1. สิ้นปี 2567 ไต้หวันอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน 56.14% เป็นผู้อนุบาล แรงงานไทยภาคการผลิตได้รับอนุมัติแล้ว 2,856 จากทั้งหมด 14,258 คน
เพื่อที่จะแก้ไขภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะระดับช่างเทคนิค กระทรวงแรงงานไต้หวันผลักดันโครงการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและได้รับค่าจ้างตามกำหนด สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและอยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป หรือเรียกสั้น ๆ ว่าโครงการแรงงานกึ่งฝีมือ มาตั้งแต่ 30 เมษายน 2565 จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 กระทรวงแรงงานไต้หวันอนุมัติให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน ในจำนวนนี้ 56.14% เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคสวัสดิการสังคม ส่วนที่เป็นแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิต 14,258 คน คิดเป็น 43.85%
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
เริ่มจากปี 2567 เป็นต้นมา กรมพัฒนากำลังแรงงาน ใช้มาตรการเชิงรุกในการส่งเสริมให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ โดยโทรศัพท์สอบถามนายจ้างที่มีแรงงานต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติในการยกระดับแรงงานกึ่งฝีมือ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ผลปรากฏว่า นายจ้างมีความกระตือรือร้นในการยื่นขอยกระดับแรงงานต่างชาติของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือมากขึ้น
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว เถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้า นครเถาหยวน)
สำหรับคุณสมบัติของแรงงานกึ่งฝีมือ มี 4 เงื่อนไข ได้แก่ ทำงานในไต้หวันติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป หรือทำงานไม่ต่อเนื่องแต่มีอายุงานรวมสะสมครบ 11 ปี 6 เดือนขึ้นไป หรือแรงงานเก่าที่เคยทำงานในไต้หวันครบ 11 ปี 6 เดือนและเดินทางกลับประเทศแล้ว รวมถึงนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับอนุปริญญาขึ้นไป หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างตามกำหนดและมีทักษะฝีมือตามเกณฑ์ นายจ้างสามารถยื่นขอว่าจ้างเป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ โดยทำสัญญาครั้งละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดสามารถต่อสัญญาใหม่ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดระยะเวลาการทำงาน 12 /14 ปี เหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป จะได้รับเงินบำเหน็จและเงินบำนาญเหมือนแรงงานท้องถิ่น เมื่ออยู่ทำงานในไต้หวันครบ 5 ปี ยังมีสิทธิ์ยื่นขอถิ่นที่อยู่ถาวร ในส่วนผลดีของนายจ้าง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องชำระเงินเข้ากองทุนความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่นเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปที่นายจ้างต้องจ่ายเดือนละ 2,000-3,000 เหรียญต่อคน นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาทดแทนโควตาแรงงานต่างชาติทั่วไปที่ได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว ช่วยให้นายจ้างมีความยืดหยุ่นในการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น
แรงงานในภาคการผลิต หากได้รับค่าจ้างประจำเกิน 35,000 เหรียญขึ้นไป สามารถยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานด้านทักษะฝีมือใด ๆ
ข้อมูลของศูนย์บริการการจ้างงานชาวต่างชาติ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 กระทรวงแรงงานอนุมัติแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว 32,512 คน แบ่งเป็นตำแหน่งงานต่อไปนี้ :
1. โรงงานอุตสาหกรรม 13,562 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนาม 4,963 คน ตามด้วยแรงงานฟิลิปปินส์ 3,672 คน แรงงานไทยได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ 2,836 คน และอินโดนีเซีย 2,064 คน
2. ลูกเรือประมงได้รับการอนุมัติแล้ว 596 คน เป็นลูกเรืออินโดนีเซีย 468 คน ฟิลิปปินส์ 111 คน เวียดนาม 13 คนและไทย 4 คน
3. ภาคการเกษตรอนุมัติแล้ว 44 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 18 คน อินโดนีเซีย 17 คน ฟิลิปปินส์ 6 คนและไทย 3 คน
4. โรงเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ 24 คน เป็นแรงงานเวียดนาม 14 คน อินโดนีเซีย 8 คนและฟิลิปปินส์ 2 คน
5. ภาคการก่อสร้างอนุมัติแล้ว 28 คน เป็นคนงานไทย 17 คน อินโดนีเซีย 6 คน เวียดนาม 5 คน
6. งานจ้างเหมาบริการภาคการเกษตรเป็นแรงงานเวียดนามทั้งหมด 4 คน
แรงงานไทยที่ไทจงรับการอบรมและสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานประเภารถยก
ด้านภาคสวัสดิการสังคมหรือผู้อนุบาล ได้รับการอนุมัติมากที่สุด 18,254 คน คิดเป็น 56.14% แบ่งเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน 17,566 คน เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซีย 13,590 คน ฟิลิปปินส์ 2,712 คน เวียดนาม 1,197 คนและผู้อนุบาลไทย 67 คน ส่วนผู้อนุบาลในองค์กร ได้รับอนุมัติ 688 คน เป็นผู้อนุบาลเวียดนาม 370 คน อินโดนีเซีย 215 คน ฟิลิปปินส์ 101 คนและแรงงานไทย 2 คน
เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำในไต้หวันปรับสูงขึ้นทุกปี โดยในปีใหม่นี้ปรับเป็น 28,590 เหรียญ ใกล้ค่าจ้างประจำของแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตที่เริ่มต้น 33,000 เหรียญเข้าไปทุกที รวมถึงกระทรวงแรงงานมีการส่งเสริม ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกมากขึ้น อาทิ ลดระยะเวลาในการประกาศรับสมัครแรงงานในประเทศ เพื่อให้นายจ้างได้ใบรับรอง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประกอบการยื่นขอ และจัดตั้งศูนย์บริการแรงงานกึ่งฝีมือ ฯลฯ จึงคาดว่า ยอดจำนวนแรงงานกึ่งฝีมือจะเพิ่มรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม
สื่อประชาสัมพันธ์จากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม NGO เคยแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ขัดกับจุดยืนของกระทรวงแรงงานว่า โครงการแรงงานกึ่งฝีมือมีเงื่อนไขและอุปสรรคมากมาย ไม่จูงใจนายจ้างยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปของตนเป็นแรงงานกึ่งฝีมือและเป็นเหตุให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือต้องเดินทางไปทำงานประเทศอื่น ทำให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมืออยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย จะเห็นได้ว่า แรงงานกึ่งฝีมือที่ได้รับอนุมัติ กว่าครึ่งหรือส่วนใหญ่เป็นภาคสวัสดิการสังคม ตำแหน่งผู้อนุบาล ส่วนแรงงานกึ่งฝีมือในภาคการผลิตมีจำนวนไม่มาก ช่วยแก้ภาวะขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการได้น้อย เพราะมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ ทำให้นายจ้างจำนวนมากไม่สนใจจะยกระดับแรงงานต่างชาติทั่วไปเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ เมื่อครบสัญญาก็เปลี่ยนไปนำเข้าแรงงานต่างชาติคนใหม่มาแทน
ข้อดีของการเป็นแรงงานกึ่งฝีมือที่มีต่อนายจ้างและลูกจ้าง จัดทำโดยกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน
ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการและกลุ่ม NGO เสนอว่า ควรจะยกเลิกข้อห้ามในกฎหมายการจ้างงาน ซึ่งกำหนดให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันรวมสะสมไม่เกิน 12 ปีสำหรับแรงงานในภาคการผลิตและ 14 ปีสำหรับแรงงานในภาคสวัสดิการสังคม นายจ้างจำนวนมากกล่าวว่า ทำไมต้องบังคับให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานกับตนซึ่งผ่านการฝึกฝน มีความชำนาญในหน้าที่การงาน รู้กฎระเบียบและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมการทำงานของไต้หวัน ต้องเดินทางกลับประเทศเมื่อทำงานครบ 12 ปี แล้วให้นำเข้าแรงงานคนใหม่มาทดแทนเพื่อฝึกฝนต่อไป ไม่เพียงแต่จะเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานเท่านั้น ยังส่งผลให้แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ต่อไป เท่ากับว่า ไต้หวันเป็นแหล่งฝึกแรงงานต่างชาติให้ประเทศอื่น ในส่วนมุมมองของกลุ่ม NGO เห็นว่า ชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แรงงานกึ่งฝีมือและแรงงานต่างชาติทั่วไป ควรจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ทำไมชาวต่างชาติที่ทำงานในตำแหน่งอื่น ๆ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันได้อย่างไม่จำกัด ขณะที่แรงงานต่างชาติทั่วไปถูกกีดกันและจำกัดระยะเวลาทำงาน จึงเสนอว่า แทนที่จะขยายระยะเวลาการทำงานครั้งละ 3 ปี ควรจะยกเลิกไปเลยเหมือนกับแรงงานในสถานะอื่น ๆ ไม่เพียงแต่สนองและตอบโจทย์ของผู้ประกอบการ ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและแหล่งที่มาของแรงงานต่างชาติลดน้อยลง นอกจากนี้ ยังจะลดปัญหาการหลบหนีของแรงงานต่างชาติได้ด้วย
2. บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ ไทจงจับแล้ว 425 ราย
เพื่อเป็นการจัดระเบียบใหม่และแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานไฟฟ้า ตั้งแต่ 30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา รถจักรยานไฟฟ้าในไต้หวันทุกคัน จะต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับ เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ หลังจากมาตรการนี้ดำเนินมาได้ 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 เฉพาะที่นครเถาหยวน มีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับ 201 ราย ในจำนวนนี้ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไม่ได้ซื้อประกันภาคบังคับตามกฎระเบียบ 195 ราย ครองสัดส่วนผู้ทำผิดกฎหมาย 97% และในจำนวนผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% หรือ 162 รายเป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีทุกชาติ แต่เวียดนามมีจำนวนมากที่สุด ตามด้วยแรงงานไทยและอินโดนีเซีย แต่ละรายถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญฐานไม่ได้จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและไม่ซื้อประกันปรับอีก 750-1,500 เหรียญ
หลังจากมาตรการนี้ดำเนินมาได้ 1 เดือน นครเถาหยวน มีผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับ 201 ราย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนและไม่ได้ซื้อประกันภาคบังคับตามกฎระเบียบ 195 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% หรือ 162 รายเป็นแรงงานต่างชาติ
นอกจากเถาหยวนแล้ว ตำรวจทั่วไต้หวันมีการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างเข้มข้น ที่นครนิวไทเปจับแล้ว 749 คดี ไม่ติดหรือปิดบังแผ่นป้าย 315 ราย จอดรถไม่เป็นที่ 209 รายและให้คนอื่นนั่งซ้อนท้าย 52 ราย เนื่องจากผู้ทำผิดกฎจราจรส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ กองจราจรนิวไทเปใช้ระบบ AI ทำคลิปภาษาแม่ของแรงงานต่างชาติเพิ่มการประชาสัมพันธ์ตามนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่วนที่ไทจง ซึ่งเป็นเมืองที่มียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียนถูกกฎหมายมากที่สุด มีการตรวจจับผู้ใช้รถจักรยานไฟฟ้าผิดกฎหมาย 758 ราย เป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันตามกฎระเบียบมากที่สุด 425 ราย เฉพาะในเขตอูรื่อ ซึ่งมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เป็นจำนวนมากผิดกฎระเบียบ 71 ราย ในจำนวนนี้ ยังตรวจพบนายอามาน อายุ 30 ปี แรงงานอินโดนีเซียบิดแผ่นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ใช่ป้ายเลขทะเบียนขึ้น เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของตำรวจจราจร แต่ไม่รอดถูกจับขณะผ่านสี่แยกไฟแดงแม้เจ้าตัวจะอ้างว่า เพิ่งซื้อจากเพื่อนและยังไม่ทันจะจดทะเบียนตามกฎระเบียบ
บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก watchmedia01.com)
จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคมพบว่า จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 ทั่วไต้หวันมีรถจักรยานไฟฟ้าที่จดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกฎระเบียบแล้ว 265,029 คัน ในจำนวนนี้ นครไทจงมียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าที่จดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายมากที่สุด 39,308 คัน ครองสัดส่วนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียนทั่วไต้หวัน 12.88% ในจำนวนนี้ ประมาณ 40% หรือ 15,800 คัน เจ้าของเป็นแรงงานต่างชาติ ตามด้วยนครเกาสง 37,397 คัน นครเถาหยวน 28,367 คัน ไถหนาน 27,941 คัน จางฮั่ว 24,179 คัน ส่วนที่นครนิวไทเป มียอดจำนวนรถจักรยานไฟฟ้าจดทะเบียน 21,560 คัน
บังคับครบเดือน เถาหยวนจับจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ได้จดทะเบียน 201 ราย ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย 80% เป็นแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก tyenews.com)
กระทรวงคมนาคมแถลงว่า รถจักรยานไฟฟ้าทุกคันไม่ว่าซื้อใหม่หรือมือสอง จะต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้ายและซื้อประกันภัยภาคบังคับแล้ว จึงจะขับขี่บนท้องถนนได้ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องมีใบขับขี่เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป สำหรับการจดทะเบียนและติดแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า เสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียว 450 เหรียญได้แก่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 300 เหรียญ และค่าแผ่นป้ายทะเบียน 150 เหรียญ และต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับตามอายุการใช้งานของรถ หากเป็นรถใหม่ ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 3 ปี รวมเบี้ยประกัน 1,358 เหรียญ กรณีเป็นรถอายุการใช้งานไม่ถึง 1 ปี ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 2 ปี รวมเบี้ยประกัน 971 เหรียญ หากเป็นรถอายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 1 ปี เบี้ยประกัน 563 เหรียญ และต้องต่อประกันก่อนหมดอายุ กรณีที่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดชำรุดเสียหายและเลิกใช้ ประกันภัยภาคบังคับที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสามารถรับคืนได้ตามสัดส่วน
30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา ตำรวจทุกท้องที่ตรวจเข้มรถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้าย จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ (ภาพจาก i.epochtimes.com)
กระทรวงแรงงานฝากประชาสัมพันธ์ขอให้แรงงานต่างชาติเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย รถจักรยานไฟฟ้าซึ่งเป็นยานพาหนะยอดนิยมของแรงงานต่างชาติ ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 25 กม. ต่อชั่วโมง น้ำหนักรถไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. หรือรวมแบตเตอรี่ไม่เกิน 60 กก. หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ไม่สวมหมวกกันน็อกจะถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ห้ามให้คนซ้อนท้าย ห้ามเมาแล้วขับ เจ้าของรถสามารถหาซื้อประกันภัยภาคบังคับได้จากพนักงานขายประกันภัย ร้านขายจักรยานไฟฟ้าทั่วไปมีบริการซื้อประกันภัย หรือซื้อจากเว็บของบริษัทประกันภัยได้ หากไม่ซื้อประกันภาคบังคับตามกำหนด มีโทษปรับ 750-1,500 เหรียญ กรณีเกิดอุบัติเหตุและพบว่ารถจักรยานไฟฟ้าไม่ได้ซื้อประกันภัยภาคบังคับ ต้องเสียค่าปรับ 9,000–30,000 เหรียญไต้หวัน
30 พ.ย. 67 เป็นต้นมา ตำรวจทุกท้องที่ตรวจเข้มรถจักรยานไฟฟ้า ต้องจดทะเบียนติดแผ่นป้าย จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ (ภาพจาก udn.com)
3. แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าตกทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีน เตือนร่างกายอยู่ในสภาพอ่อนเพลียหรือเมาแล้วขับเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูง
ช่วงหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา มีแรงงานไทยเสียชีวิตหลายราย ทั้งเส้นเลือดสมองแตกจากอากาศหนาวจัด จับปลาจมน้ำเสียชีวิตหรือเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ
รุ่งเช้าวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน มีชาวไต้หวันที่เขตต้าตู้ นครไทจง พบเห็นรถจักรยานไฟฟ้าคันหนึ่งตกอยู่กลางทุ่งนา และมีชายนอนจมน้ำในบริเวณเดียวกัน จึงโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุนำร่างของชายรายนี้และรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาจากทุ่งหนา พบว่าชายซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของรถ เสียชีวิตหลายชั่วโมงแล้ว
แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก tw.nextapple.com)
จากการตรวจสอบของตำรวจพบว่า ชายผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตรายนี้ ชื่อนายทวีศักดิ์ อายุ 58 ปี เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานี เป็นแรงงานไทยถูกกฎหมายทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตเสาไฟฟ้า หมอนรองรางรถไฟและท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ที่เขตต้าตู้ นครไทจง เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด จึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้แรงงานไทยรายนี้ตกลงไปในทุ่งนาเสียชีวิต เมื่อหน่วยกู้ภัยและตำรวจมาถึง พบแรงงานไทยรายนี้น่าจะเสียชีวิตไปแล้วนานหลายชั่วโมง เบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากเมาแล้วขับหรือไม่ ต้องรอให้นิติเวชชันสูตรศพหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป
แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก TVBS)
อย่างไรก็ตามสถานีตำรวจไทจงกล่าวเรียกร้องผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด นอกจากต้องเคารพกฎจราจร ขับขี่รถอย่างระมัดระวังและมีสติแล้ว กรณีที่ร่างกายไม่พร้อมจะขับขี่ยานพาหนะ ไม่ว่าจะหลับในหรืออยู่ในภาวะง่วงนอนขณะขับขี่รถ โดยเฉพาะหลังดื่มแอลกอฮอล์หรือเมาแล้วขับ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัย หากมีการดื่มสุรา แนะควรพักผ่อนหรือเรียกแท็กซี่ไปส่ง อย่าขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพราะอาจต้องเสียค่าปรับที่แพง ที่สำคัญยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต
แรงงานไทยที่ไทจงขี่รถจักรยานไฟฟ้าทิ่มลงไปทุ่งนาดับปริศนาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา (ภาพจาก tw.nextapple.com)
4. แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีน ตกน้ำเสียชีวิตบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง หน่วยกู้ภัยใช้โดรนค้นหา 3 วัน พบศพในสภาพขึ้นอืด
สองแรงงานไทยที่เกาสง ชวนกันไปจับปลาในแม่น้ำเกาผิงซีบริเวณรอยต่อเกาสงและผิงตง ขณะเดินผ่านฝายชะลอน้ำจากฝั่งเกาสงไปยังฝั่งผิงตง 1 ในแรงงานไทยพลาดตกลงไปในแม่น้ำ ถูกน้ำพัดพาหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อเห็นเพื่อนจมน้ำ แรงงานไทยรีบโทรแจ้งล่ามและโรงงาน หน่วยกู้ภัยทั้งจากผิงตงและเกาสง 36 นาย รถกู้ภัย 16 คัน เรือยางติดเครื่องยนต์ 3 ลำและโดรนอีก 6 เครื่อง ออกค้นหาแรงงานไทยรายนี้ ใช้เวลาถึง 3 วัน จึงพบศพของแรงงานไทยในสภาพเสียชีวิตไปแล้ว
แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก CNA)
โฆษกหน่วยกู้ภัยเมืองผิงตงกล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำหายสาบสูญเมื่อเวลา 15.27 น. วันที่ 29 มกราคม ซึ่งเป็นวันตรุษจีน จึงจัดส่งหน่วยกู้ภัยออกค้นหา ขณะเดียวกันได้แจ้งหน่วยกู้ภัยนครเกาสงร่วมกันออกค้นหา ใช้เวลานาน 3 วัน จนเมื่อเวลา 09.33 น. วันที่ 1 ก.พ. โดรนหน่วยกู้ภัยจึงตรวจพบศพผู้ตาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพขึ้นมาจากน้ำ พบสภาพศพเสียชีวิตไปนานแล้ว
แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก หน่วยกู้ภัยผิงตง)
ผู้ตายเป็นแรงงานไทยอายุ 45 ปี มาจากอุดรธานี เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันนานหลายปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุ เพิ่งจะยายนายจ้างใหม่ มาทำงานโรงงานผสมคอนกรีตที่เขตต้าเหลียว นครเกาสง เนื่องจากช่วงเทศกาลตรุษจีน โรงงานหยุดยาว ผู้ตายและแรงงานไทยอีกรายชวนกันไปจับปลาที่แม่น้ำเกาผิงซี ขณะเดินบนฝายกั้นข้ามไปยังฝั่งผิงตง พลาดท่าตกน้ำจมหายไปอย่างไร้ร่องรอย หน่วยกู้ภัยทั้งจากผิงตงและเกาสง 36 นาย รถกู้ภัย 16 คัน เรือยางติดเครื่องยนต์ 3 ลำและโดรนอีก 6 เครื่อง ออกค้นหานานถึง 3 วัน จึงพบศพของแรงงานไทยในสภาพเสียชีวิตไปแล้ว
แรงงานไทยจับปลาในวันตรุษจีนที่ผ่านมา ตกน้ำหายสาบสูญไปบริเวณรอยต่อเกาสง-ผิงตง เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหานานถึง 3 วันพบเสียชีวิตแล้ว (ภาพจาก หน่วยกู้ภัยผิงตง)
แรงงานไทยจำนวนหนึ่งยังนิยมออกหาปลาตามแม่น้ำลำธารในวันหยุดงาน ขอเตือนว่า แม่น้ำและลำห้วยในไต้หวันส่วนใหญ่ค่อนข้างชันและมีระยะทางสั้น น้ำมักจะไหลเชี่ยว มีหลุมทรายหรือมีน้ำวนอยู่ก้นแม่น้ำลำธาร เสี่ยงต่อการจมน้ำ จึงควรหลีกเลี่ยงไปในสถานที่อันตรายดังกล่าว อยากจะกินปลาหรือสัตว์เลี้ยงชนิดไหนก็ตาม หาซื้อจากซูเปอร์มาเก็ต ไฮเปอร์มาเก็ตและตลาดสด ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพและถูกหลักอนามัย อีกทั้งราคาก็ไม่แพงจะดีกว่า