข้างทางจับภาพ แรงงานเวียดนามรายหนึ่งควงมีดไล่ตามคนชาติเดียวกัน บนถนนในเขตหลูโจว นครนิวไทเป แค้นที่โกงเงินค่าจ้าง 40,000 เหรียญ
เมื่อเวลา 21.00 น. เศษ วันที่ 21 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา มีชาวบ้านแจ้งความ แรงงานต่างชาติไล่แทงกันบนถนนในเขตหลูโจว นครนิวไทเป ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุ ไม่พบผู้ต้องหาใด ๆ จึงตรวจดูจากกล้องวงจรปิดข้างถนน พบชายสวมเสื้อขาวรายหนึ่งวิ่งหนีสุดชีวิต พลางเหลียวมองด้านหลังบ่อย ๆ ซึ่งมีชายอีกคนมือถือมีดไล่กวดตามมาในระยะห่างประมาณ 20 เมตร ชายที่วิ่งอยู่ด้านหน้าเกรงจะถูกแทง เห็นรถวิ่งผ่านไป 2 คัน วิ่งปาดหน้ารถคันที่สองไปอย่างหวาดเสียว ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงโทรศัพท์แจ้งความ หลังจากตรวจดูกล้องวงจรปิดทราบลักษณะสัณฐานและสีเสื้อผ้าของชายทั้งสอง ตำรวจจึงออกติดตามค้นหา 2 ชั่วโมงต่อมา สามารถจับกุมชายที่ควงมีดไล่ตามหลังได้ โดยได้รับการยืนยันจากชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์
นายเล (สวมเสื้อขาว) วิ่งปาดหน้ารถคันที่สองหนีไปได้อย่างหวาดเสียว ส่วนนายดิงที่ไล่ทวงหนี้ถูกจับในสองชั่วโมงต่อมา
ตำรวจนครนิวไทเปแถลงว่า ชายทั้งสองเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย ผู้ต้องหาที่ถูกจับคือ นายดิง อายุ 24 ปี เดินทางมาทำงานในไต้หวันเป็นเวลา 4 ปี แต่หลบหนีจากนายจ้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 หางานทำไปเป็นวัน ๆ มีคนแนะนำให้รู้จักกับนายเล อายุ 30 ปี ยึดอาชีพนายหน้าจัดหางานเถื่อน แนะนำงานให้นายดิงไปทำงานในโรงงานครอบครัวแห่งหนึ่งที่เมืองซินจู๋ นายเลเห็นว่านายดิงเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ไม่กล้าจะร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างผ่านตน จึงยึดไว้ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้นายดิง รวมเป็นเงิน 40,000 เหรียญ เมื่อนายดิงทราบว่า เงินค่าจ้างของตนน่าจะถูกยักยอก จึงสอบถามที่อยู่นายเลจากคนบ้านเดียวกัน ทราบว่าเช่าบ้านอยู่แถวเขตหลูโจว นครนิวไทเป จึงเหมารถรับจ้างป้ายขาวขึ้นเหนือไปตามหานายเล โดยเฝ้ารออยู่ที่หน้าบ้าน เมื่อนายเลกลับเข้าบ้านเช่าเห็นนายดิงมาทวงหนี้ถึงบ้าน ไม่ยอมจ่ายแถมยังวิ่งหนี นายดิงจึงชักมีดปลายแหลมที่เตรียมไว้แล้ว ไล่ตามนายเลด้วยอารมณ์แค้นจัด ทั้งสองวิ่งไล่กันระยะทางประมาณ 250 เมตร นายเลวิ่งปาดหน้ารถเก๋งที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงหลบหนีไปได้ด้วยความหวาดเสียว ทำให้นายดิงไล่ไม่ทัน ทวงค่าจ้างคืนไม่ได้ แถมยังถูกจับในเวลา 2 ชั่วโมงต่อมา
นายดิง แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายไม่พอใจนายหน้าชาติเดียวกันโกงค่าจ้าง 40,000 เหรียญ ควงมีดไล่ทวง แต่ไล่ไม่ทันตัวเองโดนจับก่อน
นายดิงให้การต่อตำรวจว่า ตนแค้นที่ถูกนายเล คนบ้านเดียวกันหลอกลวง ต้องการจะทวงเงินค่าจ้าง 40,000 เหรียญที่ถูกยักยอกไปเท่านั้น แต่นายเลหลบหน้าวิ่งหนีไม่ยอมจ่าย ตนจึงไล่ตาม ไม่มีเจตนาจะไล่ฆ่าแต่อย่างใด หลังสอบปากคำ ตำรวจควบคุมตัวนายดิง ส่งสำนักงานอัยการนิวไทเปดำเนินคดีข้อหาทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ส่วนนายเล ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป
3. จับอีก! 3 หนุ่มไทยถือฟรีวีซ่ารับจ้างขนเฮโรอีน 28 กก. เข้าไต้หวัน ก่อนเดินทางถูกกำชับระวังน้องหมาสนามบินเถาหยวน เข้าด่านตรวจโดนจับทันที
ชายไทย 3 ราย อายุระหว่าง 23-31 ปี ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว แต่จริง ๆ แล้วรับจ้างขนเฮโรอีนเข้าไต้หวัน ตกลงรับค่าจ้างคนละ 150,000 บาท แต่จ่ายล่วงหน้าก่อนคนละ 50,000 บาท ที่เหลือจ่ายหลังจากทำงานสำเร็จกลับถึงไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนซุกเฮโรอีนไว้ในกระเป๋าถือถักมือ 9.4 กก. น้ำหนักรวม 28 กก. ยัดไว้ในกระเป๋าสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง ขบวนการค้ายากำหนดให้ต้องส่งรูปถ่ายทุกครั้งที่ผ่าน 1 ด่าน และสั่งกำชับในกลุ่มไลน์ให้ระวังสุนัขตำรวจในสนามบินเถาหยวน แต่ยังไม่ทันเจอสุนัขดมกลิ่น ชายไทยทั้ง 3 ก็ถูกตำรวจท่าอากาศยานจับทันทีก่อนผ่านด่านศุลกากร สำนักงานอัยการเถาหยวนสืบสวนสอบสวนคดีแล้ว สั่งฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่าน ข้อหาขนส่ง ลำเลียงยาเสพติดให้โทษประเภท 1 มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิต ต้องปรับเพิ่ม 30 ล้านเหรียญไต้หวัน
หนุ่มไทย 3 ราย ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว รับจ้างขนเฮโรอีนน้ำหนักรวม 28 กกเข้าไต้หวัน ค่าจ้างคนละ 150,000 บาท แต่จ่ายล่วงหน้าก่อนคนละ 50,000 บาท ถูกจับหลังรับกระเป๋าสัมภาระที่สนามบินเถาหยวน
สำนักงานอัยการเถาหยวนชี้ในสำนวนฟ้องว่า ผู้ต้องหาชายไทยทั้ง 3 ได้แก่ นายทนงศักดิ์ สาธารณะ อายุ 31 ปี นายอานนท์ อ่วนแสง อายุ 27 ปี นายภักดี สิงห์กลาง อายุ23 ปี และชายไทยอีกรายชื่อย่อว่า J ได้รับการว่าจ้างจากสมาชิกเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยชายที่ใช้ชื่อว่า PARRY และ KIMBER มอบหมายให้ขนเฮโรอีนน้ำหนักรวม 28 กก. เข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวซึ่งได้รับการยกเว้นวีซ่า 14 วัน โดยตกลงให้ค่าตอบแทนคนละ 150,000 บาท แต่จ่ายก่อนคนละ 50,000 บาท ที่เหลือจะจ่ายให้หลังจากทำงานสำเร็จกลับถึงประเทศไทย จากนั้น KIMBER เป็นผู้สำรองที่นั่งและซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผ่านบริษัททัวร์ จัดให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 เดินทางขนเฮโรอีนเข้าไต้หวันเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566
ที่ทำการสำนักงานอัยการเถาหยวน
สำนวนฟ้องระบุว่า ก่อนการเดินทาง 2 วัน คือวันที่ 13 พฤศจิกายน ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้พาผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมนาย J บินไปภาคอีสานเพื่อเลือกซื้อกระเป๋าสัมภาระคนละ 1 ใบ จากนั้นนำเฮโรอีนที่จะลำเลียงยัดใส่ชั้นในกระเป๋าถือโอทอป บรรจุไว้ในกระเป๋าสัมภาระและส่งทั้ง 4 ไปขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง แต่นาย J อ้างติดธุระด่วนไม่สามารถเดินทางได้ ปล่อยให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 เดินทางถึงไต้หวันเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 โดยเที่ยวบิน VZ562 สายการบินเวียตเจ็ทแอร์ไลน์ ก่อนผ่านด่านศุลกากร ตำรวจท่าอากาศยานเห็นจำเลยทั้ง 3 ส่ออาการพิรุธสีหน้าตื่นกลัว จึงสั่งให้หยุดและพาไปยังด่านศุลกากร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานเปิดกระเป๋าตรวจสอบ พบเฮโรอีนบริสุทธิ์ยัดอยู่ชั้นในกระเป๋าถือน้ำหนักรวม 28 กก. มูลค่าในตลาดมืด 140 ล้านเหรียญไต้หวัน
คดีคนไทยขนยาเสพติดเข้าไต้หวันถูกจับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก ในภาพเป็นอดีตแรงงานไทยรับจ้างขนเฮโรอีน 13.6 กก. ด้วยค่าจ้าง 100,000 บาท ซุกในกระเป๋าสัมภาระถูกจับคาสนามบินเถาหยวนเมื่อเดือนกันยายน 2566
ในสำนวนฟ้องระบุคำให้การของนายทนงศักดิ์ฯ ที่สารภาพต่ออัยการว่า ก่อนการเดินทางมาไต้หวัน ญาติมิตรที่บ้านเคยเตือนเขาว่า การขนยาเสพติดให้โทษเข้าไต้หวันมีโทษหนักมาก ตนก็สงสัยเหมือนกันว่า ค่าตอบแทนไม่สมกับงานเสี่ยงสูงเช่นนี้ แถมยังจ่ายล่วงหน้าเพียง 1 ใน 3 เคยสอบถามรายละเอียดเพิ่มจาก PARRY แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีอันตราย ประกอบกับรับค่าตอบแทน 50,000 บาทไปเรียบร้อยเสมือนขึ้นเรือโจรแล้ว ก็เลยจำใจปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งนอกจากจะมีการกำชับว่าใครมีรอยสักที่แขน จะต้องสวมเสื้อแขนยาวปกปิดให้มิดชิด หลังลงจากเครื่องแล้ว ให้ส่งภาพถ่ายทุกนาที พร้อมกำชับให้ระวังสุนัขตรวจค้นยาเสพติดในสนามบินเถาหยวน แต่ทั้ง 3 ยังไม่เจอสุนัขตำรวจ ก็ถูกตำรวจท่าอากาศยานจับก่อน ในสำนวนฟ้องยังระบุว่า ขณะถูกสั่งให้เปิดกระเป๋าสัมภาระ นายทนงศักดิ์ฯ ยังมีการส่งข้อความรายงานสถานการณ์เข้ากลุ่มไลน์ให้ KIMBER ทราบทันทีว่า ถูกจับแล้ว
คนไทยรับจ้างขนเฮโรอีนเข้าไต้หวัน นิยมซุกยาเสพติดไว้ชั้นในกระเป๋าถือถักทอผ้า
หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลง ไต้หวันยกเลิกมาตรการควบคุมพรมแดน พร้อมอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าไต้หวันโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตราหรือที่เรียกกันว่าฟรีวีซ่าเหมือนเดิมได้ คดีที่นักท่องเที่ยวไทยลักลอบขนยาเสพติดและถูกจับกุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น อย่างก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 จับ 5 หนุ่มไทย ยัดเฮโรอีนบริสุทธิ์ 6-16 กก. ไว้ในกระเป๋าสัมภาระ 5 ใบ น้ำหนักรวม 60 กก. ถูกตรวจพบขณะผ่านด่านศุลกากร และเมื่อเดือนกันยายน จับอดีตแรงงานไทยขนเฮโรอีนน้ำหนักรวม 13.589 กก. ตำรวจเผยในปี 2566 ที่ผ่านมา จับผู้โดยสารขนยาเสพติดฝ่าด่านสนามบินเถาหยวนแล้วประมาณ 20 ครั้ง ยึดยาเสพติดประเภทต่าง ๆ รวมกว่า 500 กก. ในจำนวนผู้โดยสารที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศไทย
ปี 2566 ที่ผ่านมา ด่านตรวจสนามบินเถาหยวนจับผู้โดยสารขนยาเสพติดได้แล้วถึง 20 คดี ยึดยาเสพติดประเภทต่าง ๆ รวมกว่า 500 กก. ในจำนวนผู้โดยสารที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศไทย
ทั้งนี้ ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของไต้หวัน การขนส่ง ลำเลียงยาเสพติดให้โทษประเภท 1 มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิต ต้องปรับเพิ่ม 30 ล้านเหรียญไต้หวัน
4. 4 หนุ่มสาวเวียดนามที่ซินจู๋เช่าบ้านเปิดร้านอาหาร ตกแต่งเสร็จไฟไหม้ ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้วอ้างไปซื้อน้ำหนีหมด หัวหน้าหน่วยดับเพลิงพลีชีพในกองไฟ
เมื่อรุ่งเช้าเวลา 06.00 น. เศษ วันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้บ้านเช่าหลังหนึ่งที่ตำบลหูโข่ว เมืองซินจู๋ สถานที่เกิดเหตุเป็นตึกแถว 2 ชั้นมีการต่อเติมชั้น 3 อย่างผิดกฎหมาย คนข้างบ้านเล่าว่า เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุไฟไหม้เป็นชาวไต้หวันแซ่หวง ให้นางเหงียน แรงงานเวียดนามเช่าในราคา 30,000 เหรียญ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 แต่นางเหงียนทำตัวเป็นผู้เช่าช่วง ให้ 4 หนุ่มสาวแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเช่าบ้านต่อในราคา 38,000 เหรียญ แรงงานทั้ง 4 เตรียมใช้ชั้นหนึ่งทำเป็นร้านอาหาร ชั้น 2-3 เป็นบ้านพัก เพิ่งจะตกแต่งเสร็จติดป้ายเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม เตรียมเปิดร้านอาหารเช้าสไตล์เวียดนาม แต่รุ่งเช้าวันถัดมาก็เกิดไฟไหม้ ควันไฟเริ่มจากชั้น 2 ขณะเกิดเหตุ แรงงานเวียดนามทั้ง 4 อยู่ที่ชั้น 3 ถูกไฟปิดล้อมหนีออกไปไม่ได้
เกิดเหตุไฟไหม้ตึกแถวที่ตำบลหูโข่ว เมืองซินจู๋ รถดับเพลิงไปถึงที่เกิดเหตุดับไฟและช่่วยเหลือ 4 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่เป็นคนเช่าบ้านออกมาได้ แต่หัวหน้าหน่วยดับเพลิงพลีชีพในกองไฟ
หน่วยดับเพลิงรุดไปที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้ง พาดบันไดขึ้นไปช่วยเหลือ 4 แรงงานเวียดนามผู้ติดอยู่ในกองไฟออกมาได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสอบถามอาการด้วยความห่วงใยว่าได้รับบาดเจ็บไหม? แรงงานเวียดนามทั้ง 4 ตอบว่า ไม่เป็นอะไร เพียงแค่ตกใจ แต่อยากดื่มน้ำ ขอไปซื้อน้ำขวดที่ร้านสะดวกซื้อก่อน จากนั้นหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
หน่วยดับเพลิงดับไฟและช่่วยเหลือ 4 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่เป็นคนเช่าบ้านออกมาได้อย่างปลอดภัย ทั้ง 4 อ้างไปซื้อน้ำดื่มถือโอกาสหลบหนีไป แต่หัวหน้าหน่วยดับเพลิงพลีชีพในกองไฟ
สักพักหนึ่ง หัวหน้าหน่วยดับเพลิงที่ทำหน้าที่ตรวจดูยังมีคนติดอยู่ในกองไฟหรือไม่ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีก 1 นายที่ทำหน้าที่ระบายควันดำ หัวหน้าหน่วยดับเพลิงสำลักควันล้มลงหมดสติ ถูกหามออกมาส่งรักษาฉุกเฉิน แต่เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทั้งที่ขณะเกิดเหตุ มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันเต็มชุด ในถังแก๊สก็ยังมีออกซิเจน เรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า น่าจะมีปัญหาที่หน้ากากกันไฟ ซึ่งกองดับเพลิงและสำนักงานอัยการจะตรวจสอบหาสาเหตุทั้งหมดต่อไป
หัวหน้าหน่วยดับเพลิงสำลักควันล้มลงหมดสติในห้องที่เกิดไฟไหม้ ถูกหามออกมาส่งรักษาฉุกเฉิน เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทั้งที่ขณะเกิดเหตุ มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันเต็มชุด ในถังแก๊สก็ยังมีออกซิเจน
ด้านนายหยางเหวินเคอ ผู้ว่าการเมืองซินจู๋สั่งการให้ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะบ้านพักหรือหอพักแรงงานต่างชาติ หากมีหลักฐานยืนยันว่า แรงงานเวียดนามที่เช่าบ้านทั้งหมดเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าของบ้านผู้ให้เช่าจะมีโทษปรับ 150,000 เหรียญ ฐานให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย จึงเตือนเจ้าของบ้านต้องตรวจสอบให้ดี ก่อนลงนามสัญญาให้ผู้เช่า โดยเฉพาะผู้เช่าที่เป็นชาวต่างชาติ
4 แรงงานเวียดนามเช่าบ้านต่อจากหญิงเวียดนามรายหนึ่งที่เป็นผู้เช่าช่วง หวังเปิดร้านขายอาหารเช้าสไตล์เวียดนาม แต่เกิดไฟไหม้ก่อน
จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบ 86,248 คน เฉพาะที่เมืองซินจู๋มี 738 คน จากยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในเมืองซินจู๋กว่า 30,000 คน
นางเหงียน (คนใส่หน้ากาก) เช่าบ้านจากคนไต้หวัน แล้วให้แรงงานชาติเดียวกันเช่าต่ออีกทอดหนึ่ง หลังเกิดเหตุ ตำรวจเรียกตัวไปสอบปากคำ นางเหงียนอ้างไม่รู้จักแรงงานเวียดนามที่เช่าบ้านต่อทั้ง 4