1. ไต้หวันใจดี ตามหาแรงงานต่างชาติกว่า 150 ราย เป็นแรงงานไทย 39 ราย ที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานพิการระดับ 1-7 แต่ไม่ยื่นขอใช้สิทธิ์ รับค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 6,200-8,700 เหรียญเป็นเวลา 5 ปี
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 65 กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเชิญสำนักงานแรงงานของประเทศผู้ส่งออกแรงงานทั้ง 4 ประเทศ ร่วมประชุมหารือและขอความร่วมมือประสานติดต่อกับแรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เป็นเหตุให้สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน และได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว โดยไม่ได้ยื่นขอเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงชีพ หรือมีการยื่นขอ แต่ไม่ต่อเนื่องครบตามสิทธิ์ที่พึงได้จากกองทุนประกันภัยแรงงาน
ในภาพเป็นกลุ่มแรงงานเวียดนามที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนทำให้มือพิการ ร่วมประชุมแถงข่าวของ ส.ส. เรียกร้องรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน
นางสาวหลิน ชิวเมี่ยว ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงานที่ประสบอุบัติภัยจากการทำงาน กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมกล่าวว่า แรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนสูญเสียสมรรถภาพการทำงานหรือพิการ จะยื่นขอเงินทดแทนกรณีบาดเจ็บหรือพิการจากการทำงาน ซึ่งเป็นเงินก้อนครั้งเดียว แต่ผู้พิการในระดับรุนแรง คือระดับ 1-7 จากทั้งหมด 15 ระดับ ยังสามารถยื่นขอค่าเลี้ยงชีพรายเดือนเป็นเวลา 5 ปี โดยต้องยื่นขอหลังจากถอนประกันภัยแรงงานแล้ว ภายในเวลา 1 ปี แต่มีแรงงานต่างชาติจำนวนหนึ่ง เนื่องจากไม่ทราบสิทธิประโยชน์ของตนในส่วนนี้ ไม่ได้ยื่นขอหรือมีการยื่นขอแต่ยังไม่ครบสิทธิ์ 5 ปี เพื่อพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติเหล่านี้ จึงขอความร่วมมือจากสำนักงานแรงงานทั้ง 4 ชาติ ช่วยประสานกับแรงงานเหล่านี้ ซึ่งกรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานได้รวบรวมรายชื่อ จัดส่งให้สำนักงานแรงงานประเทศต่าง ๆ ในภายหลัง โดยจะอำนวยความสะดวกในการยื่นขอ เพียงให้สำนักงานแรงงาน ช่วยกรอกแบบฟอร์มและทำหนังสือยืนยันว่า ยังมีชีวิตอยู่และแนบบัญชีธนาคารของแรงงาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลและรับรองเอกสารจากกรมการกงสุลและสำนักงานผู้แทนไต้หวันประจำประเทศต่าง ๆ ตามขั้นตอนปกติ
แรงงานต่างชาติจำนวนหนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ไม่ได้ยื่นขอรับเงินค่าเลี้ยงชีพจากกองทุนประกันภัยแรงงาน
ทั้งนี้ แรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุ สูญเสียสมรรถภาพการทำงานหรือพิการในระดับ 1-3 จะได้รับค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 8,700 เหรียญ ระดับ 4-7 ได้รับค่าเลี้ยงชีพ 6,200 เหรียญต่อเดือน เป็นเวลานาน 5 ปี โดยต้องยืนยันคุณสมบัติเป็นประจำทุกปี และแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ยื่นขอค่าเลี้ยงชีพมากที่สุดได้แก่เวียดนาม 80 ราย ไทย 39 ราย อินโดนีเซีย 19 ราย ฟิลิปปินส์ 17 ราย
กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน เชิญ สนร. ประเทศผู้ส่งออกแรงงานทั้ง 4 ประเทศ ร่วมหารือเพื่อช่วยตามหาแรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เป็นเหตุให้สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน แต่ไม่ได้ยื่นขอเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงชีพ
ก่อนหน้านี้ รายงานการตรวจสอบของนางหวางเหม่ยอวี้ สมาชิกสภาการตรวจสอบระบุว่า ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ในไต้หวันประมาณ 700,000 คน ทำงานอยู่ในภาคการผลิตกว่า 443,000 คนหรือครองสัดส่วนแรงงานต่างชาติทั้งหมด 66% พวกเขาเหล่านี้ ส่วนใหญ่ต้องทำงานในกิจการที่เป็นงานหนัก สกปรกและอันตราย ทำให้การเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานอัตราส่วนค่อนข้างสูง สูงกว่าแรงงานท้องถิ่นที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานโดยเฉลี่ยทุก 1,000 คน มี 2.9 คนถึงเท่าตัว และจากการตรวจสอบ ช่วงปี 2559 เป็นต้นมา จนถึง 2563 ช่วงเวลา 5 ปี มีแรงงานต่างชาติประสบอุบัติเหตุและยื่นขอเงินทดแทนจำนวน 1,087 คน ในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งหรือ 512 คน ยุติสัญญาจ้างหลังรับเงินทดแทนไปแล้ว
กรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน เชิญ สนร. ประเทศผู้ส่งออกแรงงานทั้ง 4 ประเทศ ร่วมหารือเพื่อช่วยตามหาแรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เป็นเหตุให้สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน แต่ไม่ได้ยื่นขอเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงชีพ
นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแรงงานต่างชาติที่ทุพพลภาพจากการทำงาน ไม่ได้ยื่นขอเงินช่วยเหลือเลี้ยงชีพรายเดือนสูงถึง 40 ล้านเหรียญไต้หวัน ประมาณการว่า มีแรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุสูญเสียสมรรถภาพการทำงานหรือทุพพลภาพ และมีคุณสมบัติรับเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงชีพรายเดือน และเดินทางกลับประเทศแล้ว กว่าครึ่งไม่ได้ยื่นขอเงินเยียวยาดังกล่าว สาเหตุเป็นเพราะไม่รู้สิทธิ์ของตน ขณะที่หลายรายรู้ แต่ขั้นตอนการยื่นขอเงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความยุ่งยาก ต้องใช้เอกสารและมีขั้นตอนการยื่นขอที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกจากนี้ ยังต้องแปลเอกสารหรือหนังสือรับรองจากแพทย์เป็นภาษาอังกฤษและต้องมีฉบับภาษาจีน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ทุพพลภาพ เดินหรือเคลื่อนไหวไม่สะดวกและอยู่ในถิ่นทุรกันดาร จำยอมต้องสละสิทธิ์การยื่นขอเงินเยียวยาดังกล่าว
สมาชิกสภาการตรวจสอบแถลงว่า แรงงานต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานแต่ไม่ได้ยื่นขอเงินสิทธิประโยชน์สูงถึง 40 ล้านเหรียญไต้หวัน
สมาชิกสภาการตรวจสอบผู้นี้กล่าวว่า เงินสิทธิประโยชน์ที่แรงงานต่างชาติผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานแต่ไม่ได้ยื่นขอสูงถึง 40 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นเงินขอแรงงานต่างชาติจำนวนมากที่ต้องสูญเสียมือและเท้าและอวัยวะอื่น ๆ ต้องใช้อันตรายของชีวิตเข้าแลก แต่กลับไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือนี้ได้ เป็นเรื่องที่ทำให้ไต้หวันเสียภาพลักษณ์เป็นอย่างมาก หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรทบทวนกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและอำนวยความสะอาดในการยื่นขอ
2. อุทาหรณ์คนชอบแต่งรถ! แรงงานไทยทดลองขี่รถจักรยานไฟฟ้าแต่งใหม่ ทดลองเบิลรถเสียหลักพุ่งลงคลองเสียชีวิต
แรงงานไทยรายหนึ่ง อายุ 40 ปีมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เดินทางมาทำงานที่โรงงานชำแหละไก่ขนาดใหญ่ที่เมืองหนานโถว และได้ย้ายนายจ้างใหม่ไปทำงานในโรงงานทำพื้นรองเท้ายางในนิคมอุตสาหกรรมหนานกัง เมืองหนานโถวเมื่อปลายปี 2564 และเมื่อหัวค่ำวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา แรงงานไทยรายนี้นำรถจักรยานไฟฟ้าคันโปรดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปให้ร้านแต่งเพิ่มความเร็ว หลังแต่งเสร็จทดลองขี่ ขณะบิดคันเร่งเบิลรถ ปรากฏว่าแรงมาก เกิดอุบัติเหตุควบคุมรถไม่อยู่ รถเสียหลักพุ่งลงคลองข้างทางได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาวไต้หวันที่พบเห็นเหตุการณ์รีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจเรียกรถพยาบาลส่งไปรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลลู่กั่งคริสเตียนที่เมืองจางฮั่ว แต่เสียชีวิตระหว่างทาง นายจ้างและบริษัทจัดหางานได้แจ้งให้ทายาททราบเพื่อทำเอกสารมอบอำนาจดำเนินการฌาปนกิจศพและยื่นขอเงินทดแทนจากกองทุนประกันภัยแรงงานตามสิทธิ์ต่อไป
รถจักรยานไฟฟ้าแต่งใหม่คันที่เกิดเหตุ ทำให้แรงงานไทยเสียชีวิต
ช่วงนี้ มีข่าวคราวที่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่มีการดัดแปลงเสริมแต่ง ตำรวจเริ่มปฏิบัติการตรวจจับอย่างเข้มงวดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างที่เขตหย่งคัง นครไถหนาน ช่วงระหว่าง 17-19 มิ.ย. 65 ระยะเวลาเพียง 3 วัน ตำรวจตั้งด่านสกัดจับผู้ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่เคารพกฎจราจรและผิดกฎระเบียบได้ถึง 54 ราย ผู้ขับขี่ร้อยละ 80 เป็นแรงงานต่างชาติ ในจำนวนนี้ ไม่สวมหมวกกันน็อก 34 ราย ฝ่าไฟแดง 7 ราย และยึดรถจักรยานไฟฟ้าที่แต่งโดยพลการ 11 คัน
แรงงานไทยถูกส่งไปรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลลู่กั่งคริสเตียนที่เมืองจางฮั่ว แต่เสียชีวิตระหว่างทาง
สืบเนื่องจากรถจักรยานไฟฟ้าไม่ต้องสอบใบขับขี่ ไม่ต้องติดแผ่นป้ายทะเบียน ราคาไม่แพง อีกทั้งมีร้านรับแต่งให้เท่และเพิ่มความเร็วพอ ๆ กับรถมอเตอร์ไซค์หรูผุดขึ้นเต็มไปหมด จึงได้รับความนิยมในกลุ่มแรงงานต่างชาติมากขึ้น และเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
กระทรวงแรงงานออกประกาศเตือนแรงงานต่างชาติว่า ควรซื้อหาหรือขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายฟ้าผ่าสีแดง ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานเท่านั้น ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะถูกยึดรถ! การแต่งรถจักรยานไฟฟ้าโดยพลการ มีโทษถูกปรับ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ! ขณะเดียวกันเรียกร้องให้นายจ้างและบริษัทจัดหางาน ช่วยประชาสัมพันธ์แก่แรงงานต่างชาติในสังกัดของตนได้รับทราบโดยทั่วกัน ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้บริษัทจัดหางานประชาสัมพันธ์เรื่องนี้แก่แรงงานต่างชาติในความดูแลของตนอย่างจริงจัง กระทรวงแรงงานกำลังแก้กฎระเบียบ จัดให้ผลงานการประชาสัมพันธ์กฎจราจรแก่แรงงานต่างชาติ เป็น 1 ในรายการการประเมินประจำปีด้วย
แรงงานต่างชาตินิยมขี่รถจักรยานไฟฟ้าแต่งซึ่งผิดกฎหมาย
กระทรวงแรงงานย้ำว่า ในอนาคต รถจักรยานไฟฟ้าจะต้องยื่นขอและติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงจะขับขี่บนท้องถนนได้ หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ตำรวจจะยึดรถไว้ชั่วคราว จนกว่าจะจัดการให้แล้วเสร็จถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากเป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ติดแผ่นป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะถูกยึดรถไปเลยทันที
ทั้งนี้ กฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ในส่วนที่เกี่ยวกับรถจักรยานไฟฟ้า กำหนดความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. หากฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าโดยพลการปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ไม่ให้คนซ้อนท้ายและห้ามเมาแล้วขับ
3. สะใจ! เน็ตไอดอลหนุ่มขวัญใจแรงงานอินโดนีเซีย เป็นนายหน้าค้ากามถูกปรับ 1.11 ล้านเหรียญไต้หวัน หลังชำระค่าปรับถูกเนรเทศออกจากไต้หวันแล้ว
ช่วงนี้สื่อไต้หวันรายงานข่าวหนุ่มอินโดนีเซียรายหนึ่งครึกโครม มาเรียนต่อที่ไต้หวัน แต่เรียนไม่จบหลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย ทั้งฟอกเงิน ค้ามนุษย์และเป็นนายหน้าค้าประเวณีเป็นต้น ยังควงแฟนชาติเดียวกันขับรถเบนซ์โชว์รวยในเน็ตเป็นประจำ ผันตัวเป็นเน็ตไอดอลขวัญใจแรงงานอินโดนีเซีย แนะนำเทคนิคการอู้งานแก่ผู้อนุบาล เพื่อบีบให้นายจ้างขึ้นค่าจ้างหรือยอมให้ย้ายงานไปทำงานในโรงงาน สร้างปัญหาแก่นายจ้างมากมาย แต่เขากลับกลายเป็นฮีโร่และเน็ตไอดอลดังของแรงงานอินโดนีเซีย มีผู้ติดตามหลายแสนคน ถูกตำรวจจับข้อหาเป็นนายหน้าค้าประเวณี ถูกปรับ 1.11 ล้านเหรียญไต้หวัน หลังชำระค่าปรับถูกส่งกลับประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา
นาย Faisal Soh หนุ่มอินโดนีเซียทำทุกอย่างที่กฎหมายห้าม อย่างธุรกิจโอนเงินใต้ดิน ฟอกเงิน เป็นนายหน้าค้าประเวณี จัดหาแรงงานอินโดนีเซียหลบหนีหน้าตาดีให้ลูกค้า และเก็บค่านายหน้า มักจะควงแฟนชาติเดียวกันขับรถเบนซ์โชว์รวยในเน็ตเป็นประจำ
หนุ่มอินโดนีเซียสุดเลวรายนี้ ชื่อนาย Faisal Soh เดินทางมาเรียนต่อที่ไต้หวันตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว แต่เรียนไม่จบหลบหนีออกจากโรงเรียนไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย และทำทุกอย่างที่กฎหมายห้าม อย่างธุรกิจโอนเงินใต้ดิน ฟอกเงิน เป็นนายหน้าค้าประเวณี จัดหาแรงงานอินโดนีเซียหลบหนีหน้าตาดีให้ลูกค้า และเก็บค่านายหน้า และที่ทำให้บรรดานายจ้างไม่พอใจก็คือ นาย Faisal Soh จะไลฟ์สดเป็นภาษาอินโดนีเซีย สอนผู้อนุบาลอู้งาน หรือทำอย่างไรให้นายจ้างยอมขึ้นค่าจ้างหรือยอมให้ย้ายงาน แรก ๆ นายจ้างไม่รู้ เพราะไลฟ์สดเป็นภาษาอินโดนีเซีย นายจ้างรู้สึกแปลกใจที่ผู้อนุบาลของตนนิสัยและความตั้งใจในการทำงานผิดแปลกไป จนกระทั่งมีล่ามอินโดนีเซียแจ้งให้ทราบว่า มีคนสอนเทคนิคการอู้งาน สร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดแรงงานผู้อนุบาลไม่น้อย แต่นาย Faisal Soh กลับกลายเป็นเน็ตไอดอลดัง มีผู้ติดตามกว่า 360,000 คน และมักจะควงแฟนชาติเดียวกันขับรถเบนซ์ อยู่บ้านหรูโชว์รวยผ่านเน็ต
นาย Faisal Soh กับแฟนสาวชาติเดียวกัน
พฤติกรรมของหนุ่มอินโดนีเซียรายนี้ ทำให้นายจ้างและล่ามชาติเดียวกันสุดทน มีการแจ้งความ และจับได้ขณะกำลังจัดหาหญิงสาวค้าประเวณี ถูกศาลสั่งปรับเงิน 1,110,000 เหรียญไต้หวัน และต้องชำระให้หมดภายใน 14 ธ.ค. ปีนี้ จากนั้นจะถูกส่งกลับประเทศ แต่ช่วงนี้ข่าวของเขาโด่งดังในสื่อ ทำให้นาย Faisal Soh ค่อนข้างจะมีแรงกดดัน รีบหาเงินมาชำระค่าปรับและถูกส่งกลับประเทศแล้วเมื่อ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา
นาย Faisal Soh กับแฟนสาวชาติเดียวกัน
หลังกลับถึงบ้านแล้ว ยังไลฟ์สดด่าไต้หวันอีกว่าไม่น่าอยู่ สู้อินโดนีเซียไม่ได้ ทำให้ชาวเน็ตไต้หวันไม่พอใจเป็นอย่างมาก และมีการวิจารณ์ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่า ปล่อยปละละเลย ให้คนอยู่อย่างผิดกฎหมาย ท้าทายกฎหมายบ้านเมือง
4. ผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือนมีหวังได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างเป็น 20,000 เหรียญต่อเดือน หลังรับเพียง 17,000 เหรียญมานาน 7 ปี
ผู้อนุบาลต่างชาติเนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ทำให้ไม่มีสิทธิ์ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามแรงงานภาคการผลิต ค่าจ้างเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ปัจจุบันค่าจ้างอยู่ที่ 17,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ขณะที่แรงงานในภาคการผลิตได้รับตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 25,250 เหรียญ ส่วนต่างสูงถึง 8,250 เหรียญ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม และส่งผลให้มีการย้ายงานไปทำงานในโรงงานเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงาน ซึ่งเป็นกองทุนที่นายจ้างว่าจ้างแรงงานต่างชาติจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ เดือนละ 2,000 เหรียญต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน จึงมีการเสนอว่า ควรปรับขึ้นค่าจ้างของผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือนอย่างต่ำ 20,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน
ผู้อนุบาลต่างชาติในครัวเรือนไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว
ข้อเสนอปรับขึ้นค่าจ้างของผู้อนุบาลต่างชาติดังกล่าว ได้รับการขานรับจากกระทรวงแรงงาน นายเสวียเจี้ยนจง ผอ. สำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า จะมีการรับขึ้นแน่นอน แต่จะปรับขึ้นอัตราเท่าไหร่ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือนายจ้างกลุ่มเปราะบาง ยังจะต้องรอการพิจารณาและจะประกาศให้ทราบโดยเร็ว
ผู้อนุบาลในครัวเรือนส่วนใหญ่หรือ 76% เป็นผู้อนุบาลอินโดนีเซีย
หากประกาศปรับขึ้นค่าจ้างจริง จะส่งผลกระทบต่อนายจ้างที่ว่าจ้างผู้อนุบาล 180,000 ครอบครัว เบื้องต้น รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือช่วยเหลือนายจ้างกลุ่มเปราะบางที่ต้องแบกภาระในการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
งานหนักและมีแรงกดดัน แต่ค่าจ้างต่ำ ส่งผลให้ผู้อนุบาลต่างชาติขอย้ายไปทำงานในโรงงาน
ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2565 ทั่วไต้หวันมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่จำนวน 675,903 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้อนุบาล 219,295 คน ผู้อนุบาลอินโดนีเซียมีจำนวนมากที่สุด 165,837 คน ขณะที่แรงงานไทย มีจำนวน 386 คน ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามระเบียบการนำเข้าของฝ่ายไทย ขณะยื่นขอรับรองเอกสารนำเข้าแรงงานไทย
เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO ชุมนุมประท้วงเรียกร้องขอปรับขึ้นค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมาโดยตลอด