1. แก้ปัญหาขาดคนงาน! ตั้งแต่ 28 ส.ค. นี้เป็นต้นไป อนุญาตให้ธุรกิจที่พักแรมว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบในไต้หวันได้ เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 30,000 เหรียญขึ้นไป
หลังซบเซาอย่างหนักจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ต้องประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวต่างเรียกร้องขอให้เปิดนำเข้าแรงงานต่างชาติ แม้แต่ ส.ส. ทั้งหลายก็เสนอให้รัฐบาลควรเปิดให้ภาคบริการนำเข้าแรงงานต่างชาติได้อย่างมีเงื่อนไข ในที่สุด กระทรวงแรงงานประกาศเปิดให้ธุรกิจที่พักแรม ประกอบด้วยโรงแรม รีสอร์ตและโฮมสเตย์ว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบระดับอนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาในไต้หวัน ทำงานเกี่ยวกับการบริการลูกค้าได้ ได้แก่ ทำความสะอาดห้องพัก ให้บริการสำรองห้องพัก พนักงานต้อนรับ รวมถึงงานบริการนอกสถานที่ของภัตตาคารในสังกัดของโรงแรม เงินเดือนประจำไม่รวมโอทีและโบนัสเริ่มต้นที่ 30,000 เหรียญขึ้นไป ต่อสัญญาจ้างครั้งต่อไปต้องไม่ต่ำกว่า 33,000 เหรียญ
ธุรกิจที่พักแรมขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ขณะที่แต่ละปี มีนักศึกษาต่างชาติจบจากไต้หวัน 1.5 หมื่นคน เนื่องจากมีเงื่อนไขยุ่งยาก อยู่หางานทำต่อไปเพียง 4,000-5,000 คนเท่านั้น (ภาพจาก chinatimes.com)
กระทรวงแรงงานยังไม่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติมาทำงานในภาคบริการได้ แต่เพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่พักแรม ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานเปิดให้นายจ้างว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเข้าทำงานในฐานะแรงงานกึ่งฝีมือเป็นการนำร่องก่อน โดยมีเงื่อนไขการว่าจ้างด้านเงินเดือนไม่ต่ำกว่าที่กำหนด และจำกัดโควตาไม่เกิน 30% ของจำนวนพนักงานที่ว่าจ้างและเอาประกันภัยแรงงาน แม้แต่ธุรกิจโฮมสเตย์ที่มีพนักงานไม่มาก ก็ยื่นขอว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติได้อย่างน้อย 1- 2 คน และเท่าที่ทราบ นอกจากธุรกิจที่พักแรมแล้ว ในอนาคต ผู้ช่วยพยาบาลในสถานพยาบาล พนักงานขับรถโดยสารประจำทางและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเป็นต้น ก็มีโอกาสว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันได้
ตั้งแต่ 28 ส.ค. นี้เป็นต้นไป อนุญาตให้ธุรกิจที่พักแรมว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบในไต้หวันได้ เงินเดือนประจำเริ่มต้นที่ 30,000 เหรียญขึ้นไป (ภาพจาก tw.nextapple.com)
เดิมนักศึกษาต่างชาติที่จะอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้ จะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไข ได้แก่จะต้องมีคะแนนประเมิน ซึ่งจะพิจารณาจากวุฒิการศึกษา ค่าจ้าง ประสบการณ์ในการทำงาน ความสามารถในภาษาอังกฤษเป็นต้น รวมคะแนนเต็ม 200 คะแนน ต้องได้อย่างน้อย 70 คะแนนขึ้นไป จึงจะอยู่ทำงานในไต้หวันได้ ส่งผลให้การว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติน้อยมาก เพื่อส่งเสริมให้มีการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือมากขึ้น กระทรวงแรงงานยกเลิกระบบการประเมินคะแนนดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา คาดว่าจะทำให้นายจ้างสามารถว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบจากไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้น ซึ่งมีจำนวนปีละกว่า 13,000 คนเพิ่มมากขึ้น
กระทรวงแรงงานประกาศเปิดให้ธุรกิจที่พักแรม ว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติที่จบในไต้หวัน ทำงานในตำแหน่ง พนักงานทำความสะอาดห้องพัก บริการสำรองห้องพัก พนักงานต้อนรับ พนักงานภัตตาคารในสังกัดของโรงแรม (ภาพจาก tw.nextapple.com)
นายซูอวี้กั๋ว ผอ. สำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานแถลงว่า โควตาที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมสามารถว่าจ้างได้ 30% ของทั้งพนักงานทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 300 คน สามารถว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติได้สูงสุด 90 คน โรงแรมระดับท้องถิ่นที่มีพนักงาน 80 คน สามารถว่าจ้าง 24 คน แม้แต่ธุรกิจโฮมสเตย์ขนาดเล็ก มีพนักงานเพียง 3-5 คน สามารถว่าจ้าง 1-2 คน
สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
กระทรวงแรงงานแถลงว่า ปัจจุบัน ยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติทั่วไปเดินทางมาทำงานในภาคบริการ วิธีแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการคือ อนุญาตให้ว่าจ้างนักศึกษาต่างชาติเป็นลำดับแรก โดยยกเลิกเงื่อนไขการทำงานที่เป็นข้อจำกัดของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด คาดว่าจะช่วยผ่อนเบาภาวะขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการได้
ภาพผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรงานบริการธุรกิจโรงแรมของกรมพัฒนากำลังแรงงาน (ภาพจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน)
จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไต้หวันพบว่า ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมขาดแคลนแรงงานประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้เป็นงานทำความสะอาดห้องพักประมาณ 5,500 คน ภาวะขาดแคลนแรงงานในธุรกิจโรงแรมเป็นมานานแล้ว ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่เลือกพนักงาน ขอเพียงมีผู้มาสมัครงานและทำได้ จะว่าจ้างทันที อย่างไรก็ตาม แต่จากข้อมูลของผู้ประกอบการพบว่า แรงงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่อยากทำงานประเภทนี้ เพราะเห็นว่า งานทำความสะอาดห้องพักโรงแรมเป็นงานหนัก และผู้สมัครจำนวนไม่น้อยมีอายุมากและไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้กำลังกายได้ ส่วนผู้สมัครในวัยแรงงาน ส่วนใหญ่ต้องการทำงานเสริม เช่นทำงานบริการเดลิเวอรี่ควบคู่ไปด้วยเป็นต้น ไม่สามารถทำงานแบบประจำเต็มเวลาได้ จึงทำให้ธุรกิจที่พักแรมประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานดังกล่าว
2. ตรวจเข้มฟรีวีซ่า! สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินชี้ นักท่องเที่ยวฟรีวีซ่าจากอาเซียนทำผิดกฎหมายพุ่ง สตม. แจงใช้มาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยง ปฏิเสธเข้าเมืองแล้วกว่า 5,000 คน
เพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของรัฐบาล ไต้หวันเริ่มมีการผ่อนปรนและยกเว้นวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี 2559 แต่จากรายงานฉบับล่าสุดของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินระบุว่า หลังสถานการณ์โควิดเบาบางลง นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าไต้หวันและอยู่เลยกำหนดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในจำนวนนี้ ทำงานอย่างผิดกฎหมายและถูกตรวจพบและจับกุมเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ต่อรายงานฉบับนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทยแถลงว่า ได้สร้างระบบคัดกรองกลุ่มเสี่ยงและเพิ่มมาตรการสกัดการหลบหนีอย่างเข้มข้น
รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินระบุว่า ตั้งแต่เปิดให้นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการตรวจลงตราในปี 2559 จนถึงเดือนสิงหาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่เลยกำหนด 38,574 คน เฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลง เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นมา จนถึงสิงหาคม 2566 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดเพิ่มขึ้น 18,055 คน ในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการตรวจลงตรา เดินทางเข้าไต้หวันและอยู่เลยกำหนด เพิ่มจาก 4,507 คน เมื่อปี 2564 มาเป็น 19,833 คนเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม 2566 คิดเป็นอัตราส่วน 50% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดทั้งหมด นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการตรวจลงตรา แต่อยู่เลยกำหนดและทำงานผิดกฎหมายถูกตรวจพบและจับกุมเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 275 คนในปี 2565 เป็น 698 คนเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม 2566
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินชี้ นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าไต้หวันและอยู่เลยกำหนดเพิ่มขึ้นอย่างมาก (ภาพจาก udn.com)
ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงว่า มีการประสานงานกับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการท่องเที่ยว กระทรวงคมนาคม เพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติตรวจลงตรา นอกจากนี้ มีการสร้างระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงที่ท่าอากาศยานนานาชาติ หากพบนักท่องเที่ยวคนใดต้องสงสัย จะเชิญไปสอบสัมภาษณ์ทันที เพื่อป้องกันชาวต่างชาติใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าเป็นช่องทางในการทำผิดกฎหมาย และตั้งแต่เริ่มใช้ระบบนี้เป็นต้นมา จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2567 มีการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต้องสงสัยแล้วกว่า 10,000 คน ในจำนวนนี้ถูกปฏิเสธเข้าเมืองกึ่งหนึ่งหรือกว่า 5,000 คน
ในภาพเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า เข้ารายงานตัวกลับประเทศตามโครงการลดหย่อนโทษสำหรับชาวต่างชาติที่อยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายก่อน 30 มิ.ย. 2566 (ภาพจาก anntw.com)
เพื่อที่จะบุกเบิกแหล่งนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ไต้หวันผลักดันโครงการส่งเสริมประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ 6 ประเทศ ได้แก่อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่าและกัมพูชา ให้เดินทางมาท่องเที่ยวที่ไต้หวันได้ง่ายขึ้น จากที่ต้องแนบหลักฐานแสดงสถานะทางการเดิน หลักฐานแสดงว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ยังต้องผ่านการสัมภาษณ์ เมื่อมีคุณสมบัติที่สอดคล้องแล้ว ใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 20 วัน จึงจะได้รับการตรวจลงตรา ถือวีซ่าท่องเที่ยวเข้าไต้หวันได้ แต่มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าว ไม่ต้องแสดงหลักฐานใด ๆ ทั้งสิ้น ยื่นขอวีซ่าทางออนไลน์เพียง 10 วันก็จะได้รับอนุมัติ เพียงแค่สมัครกับบริษัททัวร์ที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เดินทางมาเป็นกลุ่มและยังจะได้รับการอุดหนุนค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจาก 6 ประเทศดังกล่าวเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่พบปัญหาตามมามากมาย หลังจากโครงการนี้ดำเนินมา 3 ปี จนถึงปี 2561 เฉพาะนักท่องเที่ยวเวียดนามหนีกว่า 500 คน เมื่อปลายปี 2561 นักท่องเที่ยวเวียดนามที่เดินทางเข้าไต้หวันตามโครงการนี้ ลงเครื่องที่เกาสง 4 คณะ รวม 153 คน หลบหนี 152 คน เหลือเพียงล่าม 1 คนเท่านั้น กรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลและอนุมัติลูกทัวร์โครงการนี้ แต่ก็ยังมีปัญหาการหลบหนีมาโดยตลอด
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินชี้ นักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือผ่อนปรนขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าไต้หวันและอยู่เลยกำหนดเพิ่มขึ้นอย่างมาก (ภาพจาก สำนักข่าว CNA)
สำหรับนักท่องเที่ยวไทย ได้รับการยกเว้นวีซ่าตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2559 ช่วงเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 มีการควบคุมพรมแดน ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เบาบางลง มีการยกเลิกมาตรการควบคุมพรมแดนและอนุญาตให้ประเทศที่ได้รับการยกเว้นตรวจลงตรา สามารถเดินทางเข้าไต้หวันโดยไม่ต้องขอวีซ่าเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2565 เป็นต้นมา จนถึง 30 เมษายน 2567 มีชาวไทยถือฟรีวีซ่าเดินทางมาท่องเที่ยวที่ไต้หวันแล้ว 595,963 คน/ครั้ง มีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือผิดวัตถุประสงค์ในการเดินทางจำนวน 21,455 คน/ครั้ง คิดเป็นอัตราส่วน 3.6% สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีการสอบสัมภาษณ์ชาวไทยที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่ต้องสงสัยว่าจะลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย ถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าประเทศแล้ว 657 ราย ครองอัตราส่วนชาวต่างชาติที่ถูกปฏิเสธเข้าประเทศ 65.7% อย่างไรก็ตาม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ใช้มาตรการ 3 ขั้นตอนในการป้องกันชาวต่างชาติที่ถือฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวัน แต่ลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย อาจทำให้ตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือหากินของแก๊งอาชญากรรม ได้แก่มาตรการการตรวจสอบเมื่อเดินทางเข้าไต้หวันแล้ว การสกัดกั้นที่ท่าอากาศยานขณะเดินทางถึงและการสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวรับประกันว่า จนถึงขณะนี้ ยังเอาอยู่ สถานการณ์ยังสามารถควบคุมได้
3. อุทาหรณ์ทำงานผิดกฎหมาย! ตำรวจไทจงตรวจพบ 5 แรงงานไทยหลบหนียัดรถตู้ เผยทำงานประทังชีวิตไปวัน ๆ ต้องอยู่อย่างผวาและทุลักทุเล
ตำรวจสายตรวจไทจง เห็นรถตู้คันหนึ่งมีผู้โดยสารนั่งเต็มรถเรียกให้จอดเพื่อตรวจสอบ แรงงานไทย 5 คนที่นั่งเบาะหลังเห็นตำรวจตกใจพูดจาไม่ออก จากการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือพบเป็นแรงงานไทยที่หลบหนีนายจ้าง รับจ้างทำงานตามไซต์งานประทังชีวิตไปวัน ๆ หลังถูกจับแม้จะตกใจแต่ก็โล่งอก ตำรวจนำส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินคดีและส่งกลับประเทศ ขณะเดียวกันเอาผิดกับคนขับและจับนายหน้า รวมถึงผู้รับเหมาที่เป็นคนว่าจ้าง ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงาน
ตำรวจไทจงตรวจพบ 5 แรงงานไทยหลบหนียัดรถตู้ เผยทำงานประทังชีวิตไปวัน ๆ ต้องอยู่อย่างทุลักทุเล ภาพจาก ftvnews.com.tw)
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ตำรวจสายตรวจจากสถานีตำรวจไทจง ขณะตรวจตราไปตามถนนย่านศูนย์การค้าเขตเหนือในนครไทจง เห็นรถตู้คันหนึ่งมีผู้โดยสารนั่งเต็มรถ คนขับไม่กล้าสบตาตำรวจและส่ออาการพิรุธ จึงเรียกให้จอดรับการตรวจสอบ พบในรถตู้มี 5แรงงานต่างชาติแสดงอาการตกใจ เมื่อสอบถามชื่อเสียงเรียงนามก็ตอบไม่ได้ คนขับอ้างว่าตนเป็นเพียงโชเฟอร์ไปส่งที่ไซต์งาน ส่วนแรงงานต่างชาติเหล่านี้เป็นใคร มาจากไหน ตนไม่รู้ทั้งสิ้น ตำรวจขอดูเอกสารประจำตัวและพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือ พบเป็นแรงงานไทยที่หลบหนีจากโรงงานกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย จึงพากลับโรงพักและเรียกล่ามจิตอาสามาช่วยแปลภาษาไทย
ตำรวจไทจงตรวจพบ 5 แรงงานไทยหลบหนียัดรถตู้ เผยทำงานประทังชีวิตไปวัน ๆ ต้องอยู่อย่างทุลักทุเล (ภาพจาก ftvnews.com.tw)
แรงงานไทยทั้ง 5 ราย ให้การกับตำรวจว่า พวกตนเดินทางมาทำงานอยู่คนละที่ เพิ่งหลบหนีออกจากโรงงานประมาณ 1-3 เดือน ระหว่างการหลบหนีต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ใช้ชีวิตอย่างทุลักทุเล เพราะไม่มีงานทำเป็นประจำทุกวัน ต้องพึ่งนายหน้าช่วยหาและจัดส่งไปทำงานพอประทังชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีเงินเหลือเก็บ ผิดจากคำชักชวนของนายหน้าก่อนหลบหนี และรู้สึกเสียใจที่คิดผิด เพราะอยู่ในโรงงานแม้โอทีจะน้อย แต่สิ้นเดือนจะได้รับค้างจ้างตามปกติ หักค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว ยังมีเงินเหลือส่งกลับไปให้ครอบครัว ขณะถูกจับ ตอนแรกตกใจ แต่ต่อมารู้สึกโล่งอก เพราะไม่ต้องอยู่อย่างผวาและกังวลอีกต่อไป
ตำรวจไทจงตรวจพบ 5 แรงงานไทยหลบหนียัดรถตู้ เผยทำงานประทังชีวิตไปวัน ๆ ต้องอยู่อย่างทุลักทุเล (ภาพจาก chinatimes.com)
โฆษกสถานีตำรวจไทจงกล่าวเตือนว่า การทำงานอย่างผิดกฎหมายไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเจ็บป่วยต้องเสียค่ารักษาพยาบาลที่แพง ประสบอุบัติเหตุก็ไม่ได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันภัยแรงงาน ต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เสียสุขภาพจิต และถูกนายหน้าเอารัดเอาเปรียบขูดรีดค่าจ้าง ทำให้ไม่มีเงินเหลือส่งกลับบ้าน เมื่อถูกตรวจพบทำงานผิดกฎหมาย มีโทษปรับ 30,000-150,000 เหรียญไต้หวัน และยังต้องเสียค่าปรับฐานอยู่อย่างผิดกฎหมายขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 10,000 เหรียญ หนีเลย 3 เดือนปรับสูงสุด 50,000 เหรียญ ขณะเดียวกันก็เตือนนายหน้าจัดหางาน ตามกฎหมายการจ้างงานกำหนด ผู้ใดจัดหาชาวต่างชาติไปทำงานกับผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษปรับ 100,000-500,000 เหรียญ หากการจัดหางานดังกล่าวเป็นไปในลักษณะหาผลประโยชน์หรือในเชิงพาณิชย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เกิน 1.2 ล้านเหรียญไต้หวัน
4. ไต้หวันปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 4.08% เดือนละ 28,590 เหรียญ ปรับติดต่อกันเป็นปีที่ 9 ผู้ใช้แรงงานรวมแรงงานต่างชาติได้รับอานิสงส์ 2.57 ล้านคน มีผล 1 ม.ค. 68
เป็นไปตามที่ทุกฝ่ายคาดหมาย อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนของไต้หวันปรับขึ้นเกิน 4% เป็น 4.08% ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน 28,590 เหรียญ เหอเพ่ยซาน รมว. กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ มีความเห็นพ้องกันว่า ควรยึดหลักการสะท้อนภาวะเงินเฟ้อ (CPI) และแบ่งปันผลกำไรจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อย่างเต็มที่ ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 4.12% แต่คำนึงถึงข้อเสนอของตัวแทนฝ่ายนายจ้างที่เน้นภาระผู้ประกอบการขนาดเล็กจะแบกรับได้เพียงแค่ 3% ส่วนนักวิชาการกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรจะต่ำกว่าอัตราการปรับในปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 4.05% หลังจากพิจารณาความเห็นจากทุกฝ่ายแล้ว ตนจึงตัดสินใจปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 4.08%
เหอเพ่ยซาน รมว. กระทรวงแรงงานประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 4.08% จากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ เริ่มมีผล 1 ม.ค. 2568 (ภาพจาก udn.com)
เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 4 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการและผู้แทนรัฐบาล หารืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 หลังที่ประชุมหารือนาน 4 ชั่วโมง ในที่สุดตกลงปรับขึ้น 4.08% ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับขึ้นเดือนละ 1,120 เหรียญจากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 183 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 190 เหรียญ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์กว่า 2,571,800 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานท้องถิ่นที่มีค่าจ้างต่ำ 2,200,000 คน แรงงานต่างชาติ 371,800 คน ทั้งนี้ มติการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญตามมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องรอการอนุมัติจากสภาบริหารก่อน จากนั้นกระทรวงแรงงานจะประกาศอย่างเป็นทางการและเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 เป็นต้นไป
ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับขึ้นแล้วในอัตราส่วน 37.3% ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงปรับขึ้นติดต่อกัน 9 ครั้ง ปรับขึ้นในอัตราส่วน 52.5%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ถือเป็นปรับขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 9 ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจาก 20,008 เหรียญในปี 2559 ปรับขึ้นมาเป็น 27,470 เหรียญในปัจจุบัน ปรับขึ้น 7,462 เหรียญหรือปรับขึ้นในอัตราส่วน 37.3% ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับการทำงานคิดเป็นรายชั่วโมงปรับขึ้นติดต่อกัน 9 ครั้ง จากชั่วโมงละ 120 เหรียญเมื่อปี 2558 เป็น 183 เหรียญในปัจจุบัน ปรับขึ้นในอัตรา 52.5%
เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 4 ฝ่าย เพื่อหารือการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 (ภาพจาก chinatimes.com)
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ เริ่มมีผลใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 1 ม.ค. 67 แทนที่การประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมีการกำหนดชัดเจนว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศใช้เป็นครั้งแรกหลังจากกฎหมายฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ ห้ามต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ประกาศในครั้งล่าสุด กำหนดให้การจัดตั้งองค์ประกอบคณะพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 21 คน ได้แก่ รมว. กระทรวงแรงงานเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) 1 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 4 คน กำหนดให้จัดการประชุมพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกไตรมาสที่ 3 ของปี เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีถัดไป โดยยึดดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ตามการปรับขึ้นของราคาสินค้า ขณะเดียวกันให้พิจารณาประกอบดัชนีทางเศรษฐกิจอีก 10 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลิตภาพแรงงานและสถานการณ์การจ้างงาน ดัชนีราคาสินค้าในประเทศและนำเข้า รายได้ประชาชาติและรายได้เฉลี่ยต่อหัว ค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการสำรวจและตัวเลขทางสถิติเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของครัวเรือนเป็นต้น
เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 4 ฝ่าย เพื่อหารือการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 (ภาพจาก chinatimes.com)
กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปี ใช้ระบบฉันทามติเป็นเกณฑ์ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ จะใช้ระบบเสียงข้างมาก และนายจ้างหรือผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน หน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาจากขนาดสถานประกอบการ จำนวนผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบและความรุนแรงในการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งประกาศรายชื่อสถานประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อประจานให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน