1. น่าเห็นใจ! งานหนัก เงินน้อย ต้องดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุดพัก ผู้อนุบาลเรียกร้องเข้าระบบดูแลระยะยาว 2.0 ให้ ก. สาธารณสุขดูแลสิทธิประโยชน์การทำงานแทน ก. แรงงาน
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล (Domestic Workers Day) เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO ในไต้หวันหลายองค์กรและผู้อนุบาลชาวอินโดนีเซีย ไปชุมนุมประท้วงหน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เรียกร้องให้รัฐบาลตรากฎหมายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนหรือผู้อนุบาล เนื่องจากทำงานเยี่ยงทาส แต่ค่าจ้างต่ำ ไม่มีวันหยุดพักเพราะต้องดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญไม่มีกฎหมายคุ้มครองพวกเขาเป็นการเฉพาะ
ผู้อนุบาลเป็นงานที่หนัก เงินน้อย ต้องดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง แม้ตามกฎระเบียบจะให้หยุดพักสัปดาห์ละวัน แต่โดยมากมักไม่สามารถลาพักได้
นางสาวหวางลี่ถิง ผู้เชี่ยวชาญของเครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวันแถลงว่า ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติทำงานในครัวเรือน โดยเฉพาะผู้อนุบาลที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยมาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบันยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานในบ้านของนายจ้างมีมากกว่า 210,000 คน แรงงานต่างชาติที่คอยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยเหล่านี้ ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดและเงินก็น้อยกว่าแรงงานภาคอื่น ๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่กระทรวงแรงงานไม่ได้ให้ความสำคัญปัญหาการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการทำงานของพวกเขา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการก็ปฏิเสธที่จะจัดให้แรงงานในภาคครัวเรือนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการดูแลระยะยาว ทำให้แรงงานต่างชาติเหล่านี้กลายเป็นแรงงานทาสยุคใหม่ จึงกล่าวเรียกร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจัดให้แรงงานเหล่านี้อยู่ในระบบการดูแลระยะยาว 2.0 ของรัฐบาล เพื่อจัดการและยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานเหล่านี้
เมื่อ 16 มิ.ย. 67 เป็นวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล แนวร่วมกลุ่ม NGO ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เรียกร้องให้ตรากฎหมายหรือจัดให้ผู้อนุบาลอยู่ในระบบการดูแลระยะยาว 2.0 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของพวกเขา (ภาพจาก chinatimes.com)
นางสาวหวางลี่ถิงกล่าวว่า ปัจจุบัน ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติทั้งหมด 770,000 คน ในจำนวนนี้ 210,000 คน ทำงานในครัวเรือน เป็นผู้อนุบาลดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย แต่ไม่มีกฎหมายใด ๆ คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานเหล่านี้เป็นการเฉพาะ ขณะที่ความต้องผู้อนุบาลที่ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุในไต้หวันสูงถึง 830,000 คน แต่กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการมีพนักงานในระบบดูแลระยะยาวเพียง 90,000 คน และในจำนวนนี้ที่ให้บริการถึงบ้านไม่ถึง 50,000 คน แต่ผู้อนุบาลต่างชาติที่เป็นกลุ่มหลักในการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในบ้านของนายจ้าง กลับถูกจัดอยู่นอกระบบ จึงเรียกร้องรัฐบาลให้การคุ้มครองสิทธิ์ในการทำงานและใช้ประโยชน์จากแรงงานต่างชาติเหล่านี้ เพื่อยกระดับการบริการของโครงการดูแลระยะยาว 2.0 ของรัฐบาล
เมื่อ 16 มิ.ย. 67 เป็นวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล แนวร่วมกลุ่ม NGO ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เรียกร้องให้ตรากฎหมายหรือจัดให้ผู้อนุบาลอยู่ในระบบการดูแลระยะยาว 2.0 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของพวกเขา (ภาพจาก TIWA)
ต่อข้อเรียกร้องของกลุ่ม NGO ดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการแถลงข่าวในวันเดียวกันระบุว่า เพื่อคุ้มครองสิทธิการลาพักงานของผู้อนุบาลสัปดาห์ละ 1 วัน กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เริ่มใช้มาตรการช่วยดูแลผู้ป่วยชั่วคราวเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ดูแลหลัก โดยนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาลต่างชาติเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตนเองไม่ได้หรือผู้ทุพพลภาพระดับรุนแรง จะได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อว่าจ้างผู้อนุบาลท้องถิ่นจากศูนย์ให้บริการดูแลระยะยาวปีละ 31-38 วัน เพื่อให้ผู้อนุบาลต่างชาติลาหยุดพักผ่อน ระหว่างนี้ นายจ้างสามารถยื่นขอใช้บริการช่วยดูแลผู้ป่วยชั่วคราวได้ และจากข้อมูลพบว่า จนถึงสิ้นปี 2566 มีนายจ้างที่ใช้บริการในมาตรการนี้แล้ว 505,020 คน-ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาล 88,592 คน เพิ่มขึ้น 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2561 และย้ำว่า งานผู้อนุบาลต่างชาติและงานผู้ดูแลระยะยาวในระบบแตกต่างกัน ทั้งนี้ ผู้อนุบาลได้รับการว่าจ้างมาดูแลและคอยเป็นเพื่อนของผู้สูงอายุและผู้ป่วย ต่างจากผู้ให้บริการดูแลระยะยาวในระบบที่ทำงานเฉพาะรายการตามที่นายจ้างยื่นขอและคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายการ อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจะรวบรวมความเห็นและข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงให้โครงการดูแลระยะยาว 2.0 มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น ส่วนสิทธิประโยชน์การทำงานของผู้อนุบาลในครัวเรือน กระทรวงแรงงาน อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูลจากอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อร่างและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเป็นการเฉพาะ
การแสดงที่สื่อถึงผู้อนุบาลทำงานหนัก ไม่มีเวลาพักและเงินน้อย เปรียบเสมือนแรงงานทาสยุคใหม่ของแนวร่วมกลุ่ม NGO เมื่อ 16 มิ.ย. 67 หน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (ภาพจาก TIWA)
รายงานการสำรวจของกระทรวงแรงงานประจำปี 2566 พบว่า แรงงานต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลในครัวเรือน ทำงานเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง แต่การอนุญาตให้ว่าจ้างมาทำงานในบ้านโดยอยู่กินกับนายจ้างและผู้ป่วย ส่งผลให้ผู้อนุบาลนอกจากต้องเตรียมพร้อมดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ต้องทำงานอื่น ๆ ในบ้านด้วย เสมือนเป็นแรงงานทาสยุคใหม่ อย่าง Cici ผู้อนุบาลที่มาจากอินโดนีเซียกล่าวว่า ตนต้องดูแลความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ 84 ปี น้ำหนักเกือบ 100 กก. ที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกแล้ว นายจ้างยังให้ทำความสะอาดบ้านตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 4 ทุกวัน โดยตื่นแต่เช้า 06.00 น. เป็นต้นไปต้องปัดกวาดเช็ดถูพื้น กระจกหน้าต่างทุกบานและทำความสะอาดเครื่องเฟอร์นิเจอร์ในบ้านทั้งหมดและทำอาหารเลี้ยงดูครอบครัวนายจ้างโดยไม่ได้หยุดพัก กว่าจะทำงานเสร็จเกือบเที่ยงคืน เวลานอนยังไม่มีความเป็นส่วนตัว ต้องนอนดูแลอาม่าไปด้วย แต่ก็ต้องทำ เพราะต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวและกลัวจะถูกส่งกลับบ้าน
การแสดงที่สื่อถึงผู้อนุบาลทำงานหนัก ไม่มีเวลาพักและเงินน้อย เปรียบเสมือนแรงงานทาสยุคใหม่ของแนวร่วมกลุ่ม NGO เมื่อ 16 มิ.ย. 67 หน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (ภาพจาก TIWA)
เนื่องจากตำแหน่งงานผู้อนุบาลค่อนข้างลำบาก แถมค่าจ้างถูกจำกัดไว้ที่ 20,000 เหรียญ อีกทั้งสวัสดิการสู้งานในโรงงานไม่ได้ จึงมีผู้อนุบาลจำนวนมากไม่อยากทำงานผู้อนุบาล ต้องการจะโอนย้ายไปทำงานในภาคการผลิต ที่มีเวลาทำงานที่แน่นอน มีเวลาพักผ่อน ค่าจ้างและสวัสดิการดีกว่า ขณะที่แหล่งที่มาของผู้อนุบาลลดน้อยลง ขณะที่ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัญหาของผู้อนุบาลในครัวเรือน จึงปล่อยเพิกเฉยต่อไปอีกไม่ได้
แนวร่วมกลุ่ม NGO ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เรียกร้องให้ตรากฎหมายหรือจัดให้ผู้อนุบาลอยู่ในระบบการดูแลระยะยาว 2.0 เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของพวกเขา (ภาพจาก chinatimes.com)
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทบทวนนโยบายด้านแรงงานต่างชาติ ควรแยกหน่วยงานที่ดูแลบริหารผู้อนุบาลออกจากแรงงานต่างชาติภาคการผลิต โดยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขที่รับผิดชอบระบบการดูแลระยะยาว เป็นผู้บริหารจัดการแทนที่กระทรวงแรงงาน ให้การดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้อนุบาลต่างชาติมากขึ้น ให้พวกเขาสามารถปรับตัวเป็นกำลังแรงงานสำคัญของระบบการดูแลระยะยาว 2.0 ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักคือกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ เชื่อว่าผู้อนุบาลในครัวเรือนน่าจะได้รับสวัสดิการและเงื่อนไขการทำงานที่ดีขึ้น
กลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วงที่สถานีรถไฟไทเปในลักษณะแฟลชม็อบ แบกหุ่นยนต์สีเหลือง สัญลักษณ์แทนผู้อนุบาลในครัวเรือนว่า ทำงานหนักอย่างไม่มีวันหยุดเหมือนเช่นหุ่นยนต์ เมื่อวันลูกจ้างทำงานบ้านสากล 2566 (ภาพจาก CNA)
2. ไม่คุ้มเลย! รวบ 4 คนไทยรับจ้างขนเฮโรอีน 9.5 กก. เข้าไต้หวัน ซุกในกระป๋องอาหารเสริม ยังไม่ทันรับค่าจ้างถูกจับก่อน มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
โฆษกตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวนแถลงข่าว คดีจับกุมหนุ่มสาวไทย 2 คู่ รับจ้างขนยาเสพติดประเภทที่ 1 ได้แก่เฮโรอีนเข้าไต้หวัน ซุกซ่อนในกระป๋องอาหารเสริมผู้สูงอายุ น้ำหนักรวม 9,463 กรัม มูลค่ากว่า 50 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยผู้ต้องหาทั้ง 4 รับสารภาพว่ารับจ้างขนยาเสพติดให้แก่ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยได้ตกลงกันไว้ว่า จะจ่ายค่าจ้างคนละ 150,000 บาทหลังฝ่าด่านสนามบินเถาหยวนสำเร็จ แต่ไม่นึกว่าโดนจับคาสนามบิน 2 คน อีก 2 คนตามไปจับตัวได้ระหว่างทางไปโรงแรมในกรุงไทเป ทั้งหมดถูกสำนักงานอัยการเถาหยวนสั่งฟ้องความผิดฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประเภทที่ 1 ระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ปรับเงินไม่เกิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน
4 คนไทยรับจ้างขนเฮโรอีน 9.5 กก. เข้าไต้หวัน ซุกในกระป๋องอาหารเสริม ยังไม่ทันรับค่าจ้างถูกจับก่อน มีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต (ภาพจากตำรวจท่าอากาศยาน)
โฆษกตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวนแถลงเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 67 ว่า คนไทยทั้ง 4 (ชาย 2 หญิง 2) ได้แก่ นางสาวสุพัชชา โชคลาภ (สะกดตามชื่อภาษาอังกฤษ Suphatcha Choklap) อีก 3 คน ใช้นามสกุล สิงห์เรือง (สะกดตามภาษาอังกฤษ Singrueang) หนูลา (สะกดตามภาษาอังกฤษ Nula) และเหลืองสกุล (สะกดตามภาษาอังกฤษ Leuengsakun) อายุระหว่าง 22-29 ปี ผู้ต้องชาวไทยทั้ง 4 ให้การสารภาพว่า ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ตกลงกับตัวแทนของขบวนการค้ายาข้ามชาติ ซึ่งไม่ทราบชื่อจริง รู้แต่ชื่อเล่นว่า อาหง และ Grace จะช่วยขนเฮโรอีนเข้าไต้หวัน เมื่อผ่านด่านตรวจศุลกากรสนามบินเถาหยวนและถึงมือผู้รับแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่าใคร จะได้รับค่าตอบแทนคนละ 150,000 บาท (ประมาณ 132,200 เหรียญ) จากนั้นจองตัวเครื่องบินและหาซื้อกระเป๋าเดินทางและบินไปขึ้นเครื่องที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเลี่ยงการเพ่งเล็งหากเดินทางมาจากสนามบินไทย เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ ถูกพาไปที่บ้านพักหลังหนึ่ง เพื่อจัดกระป๋องและกล่องใส่นมผงและอาหารเสริม ยี่ห้อเนสท์เล่ เอนชัวร์และยีลี่ เอาอาหารเสริมและนมผงออก แล้วบรรจุเฮโรอีนไว้แทน แพ็กใส่กระเป๋าสัมภาระ ก่อนจะขึ้นเครื่องเดินทางมาลงยังท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนในวันเดียวกัน คือเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ด้วยสายการบินของ EVA Air เที่ยวบินที่ BR-266 เดินทางสนามบินเถาหยวนในช่วงเวลา 17.00 น.
อาคารสำนักงานอัยการเถาหยวน (ภาพจาก chinatimes.com)
เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานเถาหยวน นางสาวสุพัชชาและชายไทยที่ใช้นามสกุลสิงห์เรือง ถูกตรวจพบมียาเสพติดในกระเป๋าสัมภาระน้ำหนัก 4,842 กรัม ถูกจับกุมทันทีที่สนามบิน อีก 2 คนผ่านด่านศุลกากรออกจากสนามบินไปได้ กำลังเดินทางไปโรงแรม Hotel Riverview Taipei ที่ขบวนการค้ายาจองห้องไว้ให้ ตำรวจรีบตรวจดูกล้องวงจรปิดและตรวจป้ายทะเบียนรถแท็กซี่ จากนั้นวิทยุประสานตำรวจเถาหยวนสกัดจับกุมตัวได้ที่เขตหลูจู๋ในนครเถาหยวน ระหว่างทางไปโรงแรมที่พักในกรุงไทเป พบเฮโรอีนในกระเป๋าสัมภาระอีก 2,220 และ 2,401 กรัมตามลำดับ น้ำหนักรวม 9,463 กรัม มูลค่าตลาดกว่า 50 ล้านเหรียญไต้หวัน ผู้ต้องหาทั้ง 4 ถูกนำตัวไปสอบสวนและส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาลำเลียงขนส่งยาเสพติดประเภทที่ 1 ฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ปรับเงินไม่เกิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน ส่วนผู้ต้องหาชาวไทยที่เป็นสมาชิกขบวนการค้ายาข้ามชาติที่ชื่อ Grace และอาหง ทางตำรวจไต้หวันได้ประสานกับฝ่ายไทย เพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป
คดีคนไทยขนยาเสพติดเข้าไต้หวันถูกจับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก ในภาพเป็นอดีตแรงงานไทยรับจ้างขนเฮโรอีน 13.6 กก. ด้วยค่าจ้าง 100,000 บาท ซุกในกระเป๋าสัมภาระถูกจับคาสนามบินเถาหยวนเมื่อเดือนกันยายน 2566
หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลง ไต้หวันยกเลิกมาตรการควบคุมพรมแดน พร้อมอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยเข้าไต้หวันโดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา คดีที่นักท่องเที่ยวไทยลักลอบขนยาเสพติดและถูกจับกุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น ตำรวจท่าอากาศยานเผย เฉพาะปี 2566 ที่ผ่านมา จับผู้โดยสารขนยาเสพติดฝ่าด่านสนามบินเถาหยวนแล้วกว่า 20 ครั้ง ยึดยาเสพติดประเภทต่างรวมกว่า 500 กก. ในจำนวนผู้โดยสารที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศไทย
2566 ที่ผ่านมา ด่านตรวจสนามบินเถาหยวนจับผู้โดยสารขนยาเสพติดได้กว่า 20 คดี ยึดยาเสพติดประเภทต่าง ๆ รวมกว่า 500 กก. ในจำนวนผู้โดยสารที่ถูกจับ ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศไทย
3. โดนอีกกระทง! แรงงานเวียดนามยัดเงินตำรวจ 2,000 เหรียญวอนปล่อยตัว หลังถูกจับเมาแล้วขับ ถูกตั้งข้อหาพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
แรงงานเวียดนามเมาแล้วขับถูกตำรวจจับ กลัวถูกส่งกลับประเทศหมดอนาคต ควักเงิน 2,000 เหรียญยัดมือตำรวจ พร้อมอ้อนวอนอย่าจับผมเลย ผมกลัวถูกส่งกลับ ถูกตำรวจดุและปฏิเสธทัน ส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับแถมพยายามให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการเถาหยวนสั่งฟ้อง นายเล ผู้ต้องหาอายุ 36 ปี แรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในเขตหลูจู๋ นครเถาหยวน ข้อหาเมาแล้วขับ เป็นอันตรายต่อสาธารณะและความผิดพยายามให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นคดีอาญา ในสำนวนฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2566 เวลา 23.00 น. เศษ ผู้ต้องหาไปนั่งดื่มสุราในร้านอาหารเวียดนามแห่งหนึ่ง จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาเกือบ 01.00 น. จึงขี่รถรถมอเตอร์ไซค์กลับโรงงานในลักษณะส่ายไปส่ายมาเนื่องจากอาการเมาสุรา ถูกตำรวจสายตรวจเห็นรีบเข้าสกัดและเรียกให้หยุดรถรับการตรวจ พอเข้าใกล้เท่านั้นแหละกลิ่นสุราคลุ้ง แต่ก่อนที่ตำรวจจะเอาเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ให้เป่า แรงงานเวียดนามรายนี้รีบควักกระเป๋า เอาเงินสดใบละพัน 2 ใบที่มีอยู่ยัดมือตำรวจ พร้อมอ้อนวอนว่า อย่าจับผมเลย ผมกลัวถูกส่งกลับ ตำรวจปฏิเสธทันทีและต่อว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จากนั้นให้เป่าระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจพบสูงถึง 0.82 มิลลิกรัมต่อลิตร จากมาตรฐานไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัมต่อลิตร ยึดเงิน 2,000 เหรียญเป็นของกลางส่งอัยการดำเนินคดี หลังการสอบสวน อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหารายนี้ นอกจากข้อหาเมาแล้วขับ กระทำความผิดต่อความปลอดภัยสาธารณะแล้ว ยังเพิ่มอีกข้อหา ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปีและปรับ 3 ล้านเหรียญไต้หวัน
แรงงานเวียดนาม (คนกลาง) เมาแล้วขับถูกตำรวจจับ กลัวถูกส่งกลับประเทศหมดอนาคต ควักเงิน 2,000 เหรียญยัดมือตำรวจ ถูกตำรวจดุและปฏิเสธทัน ส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับแถมพยายามให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)
เมาแล้วขับเป็น 1 ในปัญหาใหญ่ของแรงงานต่างชาติในไต้หวัน รวมทั้งแรงงานไทยด้วย พฤติกรรมเมาแล้วขับ นอกจากจะมีโทษหนัก ทำให้หมดโอกาสทำงานในไต้หวันแล้ว ยังคุกคามความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สินทั้งของตัวเองและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสังคมด้วย ที่ผ่านมามีแรงงานต่างชาติบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตจากพฤติกรรมเมาแล้วขับทั้งจากตนเองและผู้อื่น และถูกปรับหนักเนรเทศออกนอกประเทศห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันแล้วมากมาย
แรงงานเวียดนามเมาแล้วขับถูกตำรวจจับ กลัวถูกส่งกลับประเทศหมดอนาคต ควักเงิน 2,000 เหรียญยัดมือตำรวจ ถูกตำรวจดุและปฏิเสธทัน ส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับแถมพยายามให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ (ภาพจากสถานีตำรวจเถาหยวน)
กฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษ แบ่งความรุนแรงตามพฤติกรรมเมาแล้วขับออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
1. โทษปรับ 15,000-90,000 เหรียญไต้หวัน สำหรับผู้ที่ดื่มสุราแล้วขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ ถูกตรวจพบและเป่าลม มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ 0.15 มิลลิกรัม/ลิตร แต่ถ้าขับรถยนต์ ค่าปรับ 30,000-120,000 เหรียญ ถูกยึดใบขับขี่ 1-4 ปี และหากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง รถจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์เริ่มต้นปรับที่ 90,000 เหรียญ รถยนต์ปรับที่ 120,000 เหรียญ ทำผิดซ้ำซากครั้งที่ 3 ขึ้นไป เพิ่มค่าปรับอีกครั้งละ 90,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดไป กรณีปฏิเสธเป่าลม ค่าปรับเริ่มต้นที่ 180,000 เหรียญ ยึดใบขับขี่ตลอดชีพ คนที่ซ้อนท้ายหรือนั่งร่วมไปในรถคันเดียวกันก็มีโทษปรับเช่นกัน 6,000-15,000 เหรียญ ฐานไม่ห้ามปราม
แรงงานเวียดนามเมาแล้วขับถูกตำรวจจับ กลัวถูกส่งกลับประเทศหมดอนาคต ควักเงิน 2,000 เหรียญยัดมือตำรวจ ถูกตำรวจดุและปฏิเสธทัน ส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาเมาแล้วขับแถมพยายามให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ (ภาพจาก TVBS)
2. โทษอาญา วัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ 0.25 มิลลิกรัม/ลิตรขึ้นไป เมาแล้วขับอย่างเดียวไม่ได้เกิดอุบัติหรือชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 300,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากเมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปี ปรับ 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ชนคนเสียชีวิต มีโทษจำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน กรณีทำผิดซ้ำชนคนบาดเจ็บสาหัส จำคุก 3 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 10 ปี ปรับ 2,000,000 เหรียญไต้หวัน แต่หากชนคนเสียชีวิตจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับ 3,000,000 เหรียญไต้หวัน