1. คุมเข้มบัญชีม้า! เสนออายัดบัญชีธนาคารทันทีเมื่อแรงงานต่างชาติหลบหนีหรือกลับบ้าน ป้องกันขายบัญชีให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ธนาคารเริ่มตรวจสอบเข้มข้น
ขบวนการมิจฉาชีพผู้กระทำการหลอกลวงต้มตุ๋นหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มักจะใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลอื่นหรือที่เรียกกันว่าบัญชีม้า นำมาใช้เป็นช่องทางในการรับเงินและถ่ายโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงมาถึงตัวได้ เนื่องจากทางการไต้หวันมีการปราบปรามและประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง ทำให้การซื้อขายบัญชีม้าในหมู่ชาวไต้หวันเป็นไปได้ยากขึ้นและถูกตรวจพบถูกจับกุมง่าย ช่วง 2-3 ปีมานี้ มีการหันเหทิศทางกลุ่มเป้าหมายรับซื้อบัญชีม้าจากแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับบ้านหรือหลบหนี ส่งผลให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินของตำรวจทำได้ยากขึ้น เพราะเจ้าของบัญชีเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่อยู่ระหว่างหลบหนีหรือเป็นแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศแล้ว กลายเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินและเป็นช่องโหว่ในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สภาพการณ์ข้างต้น นอกจากเกิดจากตัวแรงงานต่างชาติเองแล้ว ตำรวจยังสันนิษฐานว่า น่าจะมีนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานบางรายรับซื้อบัญชีม้าและซิมม้าเพื่อขายต่อให้แก่ขบวนการมิจฉาชีพอย่างมีระบบ
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 นาย Eda อายุ 35 ปี แรงงานฟิลิปปินส์ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชักจูงเพื่อนร่วมชาติที่อยากหารายได้เสริมด้วยการยอมให้ใช้บัญชีเงินฝาก โดยได้ค่าตอบแทนร้อยละ 3 หรือครั้งละประมาณ 3,000-10,000 เหรียญไต้หวันต่อการโอนเงินและถอนเงิน 1 ครั้ง โดยหลอกว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นของเพื่อนแรงงานฟิลิปปินส์ผิดกฎหมายที่ต้องการจะโอนเงินกลับบ้าน เนื่องจากมีรายได้ค่อนข้างงาม ทำให้แรงงานฟิลิปปินส์มีการบอกกันปากต่อปาก แห่หารายได้เสริมด้วยวิธีดังกล่าว แต่หารู้ไม่ว่า พวกตนตกเป็นเครื่องมือช่วยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฟอกเงิน เพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีของพวกเขารวมจำนวนกว่า 10 ล้านเหรียญ เป็นเงินของผู้เสียหายชาวไต้หวันหลายสิบคน ตำรวจกรมสอบสวนคดีอาญาจับกลุ่มแรงงานฟิลิปปินส์แก๊งนี้ได้ 20 คน เป็นหญิง 15 ชาย 5 ทั้งหมดเป็นแรงงานถูกกฎหมาย หัวโจกคือนาย Eda บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
สื่อประชาสัมพันธ์เตือนภัยบัญชีม้าจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน
กรมสอบสวนคดีอาญาเปิดเผยสถิติพบว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารหรือขายบัญชีม้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2562 ตรวจพบและจับกุม 98 ราย ปี 2566 พุ่งขึ้นเป็น 703 ราย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ครบสัญญาหรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย สภาพการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากดูจากจำนวนคดีที่ตรวจพบ ในปี 2565 มี 569 คดี มาในปี 2566 ตรวจพบ 1,335 คดี พุ่งขึ้นเท่าตัว และยังพบว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติดังกล่าวถูกนำไปใช้โอนเงินเป็นบัญชีชั้นที่ 2 ไม่ใช่บัญชีแรกที่โอนเงินจากเหยื่อผู้เสียหายเข้าโดยตรง ทำให้ไม่มีการแจ้งความและไม่ได้อายัดบัญชีตั้งแต่แรก ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า บัญชีม้าของแรงงานต่างชาติที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์นำมาใช้ในการฟอกเงิน น่าจะมีมากกว่าตัวเลขดังกล่าว
หน่วยงานไต้หวันหาทางสะกัดกั้นบัญชีม้า พบแรงงานต่างชาติก่อนเดินทางกลับประเทศ มีแนวโน้มขายบัญชีธนาคารของตนให้ขบวนการมิจฉาชีพนำไปก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 สภานิติบัญญัติไต้หวันมีการแก้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 15 ข้อ 2 วรรค 6 เพิ่มการลงโทษเจ้าของบัญชีม้าและระเบียบการปิดหรือจำกัดการใช้บัญชีธนาคาร เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป กำหนดให้เจ้าของบัญชีธนาคาร บัญชีเงินตราเสมือนอย่างเงินดิจิทัลเป็นต้นและบัญชีระบบชำระเงินออนไลน์ที่ผ่านตัวกลางของผู้ให้บริการด้านการชำระเงิน ที่ให้ผู้อื่นนำไปใช้โดยไม่มีเหตุผล จะถูกอายัดบัญชี ถูกจำกัดวงเงิน ห้ามไม่ให้ใช้หรือเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์
มีเว็บไซต์ในไต้หวันประกาศรับซื้อเอาบัญชีธนาคารและบัตร ATM จากแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะคนที่ยกเลิกสัญญาหรือครบสัญญาเตรียมเดินทางกลับประเทศ (ภาพจาก vahinos)
กรมสอบสวนคดีอาญากล่าวอย่างหนักใจว่า เนื่องจากตำรวจปราบปรามหนัก ทำให้ต้นทุนการซื้อบัญชีม้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นจาก 80,000-150,000 เหรียญต่อบัญชีของเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ปัจจุบันแพงขึ้นเป็น 300,000-400,000 เหรียญต่อ 1 บัญชี และกำลังพุ่งเป้าหมายใหม่ไปยังกลุ่มแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายและยังไม่ถูกตรวจพบที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจนทะลุหลัก 86,000 คนแล้ว ตำรวจกล่าวว่า บัญชีม้าของชาวต่างชาติที่ถูกตรวจพบ 80% เป็นของแรงงานต่างชาติ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นของแรงงานต่างชาติที่ทำงานครบหรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด เมื่อขายบัญชีธนาคารแล้ว เดินทางกลับประเทศและไม่คิดจะกลับเข้าไต้หวันใหม่ ไม่ได้ใช้และไม่กลัวจะถูกปิดบัญชี จึงสันนิษฐานว่า น่าจะมีนายหน้าหรือล่ามบริษัทจัดหางานชี้ช่องทางให้แรงงานต่างชาติกลุ่มนี้ อีกประมาณ 20% เป็นบัญชีธนาคารของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวโดยได้รับการยกเว้นวีซ่า และมักจะขายบัญชีธนาคารก่อนจะเดินทางกลับประเทศ ทำให้ตรวจสอบได้ยาก จึงเสนอว่า ควรจะอายัดหรือปิดบัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติทันทีที่หลบหนีหรือเดินทางกลับประเทศไม่กลับเข้ามาในไต้หวันอีก เพื่อป้องกันบัญชีธนาคารถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย ด้านกระทรวงแรงงานเกรงว่า แรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศแล้ว ยังมีความจำเป็นต้องใช้บัญชีธนาคารของไต้หวัน มาตรการอายัดหรือปิดบัญชีธนาคารแรงงานต่างชาติที่เดินทางกลับประเทศโดยถ้วนหน้าดังกล่าว อาจทำให้มีแรงงานต่างชาติได้รับความเสียหาย เช่น เงินคืนภาษี เงินค่าจ้างค้างจ่าย ฯลฯ ไม่สามารถโอนเข้าบัญชี ได้รับความเสียหายมากกว่าผู้จงใจขายบัญชีม้า จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ และเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็ว ๆ นี้ กรมสอบสวนคดีอาญากล่าวเสริมว่า บัญชีธนาคารของแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับโอนเงินค่าจ้างหรือเงินคืนภาษี สามารถจำกัดการทำธุรกรรมอื่น ๆ ยกเว้นการโอนเงินค่าจ้างหรือเงินคืนภาษี และเมื่อมีการหลบหนี ตำรวจเพิ่มการแจ้งธนาคารอายัดบัญชีธนาคารทันที ส่วนแรงงานต่างชาติที่กลับเข้ามาในไต้หวันใหม่ หลังกลับเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถกลับมาใช้บัญชีธนาคารเดิมได้ตามปกติ
ตำรวจเถาหยวนจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายเข้าร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังตระเวนถอนเงินจากตู้ ATM
ก็ต้องรอดูต่อไปว่า จะใช้มาตรการใดแก้ปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานตำรวจได้ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างชาติทราบว่า ระวัง อย่าขายหรือให้ใครใช้บัญชีธนาคารและบัตร ATM ของเรา เพราะท่านอาจตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินหรือเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แม้ว่าจะเดินทางกลับประเทศแล้ว 2-3 ปีให้หลัง ท่านอาจลืมแล้วกลับเข้าไต้หวันใหม่จะถูกจับทันทีที่เดินทางเข้าไต้หวัน สภาพการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นหลายรายในขณะนี้ หรืออาจถูกขึ้นบัญชีในทะเบียนอาชญากรการเงินของตำรวจสากล แล้วท่านจะเสียใจในภายหลังว่า ได้ไม่คุ้มเสีย
ตำรวจฮัวเหลียนลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างชาติระวังตกเป็นเครื่องมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (ภาพจากสถานีตำรวจซินเฉิง เมืองฮัวเหลียน)
2. ข่าวดี! ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย หากมีเงื่อนไขสอดคล้องกับกำหนด หรือนายจ้าง นายหน้าที่กระทำผิดเข้ามอบตัว จะได้รับการลดหย่อนโทษปรับลงกึ่งหนึ่ง หากชี้เบาะแสและนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดอื่น จะได้รับการยกเว้นทั้งหมด
กรณีที่ไต้หวันประกาศใช้กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ ในส่วนของบทลงโทษ มีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา กำหนดให้แรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้บัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC ถูกเพิกถอน หรือชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า เดิมเสียค่าปรับ 2,000-10,000 เหรียญ เพิ่มโทษปรับขึ้น 5 เท่าเป็น 10,000-50,000 เหรียญ ซึ่งเป็นค่าปรับที่ค่อนข้างสูง ไหนจะยังต้องออกค่าตั๋วเครื่องบินอีกต่างหาก ทำให้ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย แม้อยากจะเข้ามอบตัวเดินทางกลับประเทศ แต่ไม่มีกำลังเสียค่าปรับที่แพง พลอยทำให้การเข้ามอบตัวเดินทางกลับประเทศลดจำนวนน้อยลง
เน็ตไอดอลสาวอินโดนีเซียที่เมืองจางฮั่วชักชวนผ่านติกตอกให้แรงงานชาติเดียวกันหลบหนีไปทำงานผิดกฎหมาย ถูกตำรวจรวบ 42 คน
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเปิดเผยสถิติจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีที่ยังไม่ถูกตรวจพบในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนบทลงโทษกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่จะเริ่มมีผลใช้บังคับ มีจำนวน 85,226 คน ลดลง 718 คน เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2567 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงว่า เพื่อจะลดยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนี แก้ปัญหากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ ส่งเสริมให้ผู้กระทำผิด เช่นนายหน้าจัดหางานหรือนายจ้างที่ว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือให้ที่พักพิงเข้ามอบตัว จะได้รับการลดหย่อนโทษปรับลงกึ่งหนึ่ง และหากมีการแจ้งข้อมูลนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดรายอื่นๆ จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าปรับทั้งหมด การลดหย่อนและยกเว้นค่าปรับดังกล่าว แต่เพื่อป้องกันใช้กฎหมายอย่างพร่ำเพรื่อ จำกัดให้การลดหย่อนหรือยกเว้นค่าปรับทำได้เพียงครั้งเดียว
ตำรวจจางฮั่วจับแรงงานต่างชาติหลบหนีและรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หรือชาวต่างชาติที่พำนักในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย หากมีสภาพการณ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ จะได้รับการลดหย่อนโทษปรับลงกึ่งหนึ่ง :
1. เป็นผู้มีอายุครบ 80 ปีขึ้นไป
2. เป็นผู้มีอายุ 14 ขึ้นไป แต่ไม่ครบ 18 ปี
3. ต้องเลี้ยงดูบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในไต้หวัน โดยมีหลักฐานยืนยันได้
4. อยู่เลยกำหนดเนื่องจากช่วยเหลือหรือดูแลญาติที่ประสบปัญหา หรือครอบครัวประสบปัญหาเป็นกรณีพิเศษและได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐท้องที่
5. ผู้พิการทางจิตและกายหรือมีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งการเดินทางไปต่างประเทศมีความเสี่ยงต่อชีวิต โดยมีใบรับรองจากแพทย์
6. ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือคลอดหรือแท้งบุตร ไม่สามารถโดยสารอากาศยานได้ โดยมีหลักฐานยืนยัน
บุคคลในข้อที่ 3-6 หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดไม่เกิน 6 เดือน จึงจะได้รับการลดหย่อนโทษปรับลงกึ่งหนึ่ง
แต่หากตกเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้เสียหายของขบวนการค้ามนุษย์ เป็นเหตุให้อยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย จะได้รับการยกเว้นโทษปรับ ชี้เบาะแสหรือแจ้งข้อมูลนำไปสู่การจับกุมการกระทำผิดกฎหมาย หรือพำนักในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย อันเนื่องมาจากได้รับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โรคระบาด เกิดเหตุร้ายแรง ถูกทำทารุณกรรมหรือได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม และมีหลักฐานยืนยัน จะได้รับการยกเว้นโทษปรับเช่นกัน
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงว่า บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา หลังดำเนินการไปแล้ว 3 เดือน จะมีการประเมินอีกครั้งว่า มีผลต่อการจำนวนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติหรือชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดหรือไม่? อย่างไร?
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีกำลังไม่เพียงพอ แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ในการตรวจจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายตามสถานที่ทำงานต่าง ๆ ในภาพเป็นแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายถูกจับในไซต์งานที่นครนิวไทเป
บทลงโทษในกฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าหรือแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและบัตรถิ่นที่อยู่ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 จะต้องเสียอัตราค่าปรับตามกำหนดเวลาที่หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดดังนี้ :
ไม่เกิน 10 วัน เสียค่าปรับ 10,000 เหรียญไต้หวัน
11 วันขึ้นไป ไม่เกิน 30 วัน เสียค่าปรับ 20,000 เหรียญไต้หวัน
31 วันขึ้นไป ไม่เกิน 60 วัน เสียค่าปรับ 30,000 เหรียญไต้หวัน
61 วันขึ้นไป ไม่เกิน 90 วัน เสียค่าปรับ 40,000 เหรียญไต้หวัน
91 วันขึ้นไป เสียค่าปรับ 50,000 เหรียญไต้หวัน
ชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดอายุไม่ครบ 14 ปี ไม่ต้องเสียค่าปรับ
นอกจากเสียค่าปรับเพิ่มขึ้น 5 เท่าแล้ว ยังจำกัดสิทธิ์ห้ามเดินทางเข้าไต้หวันเป็นเวลา 7 ปี
สำหรับนายหน้าหรือบริษัทจัดหางานที่จัดให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวัน และกระทำการผิดวัตถุประสงค์การยื่นขอวีซ่า ต้องระวางโทษปรับเพิ่มเป็น 200,000-1,000,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ให้ที่พักพิงแก่ชาวต่างชาติเพื่อทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องเสียค่าปรับ 60,000-300,000 เหรียญ จัดให้ชาวต่างชาติลักลอบเข้าไต้หวัน หรือจัดให้ชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 1-7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 เหรียญไต้หวัน ช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ถูกศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศปลอมแปลงเอกสารการเดินทางเพื่อเดินทางออกจากไต้หวัน ต้องระวางโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 90,000 เหรียญไต้หวัน
3. สุราพาตาย! 2 หนุ่มเวียดนาม เมาแล้วปีนหลังคาหอพัก โชคร้ายเหยียบกระเบื้องโปร่งแสงผุร่วงตกลงมาดับคาที่ทั้งคู่
เมื่อเวลา 20.38 น. วันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา สถานีตำรวจฟงหยวน นครไทจง ได้รับแจ้งเหตุมีชาย 2 คนร่วงตกลงมาจากที่สูงเสียชีวิต จึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นหอพักแรงงานเวียดนามของโรงงานแห่งในเขตเสินกัง อายุ จากการสอบปากคำแรงงานเวียดนามที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า พวกตนจำนวนหลายคนนั่งล้อมวงดื่มสุราอยู่ในหอพัก จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังสนั่น จึงออกมาตรวจดู พบแรงงานชาติเดียวกันที่นั่งดื่มสุราด้วยกัน 2 คน นอนจมอยู่ในกองเลือด ตำรวจและนิติเวชตรวจดูร่างของแรงงานเวียดนามทั้งสองอายุ 29 ปี 38 ปีตามลำดับและพบว่าเสียชีวิตแล้ว ตามร่างกายและที่ศีรษะมีรอยแผลกระแทกพื้น บนหลังคาเป็นกระเบื้องหลังคาโปร่งแสงและมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ บนพื้นมีเศษกระเบื้องโปร่งแสงกระจาย สันนิษฐานเกิดจากการเหยียบใส่กระเบื้องผุหรือรองรับน้ำหนักไม่ไหวทำให้แตกและร่วงตกลงมาจากที่สูงประมาณ 8 เมตร ตำรวจส่งกู้ชีวิตที่โรงพยาบาล แต่ไร้ผล 1 ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย จากการสอบปากคำ แรงงานเวียดนามที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดกล่าวว่า เป็นแรงงานเวียดนามจากโรงงานอื่น แต่ไม่ทราบเป็นใครมาจากไหน ก่อนเกิดเหตุมานั่งดื่มสุราพร้อมกับพวกตน แต่หายตัวไปโดยพวกตนไม่ทันสังเกตว่าหายไปในช่วงไหน มาเห็นอีกทีก็ตกลงมาจากหลังคากลายเป็นศพแล้ว ทางอัยการจะตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
แรงงานเวียดนาม 2 ราย อายุ 29 และ 38 ปีตามลำดับ เมาสุราปีนหลังคาหอพักสูง 8 ม. ร่วงตกลงมาเสียชีวิตทั้งคู่
สุรา เป็นเครื่องดื่มที่จัดเป็นสิ่งเสพติด ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน หากดื่มเข้าไปแล้ว นอกจากไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและคุกคามต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลเสียและอันตรายในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญ ขาดสติยับยั้งชั่งใจ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและอาจพาไปสู่อันตรายและเสียชีวิต หากดื่มเป็นประจำหรือในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดโรคร้ายเกี่ยวกับสุราตามมามากมาย เช่น โรคทางระบบประสาท หัวใจ ตับ ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ส่งผลต่อการเกิดโรคจิต ผลต่อวงจรการนอน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเป็นต้น ยิ่งถ้าขับรถ นอกจากจะทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อนแล้ว คนอื่นก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งจะมีแต่ความสูญเสียที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิด เพราะฉะนั้นอย่าดื่มสุราเป็นการดีที่สุด
กระเบื้องหลังคาโปร่งแสงมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ บนพื้นมีเศษกระเบื้องกระจาย สันนิษฐานแรงงานเวียดนามทั้ง 2 เมาสุราปีนขึ้นหลังคา กระเบื้องรองรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้ร่วงตกลงมาเสียชีวิตทั้งคู่