1. อย่างไว! สภาบริหารอนุมัติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 28,590 เหรียญ ผู้ใช้แรงงานรวมแรงงานต่างชาติด้วยได้รับอานิสงส์ 1.89 ล้านคน มีผล 1 ม.ค. 68
หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 4 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการและผู้แทนรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 มีมติปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 4.08% เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โฆษกสภาบริหารประกาศว่า นายจั๋วหรงไท่ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติอย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปรับขึ้นเดือนละ 1,120 เหรียญจากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 183 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 190 เหรียญ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 1,895,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานท้องถิ่นที่มีค่าจ้างต่ำ 1,527,000 คน แรงงานต่างชาติ 360,800 คน
เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 4 ฝ่าย เพื่อหารือการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 (ภาพจาก chinatimes.com)
หลี่ฮุ่ยจือ โฆษกสภาบริหารแถลงว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ 1 ม.ค. 67 แทนที่การประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ โดยยึดดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้ตามการปรับขึ้นของราคาสินค้า ขณะเดียวกันให้พิจารณาประกอบดัชนีทางเศรษฐกิจอีก 10 รายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีผลิตภาพแรงงานและสถานการณ์การจ้างงาน ดัชนีราคาสินค้าในประเทศและนำเข้า รายได้ประชาชาติและรายได้เฉลี่ยต่อหัว ค่าจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการสำรวจและตัวเลขทางสถิติเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของครัวเรือนเป็นต้น
เหอเพ่ยซาน รมว. กระทรวงแรงงานประกาศมติที่ประชุมคณะกรรมการฯ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 4.08% จากปัจจุบัน 27,470 เหรียญเป็น 28,590 เหรียญ เริ่มมีผล 1 ม.ค. 68 (ภาพจาก udn.com)
กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์ประกอบคณะพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 21 คน ได้แก่ รมว. กระทรวงแรงงานเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน ฝ่ายลูกจ้าง 7 คน ผู้แทนจากกระทรวงเศรษฐการ 1 คน ผู้แทนจากคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติ (NDC) 1 คน นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ 4 คน กำหนดให้จัดการประชุมพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทุกไตรมาสที่ 3 ของปี เพื่อพิจารณาการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปีถัดไป และนายจ้างหรือผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ 20,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน หน่วยงานท้องถิ่นที่กำกับดูแลมีอำนาจปรับสูงสุด 1,500,000 เหรียญ โดยพิจารณาจากขนาดสถานประกอบการ จำนวนผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบและความรุนแรงในการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งประกาศรายชื่อสถานประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายเพื่อประจานให้สาธารณชนได้รับทราบโดยทั่วกัน
2. สุดสยอง! ฤทธิ์หึงทำหนุ่มฟิลิปปินส์คลั่ง ฆ่าผ่าท้องหั่นศพแฟนสาวชาติเดียวกันทิ้งชักโครก ตำรวจแกะรอยตามจับใน 24 ชม. ศาลเถาหยวนใช้ระบบลูกขุนตัดสินคดี พ.ย. นี้
เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ศาลท้องถิ่นเถาหยวนนัดพิจารณาคดีที่อัยการสั่งฟ้องนายมาร์ก แรงงานฟิลิปปินส์ ฆ่าหั่นศพแฟนสาวชาติเดียวกันทิ้งชักโครกอำพรางคดี นำซากกระดูกบางส่วนไปทิ้งลงถังขยะหอพักโรงงาน และนำบัตร ATM ผู้ตาย 2 ใบไปถอนเงิน ถูกจับได้ภายใน 24 ชั่วโมง จำเลยรับสารภาพว่าทำไปเพราะสงสัยแฟนสาวนอกใจไปคบชายคนใหม่ อัยการสั่งฟ้องความผิดฐานฆ่าคนและข้อหาฆ่าอำพรางด้วยการซ่อน ย้ายและทำลายศพ ศาลท้องถิ่นเถาหยวนตัดสินใช้ระบบลูกขุนพิจารณาคดีนี้ กำหนดวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ คัดเลือกผู้พิพากษาประชาชน 6 คน ร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาจากศาลเถาหยวน 3 คน คาดจะตัดสินคดีหลังจากนั้น 2 วัน
แรงงานฟิลิปปินส์หึงหวงแฟนสาวชาติเดียวกัน ฆ่าหั่นศพอำพรางคดี ตำรวจเถาหยวนแกะรอยตามจับได้ภายใน 24 ชั่วโมง ศาลเถาหยวนใช้ระบบลูกขุนตัดสินคดี พ.ย. นี้ (ภาพจาก Liberty Times)
สำนวนฟ้องระบุว่า จำเลยได้แก่นายมาร์ก เดฟ เป็นแรงงานฟิลิปปินส์ อายุ 30 ปี ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งในเขตปาเต๋อ นครเถาหยวน ส่วนผู้ตาย คือนางสาวมิเชลล์ เซลดา เป็นแรงงานหญิงฟิลิปปินส์อายุ 36 ปี เดินทางมาทำงานที่โรงงานแพกเกจและทดสอบชิปรายใหญ่แห่งหนึ่งใกล้นิคมอุตสาหกรรมจงลี่เป็นเวลากว่า 8 ปี โรงงานแห่งนี้ ว่าจ้างแรงงานฟิลิปปินส์กว่า 1,000 คนโรงงานมีหอพักให้อยู่ แต่ผู้ตายขออนุญาตทางโรงงานไปพักอาศัยที่บ้านเช่าในชุมชนบริเวณใกล้นิคมอุตสาหกรรมจงลี่กับจำเลย ซึ่งรู้จักกันประมาณ 2 ปี วันเกิดเหตุ คือกลางคืนวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 จำเลยทะเลาะกับผู้ตายอย่างรุนแรง เนื่องจากสงสัยแฟนสาวนอกใจคบชายคนใหม่ ฤทธิ์หึงหวง ทำให้จำเลยบีบคอแฟนสาวทำให้หายใจไม่ออกจนสลบ จากนั้นใช้ไขควงทิ่มแทงนางสาวมิเชลล์ 17 แผลจนเสียชีวิต แล้วลากศพไปยังห้องน้ำ ใช้มีดทำครัวชำแหละศพออกเป็นชิ้น ๆ ทิ้งลงชักโครก ส่วนหนึ่งใส่ถุงพลาสติกนำกลับไปทิ้งลงถังขยะในหอพักโรงงานที่ปาเต๋ออำพรางคดี แต่ซากศพส่วนใหญ่ยังถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำบ้านเช่า เพราะจำเลยพยายามตัดข้อต่อมือและเท้าผู้ตายให้หลุดจากกันแต่ทำไม่สำเร็จ นอกจากฆ่าหั่นศพแฟนสาวแล้ว ยังแอบนำบัตร ATM ผู้ตาย 2 ใบไปถอนเงินและนำโทรศัพท์มือถือผู้ตายไปใช้ 2 เครื่อง เพื่อไม่ให้โรงงานเกิดความสงสัย จำเลยยังกลับไปทำงานตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บ้านเช่าที่เกิดเหตุบริเวณใกล้นิคมอุตสาหกรรมจงลี่ที่ผู้ตายและแฟนหนุ่มเช่าอยู่ (ภาพจาก udn,com)
หลังวันเกิดเหตุ ผู้ตายไม่ได้ไปทำงานตามปกติ โดยไม่มีการแจ้งลาและติดต่อไม่ได้ ฝ่ายบุคคลของโรงงานจึงแจ้งบริษัทจัดหางานที่ดูแลไปตรวจสอบที่บ้านเช่าตามข้อมูลที่ให้ไว้กับทางโรงงาน พบในห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำเต็มไปด้วยคราบเลือด จึงรีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึงพบศพผู้ตายเปลือยกายถูกผ่าท้องทิ้งไว้ในห้องน้ำ ตำรวจตรวจสอบข้อมูลเพื่อนและผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตาย และตรวจดูจากกล้องวงจรปิดหน้าหอพัก พบนายมาร์ก แฟนหนุ่มของผู้ตายมีพิรุธและต้องสงสัยมากที่สุด เนื่องจากหลังเกิดเหตุเคยเข้าออกห้องเช่าหลายครั้ง พยายามจะขนศพไปทิ้งอำพรางคดีแต่ไม่สำเร็จ ตำรวจติดตามจับกุมตัวนายมาร์กได้ที่หอพักโรงงาน ภายใน 24 ชั่วโมง
บ้านเช่าที่เกิดเหตุบริเวณใกล้นิคมอุตสาหกรรมจงลี่ที่ผู้ตายและแฟนหนุ่มเช่าอยู่ (ภาพจาก udn,com)
หลังอัยการสั่งฟ้องนายมาร์ก ความผิดฆ่าคนจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ฆ่าอำพรางด้วยการซ่อน ย้ายและทำลายศพและลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลเถาหยวนนัดไต่สวนคดีนี้ ซึ่งมีล่ามอาสาประจำศาลช่วยแปลภาษา จำเลยรับสารภาพทุกข้อหา ศาลเถาหยวนมีมติให้ใช้ระบบลูกขุนร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาจากศาลเถาหยวน 3 คน และได้จับสลาก 200 รายชื่อผู้พิพากษาประชาชน กำหนดวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ คัดเลือก 6 คน ร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษาจากศาลท้องถิ่นเถาหยวน โฆษกศาลท้องถิ่นเถาหยวนกล่าวว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 วันในการพิจารณาตัดสินคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคดีที่ 2 ที่ศาลไต้หวันใช้ระบบลูกขุนตัดสินคดีชาวต่างชาติ หลังจากที่คดีแรกเป็นคดีชาวไต้หวันเมาแล้วขับชนคนงานไทยเสียชีวิตแล้วหนี จำคุก 8.5 ปี หลังคนชนยอมจ่ายค่าชดใช้ทายาท 3 ล้านเหรียญ ไม่ยอมประกันภาคบังคับและเงินทดแทนจากกองทุนประกันภัยแรงงานตามกฎหมาย
ข่าวคราวที่แรงงานฟิลิปปินส์ฆ่าคู่รักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ฆ่าหั่นศพนับเป็นคดีแรก ตำรวจกล่าวว่า คดีสยองขวัญประเภทนี้ หากสังเกตดูจะพบว่า ส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากความรัก ก่อนจะกลายเป็นความแค้น จากนั้นจึงเกิดบันดาลโทสะ เลยลงมือฆ่าแล้วหั่นศพ เพื่อขนย้ายไปทิ้งได้สะดวก เพื่ออำพรางคดี
3. ไม่เข็ด! สาวไทยวัย 20 ปีถือฟรีวีซ่าเดินทางมากับกรุปทัวร์รับค่าจ้าง 1 แสนบาทขนเฮโรอีน 803 กรัม ซุกชั้นในกระเป๋าถือ ถูกจับขณะฝ่าด่านสนามบินเถาหยวน
คนไทยรับจ้างขนยาเสพติดให้โทษเข้าสู่ไต้หวัน ยังไม่มีแนวโน้มลดลง ทั้งที่กฎหมายลงโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ล่าสุดจับอีกแล้วเป็นหญิงไทยอายุเพียง 20 ปี ซุกเฮโรอีนไว้ชั้นในกระเป๋า ห่อหลายชั้นแบบตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย บรรจุด้านในของกระเป๋าสัมภาระ แต่ไม่รอดถูกตรวจพบและจับกุมคาสนามบินเถาหยวน
หญิงไทยวัย 20 ปีถือฟรีวีซ่าเดินทางมากับกรุปทัวร์รับค่าจ้าง 1 แสนบาทขนเฮโรอีน 803 กรัม ซุกชั้นในกระเป๋าถือ ถูกจับขณะฝ่าด่านสนามบินเถาหยวน (ภาพจาก news.ebc.net.tw)
ตำรวจท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมาว่า หญิงไทยอายุ 20 ปี เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2567 ใช้วิธีเดินทางมากับกรุปทัวร์เป็นเครื่องอำพราง หลังลงเครื่องที่อาคารผู้โดยสารขาเข้าแห่งที่ 2 สนามบินเถาหยวน ขณะผ่านเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่ด่านตรวจศุลกากรสังเกตเห็นกระเป๋าถือที่ซุกอยู่ในกระเป๋าสัมภาระน่าสงสัย เมื่อหญิงไทยรายนี้รับกระเป๋าสัมภาระเดินผ่านด่านศุลกากร ถูกเรียกให้หยุดรับการตรวจสอบ พบด้านในกระเป๋าสัมภาระมีกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้กรรไกรตัดและแกะกระเป๋าผ้า ภายในห่อด้วยถุงพลาสติกและอะลูมิเนียมฟอยล์หลายชั้นอย่างประณีต คล้ายกับวิธีห่อแบบตุ๊กตาแม่ลูกดกรัสเซีย ด้านในสุดเป็นเฮโรอีน 2 ถุง น้ำหนักรวม 803 กรัม ราคาในตลาดมืดกว่า 4,000,000 เหรียญไต้หวัน ถูกตำรวจท่าอากาศยานจับกุมส่งดำเนินคดีข้อหาลำเลียงยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับเงิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน
ในภาพเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรกำลังแกะกระเป๋าถือห่อหลายชั้นแบบตุ๊กตาแม่ลูกดก ภายในมีเฮโรอีน 2 ถุง น้ำหนัก 803 กรัม (ภาพจาก tcpttw.com)
ของกลางที่ตำรวจท่าอากาศยานเถาหยวนยึดได้ เฮโรอีน 2 ถุง น้ำหนัก 803 กรัม โทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสัมภาระ 1 ใบ (ภาพจากสำนักข่าว CNA)
จากการสอบปากคำ หญิงไทยรายนี้ให้การสารภาพว่า ตนได้รับการติดต่อว่าจ้างขนเฮโรอีนเข้าไต้หวันด้วยวิธีเดินทางมากับกรุปทัวร์ ผู้ว่าจ้างสัญญาว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ตน 100,000 บาท หลังผ่านด่านศุลกากรสนามบินเถาหยวนและเดินทางเข้าในโรงแรมที่ผู้ว่าจ้างสำรองห้องพักไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากทำมาหากินลำบากจึงตอบตกลงเสี่ยงดวง เผื่อว่าจะโชคดี จากนั้นผู้ว่าจ้างได้จัดการเรื่องการเดินทางกับกรุปทัวร์ให้ทั้งหมด แต่ไม่นึกว่าตนจะดวงอับเดินทางถึงสนามบินก็ถูกจับทันที และนอกจากยึดเฮโรอีนเป็นของกลางแล้ว ตำรวจยังยึดมือถือของหญิงไทยรายนี้เพื่อแกะรอยข้อมูลติดต่อ ขยายผลการตรวจสอบผู้บงการอยู่เบื้องหลังต่อไป
ตำรวจท่าอากาศยานกล่าวว่า ขบวนการค้ายาข้ามชาติพยายามจะนำยาเสพติดเข้าไต้หวันทุกรูปแบบ ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศไทย เนื่องจากถูกตรวจพบบ่อยมากสำหรับผู้ต้องหาหญิงไทยรายนี้ ได้ควบคุมตัวส่งให้สำนักงานอัยการเถาหยวนดำเนินคดี ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ด้วยการขนส่ง ลำเลียงเฮโรอีน ซึ่งไต้หวันจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต กรณีจำคุกตลอดชีวิตปรับเงิน 30 ล้านเหรียญไต้หวัน หากไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ สามารถใช้การจำคุกแทนได้ ในอัตรา 1,000 เหรียญต่อวัน
ก่อนหน้านี้ ตำรวจท่าอากาศยานเกาสงเพิ่งจับหญิงไทยรับจ้างขนเฮโรอีน 239 กรัม บรรจุเป็น 12 ถุง ยัดในช่องคลอดและทวารหนัก (ในภาพเป็นของกลางยาเสพติดในคดีอื่น ภาพจากตำรวจเกาสง)
ก่อนหน้านี้ สำนักงานอัยการเกาสง เพิ่งจะสั่งฟ้องหญิงไทยอีกราย ขนเฮโรอีน 239 กรัมเข้าไต้หวัน อุตส่าห์เลือกสายการบินโลคอสต์ เที่ยวบินกลางดึก เดินทางถึงท่าอากาศยานเกาสงรุ่งเช้า 07.15 น. โดยคิดว่าเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่สนามบินไม่เข้มงวด ขณะเดินผ่านด่านศุลกากรถูกตำรวจที่ได้รับแจ้งข้อมูลและดักรออยู่แล้วตะครุบตัวทันที ตรวจพบเฮโรอีนแบ่งบรรจุเป็น 12 ถุง ยัดในช่องคลอดและทวารหนัก น้ำหนักรวม 239 กรัม ถูกส่งดำเนินคดีข้อหาลำเลียง ขนส่งยาเสพติดประเภทที่ 1 เช่นกัน
4. ตายเพราะเจ้าชู้? หนุ่มเวียดนามแค้นเมียมีชู้กับแรงงานไทย ตามไปที่หอพักแทงชายชู้ดับต่อหน้ากิ๊กสาวไทยอีกรายแล้วหนี ถูกจับใน 2 ชั่วโมง
เหตุฆาตกรรมเนื่องจากพิษรักแรงหึงคดีนี้ เกิดขึ้นที่เขตซีถุน นครไทจง แรงงานไทยรายหนึ่งแต่งงานมีลูกเมียแล้ว เดินทางมาทำงานไต้หวัน ไม่เพียงแต่มีแฟนคนใหม่เป็นสาวไทย ยังไปยุ่งเกี่ยวกับสาวเวียดนามที่มีครอบครัวแล้ว ถูกหนุ่มเวียดนามสามีของฝ่ายหญิงสืบทราบที่อยู่ ตามไปที่หอพักแทงหน้าท้องต่อหน้าแฟนสาวไทย จากนั้นหลบหนีไป ตำรวจตามจับได้ใน 2 ชั่วโมง ส่วนแรงงานไทยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในวันเดียวกัน
หนุ่มเวียดนามแค้นใจที่ภรรยาชาติเดียวกันนอกใจคบแรงงานไทย แทงชาชู้เสียชีวิต ถูกจับเข้าโรงพักทั้งคู่ (ภาพจากคลิปตำรวจไทจง)
เมื่อเวลา 13.00 น. เศษ วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา สถานีตำรวจเขตซีถุน ได้รับแจ้งความจากโรงพยาบาลทหารผ่านศึกสาขาไทจงว่า มีแรงงานไทยรายหนึ่งสันนิษฐานพัวพันคดีชู้สาว ถูกแทงที่ท้องเสียเลือดมากอาการสาหัส และเสียชีวิตหลังส่งเข้ารับการรักษาได้ไม่นาน ตำรวจไทจง จึงรุดไปที่เกิดเหตุ ตรวจดูกล้องวงจรปิดและตั้งคณะทำงาน ตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยรายนี้ได้ในเวลา 2 ชั่วโมง ส่งดำเนินคดีข้อหาฆ่าคน
โฆษกสถานีตำรวจในพื้นที่แถลงข่าวคดีแรงงานเวียดนามแค้นที่ภรรยาคนชาติเดียวกันนอกใจมีชู้กับชายอื่น ตามไปแทงชายชู้ที่เป็นแรงงานไทยเสียชีวิต (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ผู้ตายเป็นแรงงานไทยจากจังหวัดอุดรธานี อายุ 31 ปี แต่งงานมีครอบครัวแล้ว เพื่อจะหาเงินเลี้ยงลูกและครอบครัว เดินทางมาทำงานที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรม เขตซีถุน นครไทจง ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว เมื่อครบสัญญารอบที่สอง ทำเรื่องขอย้ายงานไปทำงานกับนายจ้างใหม่ อยู่ระหว่างรอโอนย้าย ระหว่างที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน แรงงานไทยรายนี้มีแฟนทั้งที่เป็นสาวไทยและสาวเวียดนาม และที่เกิดเหตุถูกแทง เพราะไปยุ่งกับสาวเวียดนามอายุ 24 ปีที่มีครอบครัวแล้วรายหนึ่ง ถูกสามีของสาวเวียดนามรู้เข้า เกิดความแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสืบทราบที่อยู่ของชายที่เป็นชู้กับภรรยาของตน พกมีดปอกผลไม้ไปเคาะประตูหอพัก แรงงานไทยรายนี้ ซึ่งพักอยู่กับแฟนสาวคนใหม่ที่เป็นแรงงานไทยเช่นกัน ไม่เอะใจลุกขึ้นไปเปิดประตู ยังไม่ทันถามว่ามาทำอะไรก็ถูกหนุ่มเวียดนามแทงที่หน้าท้อง 1 แผลจากนั้นคนแทงหลบหนีไป แรงงานไทยถูกแทงรีบปิดประตูทันที แฟนสาวคนไทยรีบแจ้งคนรู้จักโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน รถพยาบาลมารับไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกสาขานครไทจง แพทย์พบว่า แผลไม่ถึงกับลึกมาก แต่เนื่องจากเสียเลือดมาก หลังส่งถึงโรงพยาบาลได้ไม่นานก็เสียชีวิต ทางโรงพยาบาลจึงแจ้งความต่อสถานีตำรวจตามกฎระเบียบ
ตำรวจตามจับแรงงานเวียดนามที่แทงแรงงานไทยเสียชีวิตได้ที่เขตหลงจิ่งในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พร้อมยึดของกลางเป็นมีดปอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ 1 เล่ม (ภาพจากสถานีตำรวจไทจง)
ตำรวจไทจงตั้งคณะทำงาน ตรวจสอบจากสถานที่เกิดเหตุ สอบปากคำหญิงไทยที่อยู่ผู้ตายขณะถูกแทงและตรวจกล้องวงจรปิด สามารถตามจับแรงงานเวียดนามรายนี้ได้ที่เขตหลงจิ่งในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พร้อมของกลางมีดปอกผลไม้ที่ใช้ก่อเหตุ 1 เล่ม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าแทงชายชู้ของภรรยาจริง แต่เพียงแค่แค้นอยากสั่งสอนเท่านั้น ไม่นึกว่าจะถึงตาย ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งอัยการสอบสวนสืบสวนดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนต่อไป พร้อมย้ำไม่ว่าจะชาวไต้หวันหรือชาวต่างชาติ หากมีพฤติกรรมผิดกฎหมาย จะจัดการและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เตือนอย่าท้าทายกฎหมาย