1. รายได้เฉลี่ยต่อปีของแรงงานต่างชาติเพิ่มเป็น 384,000 เหรียญ FSC เพิ่มยอดเงินโอนกลับบ้านผ่านแอปจาก 400,000 เป็น 500,000 เหรียญต่อปี แต่ยังคงจำกัดไม่เกิน 30,000 ต่อครั้ง 50,000 ต่อเดือน เริ่ม 6 ธ.ค. 67
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไต้หวัน (Financial Supervisory Commission : FSC) ประกาศเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อปีของแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 384,000 เหรียญไต้หวัน จึงมีการแก้กฎระเบียบและเสร็จสิ้นกระบวนการให้สาธารณชนเสนอความเห็น ผ่อนปรนมาตรการการโอนเงินก้อนเล็กผ่านแอปพลิเคชันสำหรับแรงงานต่างชาติที่โอนเงินกลับบ้าน เพิ่มยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศได้จากเดิมไม่เกิน 400,000 เหรียญไต้หวันต่อปีเป็น 500,000 เหรียญ แต่ยังคงข้อจำกัดเดิมที่อนุญาตให้โอนได้ครั้งละไม่เกิน 30,000 เหรียญ แต่ละเดือนไม่เกิน 50,000 เหรียญไว้ตามเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป
ยอดจำนวนการโอนเงินผ่านผู้ประกอบการให้บริการโอนเงินแก่แรงงานต่างชาติทางแอปพลิเคชันใน 9 เดือนแรกปีนี้ มีทั้งหมด 6.49 ล้านครั้ง มูลค่า 60,700 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจาก businesstoday.com.tw)
ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2567 แรงงานต่างชาติในไต้หวันมีจำนวนมากกว่า 810,000 คน มีความจำเป็นต้องโอนเงินกลับบ้านเป็นประจำทุกเดือน แต่เนื่องจากแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ไม่สะดวกที่จะโอนเงินกลับบ้านผ่านธนาคารได้ ซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย จำเป็นต้องใช้บริการโอนเงินผ่านร้านอาหารและช่องทางโอนเงินอย่างไม่ถูกกฎหมาย นอกจากมีความเสี่ยงสูงที่จะหลอกสูญเสียเงิน ถูกเอาเปรียบในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ยังเป็นช่องโหว่ให้ขบวนการนอกกฎหมายใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน จากการประมาณการ แต่ละปี ยอดจำนวนเงินที่แรงงานต่างชาติโอนกลับบ้านผ่านช่องทางที่ไม่ถูกกฎหมายมากกว่า 50,000 ล้านเหรียญไต้หวัน หากรวมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายอาจสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญ ดังนั้น เมื่อปี 2564 คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไต้หวัน ตั้งกฎระเบียบควบคุมและบริหารจัดการธุรกรรมโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างชาติ มีการกำหนดยอดจำนวนเงินโอนกลับบ้านในแต่ละปี ออกใบอนุญาตใบแรกแก่ผู้ประกอบธุรกิจการโอนเงินก้อนเล็ก เพื่อให้บริการโอนเงินกลับประเทศแก่แรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันหรือแอปของผู้ให้บริการ จนถึงขณะนี้ มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจให้บริการโอนเงินแก่แรงงานต่างชาติแล้ว 4 ราย ได้แก่ Qpay, Digital Idea, Thaimoney และ May God โดยในจำนวนนี้ Qpay และ Thaimoney เปิดให้บริการโอนเงินแก่แรงงานไทย ส่วน May God อยู่ระหว่างเตรียมการให้บริการแรงงานไทย
การโอนเงินกลับบ้านของแรงงานต่างชาติในปัจจุบันง่ายมาก เพียงสมัครและลงแอปผู้ให้บริการ กรอกจำนวนเงินที่จะโอนและบัญชีปลายทาง นำบาร์โค้ดในมือถือไปสแกนที่ร้านสะดวกซื้อ จ่ายเงิน แค่นี้จบ
เนื่องจากไต้หวันมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยในปีใหม่ 2568 ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นเป็น 28,590 เหรียญ รวมถึงมีแรงงานต่างชาติได้รับการว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากกว่า 36,000 คน ค่าจ้างของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 5,000-7,000 เหรียญ ส่งผลให้รายได้โดยเฉลี่ยต่อปีของแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น จากข้อมูลการสำรวจของกระทรวงแรงงานพบว่า เพิ่มเป็น 384,000 เหรียญ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน จึงมีการแก้ไขกฎระเบียบควบคุมและบริหารจัดการธุรกรรมโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างชาติ สาระสำคัญของการแก้กฎระเบียบครั้งนี้ อนุญาตปรับเพิ่มยอดจำนวนเงินโอนกลับบ้านสะสมของแรงงานต่างชาติจากปัจจุบัน 400,000 เหรียญต่อปีเพิ่มเป็น 500,000 เหรียญต่อปี แต่ยังคงจำกัดโอนได้ครั้งละไม่เกิน 30,000 เหรียญ แต่ละเดือนไม่เกิน 50,000 เหรียญไว้ตามเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป
Qpay 1 ในผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศไทยแผ่นแอปที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (ภาพจาก FB : Qpay)
นอกจากนี้ อนุญาตให้ธนาคารสาขาของประเทศผู้ส่งออกแรงงานที่ตั้งอยู่ในไต้หวัน อย่างของไทยมีธนาคารกรุงเทพ ฟิลิปปินส์มีเมโทรแบงก์ อินโดนีเซียมี BRI Taipei Branch เป็นต้น ยื่นขอประกอบธุรกิจการโอนเงินก้อนเล็ก เพื่อให้บริการโอนเงินกลับประเทศแก่แรงงานต่างชาติผ่านแอปพลิเคชันหรือแอป โดยลดขั้นตอนเพียงแค่แนบใบยินยอมหรือใบรับรองจากผู้มีอำนาจจากสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาของธนาคาร ไม่ต้องแนบรายงานการประชุมคณะกรรมการธนาคารที่มีมติอนุญาตประกอบธุรกรรมการเงินดังกล่าว
ThaiMoney 1 ในผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศไทยผ่านแอปที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (ภาพจาก FB : ThaiMoney)
จากข้อมูลพบว่า 9 เดือนแรกของปี 2567 ยอดจำนวนการโอนเงินผ่านผู้ประกอบการให้บริการโอนเงินแก่แรงงานต่างชาติทางแอปพลิเคชัน มีทั้งหมด 6.49 ล้านครั้ง มูลค่าสูงถึง 60,700 ล้านเหรียญไต้หวัน ยอดจำนวนลูกค้า 646,000 ราย
May God ผู้ให้บริการโอนเงินกลับประเทศไทยผ่านแอปที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินรายล่าสุด กำลังเตรียมการให้บริการแรงงานไทย (ภาพจาก FB : May God)
อย่างไรก็ตาม ยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศข้างต้น จำกัดเฉพาะบริษัทที่ให้บริการโอนเงินก้อนเล็กสำหรับแรงงานต่างชาติที่โอนเงินผ่านแอป ไม่รวมการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งสามารถโอนผ่านได้เช่นกันและไม่นับรวมยอดจำนวนเงินที่อนุญาตให้โอนกลับประเทศผ่านแอปพลิเคชัน เพียงแต่ว่าการโอนในจำนวนที่มากกว่ารายได้ ธนาคารจะให้แสดงหลักฐานแหล่งที่มาของเงิน เช่นเงินชดเชยจากกองทุนประกันภัยแรงงาน เงินโบนัสจากนายจ้างหรือหลักฐานแสดงการทำโอทีในเดือนนั้น เนื่องจากการไปโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบธนาคารและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน เตือนแรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านต้องผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมาย
2. 2 หนุ่มไทยรับจ้างขนกัญชา 18 กก. เข้าไต้หวัน กลัวถูกจับไม่กล้ารับกระเป๋า ตำรวจตามจับได้ที่โรงแรมในนิวไทเป และรวบชาวไต้หวันที่มารับของ
ชายไทย 2 ราย รับจ้างขนกัญชาหนัก 18.65 กก. เข้าไต้หวัน แต่ขณะเดินทางถึงกลัวจะไม่ผ่านด่านศุลกากร ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าสัมภาระ รีบออกจากสนามบินไปยังโรงแรมที่พักในเขตซานฉง นครนิวไทเป ถูกตำรวจตามไปจับในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้ตำรวจยังแกะรอยรวบชาวไต้หวันที่รับจ้างรับของ 1 คน ส่งทั้ง 3 ดำเนินคดีข้อหาขนส่งลำเลียงยาเสพติดให้โทษ
2 หนุ่มไทยรับจ้างขนกัญชา 18 กก. เข้าไต้หวัน กลัวถูกจับไม่กล้ารับกระเป๋า ตำรวจตามจับได้ที่โรงแรมในนิวไทเป พร้อมชายไต้หวันที่เป็นผู้รับยาเสพติด (ภาพจากกองบังคับการตำรวจท่าอากาศยาน)
กองบังคับการสถานีตำรวจท่าอากาศยานประจำสนามบินเถาหยวนแถลงว่า ตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจเอกเรย์ในอาคารผู้โดยสารขาเข้าแห่งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 พบกระเป๋าสัมภาระใบหนึ่งของผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทยน่าสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดรับกระเป๋าที่สายพาน เจ้าหน้าที่จึงเปิดกระเป๋าใบดังกล่าวออกมาดู พบข้างในบรรจุกัญชาแห้งเต็มทั้งกระเป๋า น้ำหนัก 18.65 กก. มูลค่าตลาดกว่า 20 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงตั้งคณะทำงานตรวจสอบเจ้าของกระเป๋าใบดังกล่าว พบเป็นของผู้โดยสารชาวไทย 2 ราย ตัวย่อนามสกุล P และ S เมื่อตรวจดูจากกล้องวงจรปิด ทั้งสองเดินทางออกจากสนามบินไปแล้ว โดยทิ้งกระเป๋าสัมภาระไว้บนสายพาน จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบชายไทยทั้ง 2 เรียกแท็กซี่ไปยังโรงแรมที่พักที่เขตซานฉง นครนิวไทเป ซึ่งแก๊งค้ายาข้ามชาติในไทยช่วยจองไว้ก่อนเรียบร้อยแล้ว ตำรวจตามไปจับกุมได้ในวันรุ่งขึ้น
ตำรวจตามจับนายเซี่ย ชายไต้หวันรับจ้างรับยาเสพติด (ภาพจากกองบังคับการตำรวจท่าอากาศยาน)
ตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนกล่าวว่า ชายไทยทั้ง 2 เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่า และเนื่องจากพูดภาษาจีนและอังกฤษไม่ได้ ตำรวจต้องเรียกล่ามอาสาสมัครมาช่วยสื่อสาร ชายไทยทั้ง 2 ให้การว่า มีคนไทยจ้างวานนำกระเป๋า ซึ่งบรรจุกัญชาเข้าไต้หวัน โดยซื้อตั๋วเครื่องบินและสำรองโรงแรมที่พักไว้ให้เรียบร้อย หลังปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น จะได้รับค่าจ้างคนละ 50,000 บาท แต่ขณะเดินทางถึงเกิดอาการกลัวถูกตรวจพบ ทั้งสองตัดสินใจทิ้งกระเป๋าสัมภาระไว้บนสายพานไม่กล้าไปรับ เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รีบออกจากสนามบิน เรียกแท็กซี่ไปยังโรงแรมที่พักทันที ไม่นึกว่า ยังถูกจับจนได้ ตำรวจพบว่า ชายไทยทั้งสองที่เป็นผู้ลักลอบขนกัญชาและคนรับของ ใช้เลขธนบัตรเป็นวิธีในการยืนยันตัวตน หลังจับกุมชายไทยทั้งสองในวันต่อมาแล้ว สืบทราบนายเซี่ย ชายชาวไต้หวันเป็นคนรับยา จึงตามไปจับกุมได้ที่บ้าน จากการตรวจสอบพบนายเซี่ย ซึ่งทำงานรับจ้างรายวันไม่ใช่เป็นเจ้าของกัญชา แต่เป็นผู้รับจ้างรับของฝั่งไต้หวัน ตำรวจจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ส่งอัยการดำเนินคดี และสำนักงานอัยการเถาหยวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 ข้อหาลำเลียง นำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2
เจ้าหน้าที่ศุลกากรและตำรวจท่าอากาศยานเปิดกระเป๋าสัมภาระที่ 2 หนุ่มไทยทิ้งไว้บนสายพาน ข้างในพบกัญชาน้ำหนัก 18.65 กก. มูลค่าตลาดกว่า 20 ล้านเหรียญไต้หวัน (ภาพจากกองบังคับการตำรวจท่าอากาศยาน)
ตำรวจท่าอากาศยานกล่าวเตือนว่า แม้ประเทศไทยจะปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 เมื่อ 9 มิถุนายน 2565 ส่งผลให้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชา ไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป อาจทำให้ชาวไทยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเจตนานำเข้ากัญชาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ไต้หวัน ขอเตือนว่า ในไต้หวันยังคงจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน
ของกลางที่ตำรวจยึดได้ (ภาพจากกองบังคับการตำรวจท่าอากาศยาน)
บทลงโทษตามกฎหมายป้องกันและปราบปรายมยาเสพติดให้โทษของไต้หวัน (จัดทำโดยสำนักงานแรงงานไทย ไทเป)
3. ไปเก้อ! ตำรวจกวาดล้างถนนโลกีย์รอบสวนสาธารณะไทจง ทำแรงงานไทยบางคนรวมกลุ่มเหมารถไปใช้บริการต่างผิดหวัง
สวนสาธารณะไทจง หนึ่งในแลนด์มาร์คชื่อดังของนครไทจง เมืองที่มีแรงงานต่างชาติมากเป็นอันดับสองรองจากนครเถาหยวน เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของแรงงานต่างชาติ และมักมีแรงงานต่างชาติจำนวนมากใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและจุดนัดพบญาติมิตร ทำให้ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ถนนโดยรอบกลายเป็นย่านโลกีย์ ถูกโสเภณีต่างชาติยึดพื้นที่ค้าขาย ในจำนวนนี้เป็นหญิงไทยมากที่สุด ดึงดูดแรงงานไทยไปซื้อบริการจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงวันหยุด ตำรวจไทจงปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ ทำให้คนซื้อบริการ ซึ่งบางกลุ่มเหมารถไปจากพื้นที่ห่างไกลต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน
นายเฉินเหวินเจิ้ง (กลาง) สมาชิกสภาเทศบาลนครไทจงชี้ ถนนรอบสวนสาธารณะไทจงกลายเป็นถนนโลกีย์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เรียกร้องตำรวจจัดการเด็ดขาด (ภาพจาก LTN)
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา นายเฉินเหวินเจิ้ง สมาชิกสภาเทศบาลนครไทจง ตั้งกระทู้ถามผู้กำกับการสถานีตำรวจไทจงว่า ระยะนี้ เมื่อพิมพ์คำค้นหาสวนสาธารณะไทจงในยูทูป แทนที่จะปรากฏบทความแนะนำแลนด์มาร์คแห่งนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนและเป็นปอดขนาดใหญ่ของคนไทจง แต่พบเห็นคลิปโสเภณียืนตามข้างถนน ยึดพื้นที่ถนนโลกีย์โดยรอบทำการค้าขาย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เรียกร้องให้ตำรวจต้องจัดการเด็ดขาด ขณะที่มีชาวบ้านในละแวกเดียวกันร้องเรียนว่า ถนนบริเวณรอบสวนแปรเปลี่ยนไปจากอดีต กลายเป็นย่านโลกีย์ที่มีหญิงต่างชาตินุ่งน้อยห่มน้อย ท่าทางยั่วยวนยืนข้างถนนหาลูกค้า เนื่องจากหน้าตาดี อายุประมาณ 20 ปี แถมค่าบริการถูก 15 นาทีประมาณ 1,500-1,800 เหรียญ ตกลงกันได้ก็จะพาลูกค้าขึ้นห้องในย่านเดียวกัน ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเอือมระอาและเดือดร้อนมาก
โสเภณีซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงต่างชาติ ยึดทางเท้าบริเวณถนนใกล้สวนสาธารณะหาลูกค้า ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกเดียวกันเดือดร้อนหนัก (ภาพ news.ebc.net.tw)
ผู้กำกับการสถานีตำรวจไทจงกล่าวว่า มีการกวดขันในเรื่องนี้มาโดยตลอด และ 11 เดือนแรกของปีนี้ จับกุมหญิงขายบริการบนถนนโดยรอบสวนสาธารณะไปแล้ว 113 ราย ในจำนวนนี้มี 79 ราย สังกัดซ่องโสเภณี 4 แห่ง ซึ่งถูกทลายไปแล้ว และโสเภณีอิสระ 34 ราย ในจำนวนหญิงขายประเวณีที่ถูกจับกุม 80% เป็นหญิงต่างชาติ โดยเป็นหญิงไทยมากที่สุด ทั้งหมดเดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยว ได้รับการยกเว้นวีซ่า ผู้กำกับการสถานีตำรวจไทจงรับว่า จะกวาดล้างอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อคืนพื้นที่ปลอดโลกีย์แก่ชาวไทจง
ตำรวจจับหญิงไทยจำนวนมากขายบริการบริเวณใกล้สวนสาธารณะไทจง (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
หลังวันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นมา ตำรวจไทจงนอกจากเพิ่มการตรวจค้นและจับกุมหญิงขายบริการอย่างเข้มงวดแล้ว ยังจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราเป็นประจำ ทำให้ย่านที่เคยพลุกพล่านไปด้วยหญิงต่างชาติและแรงงานต่างชาติที่มาซื้อบริการโล่งหายไปในทันที พลอยทำให้ลูกค้าที่ยังไม่รู้สถานการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่บอกกันปากต่อปากแห่มาซื้อบริการ บางคนอยู่ต่างเมืองถึงกับรวมกลุ่มกันเหมารถมาซื้อบริการ ต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน
ตำรวจท้องที่เพิ่มการตรวจตราตามถนนรอบสวนสาธารณะไทจงมากขึ้น (ภาพจาก ftvnews.com.tw)
จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน 811,457 คน มาจากอินโดนีเซียมากที่สุด 298,999 คน อันดับ 2 ได้แก่แรงงานเวียดนาม 280,711 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์158,886 คน อันดับ 4 แรงงานไทยมีจำนวน 72,859 คน หากดูจากพื้นที่ นครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่มากที่สุด 139,314 คน อันดับ 2 ได้แก่นครไทจง มีจำนวน 115,558 คน แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในนครไทจงก็มีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 เช่นกัน กล่าวคือมีจำนวน 11,217 คน รองจากอันดับ 1 นครเถาหยวนที่มี 21,353 คน