1. วันหยุดยาวเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ชาวไต้หวันเดินทางคึกคักทั้งในและต่างประเทศ
สุดสัปดาห์นี้เป็นช่วงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ซึ่งปีนี้ได้หยุด 4 วันคือ ระหว่างวันที่ 22-25 มิถุนายน และก็เหมือนกับช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลต่าง ๆ ที่ประชาชนจะเดินทางกันอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตามช่วงหยุดยาวเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างปีนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติของไต้หวันทั้งที่ท่าอากาศยานเถาหยวน ท่าอากาศยานซงซานและท่าอากาศยานเสียวกั่งที่นครเกาสง ผู้คนเนืองแน่น เพราะช่วงนี้ชาวไต้หวันแห่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกัน จนทำให้การท่องเที่ยวในประเทศลดลง สาเหตุเป็นเพราะที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่สถาบันการศึกษาในไต้หวันทยอยปิดเทอมช่วงฤดูร้อนหรือปิดซัมเมอร์กันแล้ว บวกกับช่วงสามปีที่ผ่านมาไต้หวันปิดประเทศ ผู้คนเที่ยวในประเทศกันจนเบื่อ และสาเหตุอีกประการคือ การท่องเที่ยวในประเทศราคาแพงพอ ๆ กับไปเที่ยวต่างประเทศ ทำให้ซัมเมอร์ปีนี้ผู้ปกครองจึงแห่พาลูก ๆ ไปเที่ยวต่างประเทศกัน
22 มิ.ย. 66 เป็นวันแรกของวันหยุดยาวเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง คนไต้หวันแห่ท่องเที่ยวต่างประเทศแน่นสนามบินเถาหยวน มีผู้โดยสารกว่า 110,000 คน (ภาพจาก Chinatimes.com)
จากข้อมูลของ Skyscanner เสิร์ชเอนจินและแอปพลิเคชันค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พักและรถเช่า สัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า ประเทศที่ชาวไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น อันดับที่ 2 คือ เกาหลีใต้ และอันดับที่ 3 คือประเทศไทย ตามมาด้วย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ตามลำดับ
ผลการสำรวจของ Skyscanner พบ ประเทศที่ชาวไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น (ภาพจาก travel4u.com.tw)
Skyscanner ยังเปิดเผยว่า 10 อันดับเมืองที่ชาวไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดได้แก่ โตเกียว โอซาก้า โซล กรุงเทพมหานคร โอกินาวา ฮ่องกง ซัปโปโร ปูซาน สิงคโปร์และฟูกุโอกะ ตามลำดับ จะเห็นว่ามีเมืองต่างๆของญี่ปุ่นติดโผถึง 5 อันดับ
ประเทศไทยติดโผประเทศที่คนไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากเป็นอันดับที่ 3 (ภาพจาก Klook.com)
หากจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่คนไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นมากที่สุด พอจะสรุปได้ดังนี้ :
ประการแรก ไต้หวันเคยเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นนานถึง 50 ปี (ค.ศ.1895-1945) คนไต้หวันได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นอย่างฝังรากลึกและได้หลอมรวมเข้าเป็นความเคยชินอย่างหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมการกินการดื่ม และการอาบน้ำแร่หรือออนเซ็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไต้หวันนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นมากถึงมากที่สุด
ประการที่สอง ญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับไต้หวันมากโดยเฉพาะเขตภาคใต้ของญี่ปุ่นอย่างโอกินาวาหรือฟูกุโอกะ ใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินเพียงแค่ 1.5 ชม. โอซาก้าและโตเกียวก็ประมาณ 2-3 ชม. เท่านั้น
ประการที่สาม ไปชอปปิงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ คนไต้หวันจำนวนมากนิยมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นหิ้วกลับมาใช้ที่ไต้หวัน
ไต้หวันเคยถูกญี่ปุ่นยึดครองนานถึง 50 ปี ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นหลายอย่าง รวมถึงวัฒนธรรมการอาบน้ำแร่หรือออนเซ็น (ภาพจาก mypeoplevol.com)
2. ปีหน้าไต้หวันลดวันหยุดยาวลง เหลือวันหยุดยาว 4 วันแค่ครั้งเดียว ตรุษจีนได้หยุด 7 วัน (ระหว่าง 8-14 ก.พ. 67)
พูดถึงวันหยุด ปีนี้ไต้หวันมีวันหยุดมากถึง 116 วัน และหากเป็นแรงงานจะได้หยุดวันแรงงานแห่งชาติอีกหนึ่งวัน รวมเป็น 117 วัน โดยเป็นวันหยุดยาว 3 วัน 4 ครั้ง หยุด 4 วัน 3 ครั้ง หยุด 5 วัน 1 ครั้งและวันหยุดช่วงตรุษจีน 10 วัน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีวันหยุดยาวติดกันหลายวันรัฐบาลใช้วิธีสลับวันทำงาน โดยให้ทำงานชดเชยในวันเสาร์ของสัปดาห์ก่อนหยุดยาว 1 สัปดาห์ รวม 6 เสาร์ ความจริงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้มีวันหยุดติดกันหลายวันก็เพื่อจะให้ประชาชนได้พักผ่อนและเดินทางท่องเที่ยวกัน แต่การทำงานชดเชยในวันเสาร์กลายเป็นปัญหาของผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก โดยทั่วไปครอบครัวเดี่ยวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ก็จะส่งลูกไปให้สถานดูแลเด็กเล็กในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ เสาร์-อาทิตย์ รับลูกมาดูแลเอง แต่เมื่อต้องทำงานชดเชยวันเสาร์ก็ต้องหาคนมาดูแลในวันเสาร์หรือส่งให้สถานดูแลช่วยซึ่งก็ต้องจ่ายเพิ่ม นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากบ่นว่า การทำงานชดเชยในวันเสาร์ คนทำงานไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทำงานกัน เฉื่อยชา ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังพบว่าส่วนใหญ่พนักงานจะลางานกัน ทำให้วันที่ทำงานชดเชยเหลือคนทำงานเพียงไม่กี่คน
ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลจึงเร่งแก้ไข เมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมาสำนักงานข้าราชการพลเรือนไต้หวันประกาศปฏิทินวันหยุดประจำปี 2567 ปีหน้าไต้หวันจะมีวันหยุด 115 วัน จะมีวันหยุดยาว 3 วันขึ้นไปแค่ 4 ครั้ง โดยเป็นวันหยุด 3 วัน 2 ครั้ง หยุด 4 วัน 1 ครั้งและหยุดตรุษจีน 7 วัน (ระหว่าง 8-14 ก.พ. 67) และจะมีการสลับวันทำงานเพียง 1 วัน คือวันที่ 8 ก.พ. หรือก่อนวันฉู่ซี่ (วันส่งท้ายปีเก่าตามปฏิทินจีน) ซึ่งเดิมวันนี้ไม่ใช่วันหยุด และไปทำงานชดเชยในวันที่ 17 ก.พ. ซึ่งเป็นวันเสาร์แรกหลังหยุดตรุษจีน อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูกันว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องวันหยุดในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนทั่วไปพอใจมากน้อยเพียงใด
3. เคยลองหรือยัง? นั่งสระผมสไตล์ไต้หวัน ความสุขและผ่อนคลายที่ไม่เหมือนใคร
คุณผู้หญิงจำนวนมากนิยมเข้าร้านสระผม ในไต้หวันก็เช่นกัน โดยเฉพาะอายุ 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะเข้าร้านทำผมและสระผมเดือนละ 2-3 ครั้ง ดังนั้นร้านทำผมและสระผมในไต้หวันจึงมีค่อนข้างเยอะ ในเมืองเดินไม่กี่ก้าวก็จะพบ 1 ร้าน จากสถิติของสำนักงบประมาณและบัญชีกลาง สภาบริหารไต้หวันพบว่า ในปี ค.ศ. 2016 ในไต้หวันมีร้านเสริมสวยและร้านทำผมร่วม 40,000 แห่ง นี่หมายถึงที่จดทะเบียนแล้ว หากรวมถึงที่ไม่ได้จดทะเบียนการค้า เชื่อว่าจะมีจำนวนรวมมากขึ้นเป็นหลายเท่าเลยทีเดียว
คนไต้หวันนิยมทำผมและสระผม จึงมีร้านเต็มไปหมด หน้าร้านจะมีไฟหมุนติดอยู่ (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
ที่นำเอาร้านทำผมสระผมมาเล่าก็เพราะว่า ร้านทำผมและสระผมในไต้หวัน ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนประเทศอื่น ปกติการสระผมจะนอนเตียงหรือเก้าอี้เอนเป็นการนอนสระ แต่ในไต้หวันนิยมนั่งสระ ปัจจุบันมีบ้างที่นอนสระ แต่คนทั่วไปก็ยังนิยมแบบนั่งสระ
ป้าหวงยึดอาชีพเป็นช่างทำผมมานานกว่า 60 ปี เป็นคนที่ชื่นชอบการสระผม เพราะการสระผมจะทำให้รู้สึกสบายตัวไปด้วย (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
ทำไมในไต้หวันจึงมีร้านเสริมสวยมากมายขนาดนี้ ? ศาสตราจารย์เฉินเหม่ยหัว แห่งคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติจงซาน ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจเสริมสวยมาอย่างยาวนานกล่าวว่า ในยุคปี 80 ธุรกิจร้านเสริมสวยในไต้หวันใช้คำโฆษณาว่า “รักตัวเองให้มาก” ก่อนที่ในยุคปี 90 จะพัฒนามาเป็น “มาผ่อนคลายที่ร้านเสริมสวย” เชิญชวนให้ผู้คนมาใช้บริการร้านเสริมสวยเพื่อความผ่อนคลาย จนทำให้กลายเป็นกระแสนิยมขึ้นมา
การสร้างบุคลากรมาเป็นช่างทำผมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการนั่งสระผมแบบไต้หวันมีเทคนิคมากมายที่ต้องเรียนรู้ แค่เพียงเรียนในชั้นเรียนหรือฝึกงานก็ยังไม่พอ หากไม่ได้ฝึกฝนเป็นเวลานานหลายเดือนก็ยากที่จะทำได้ดี (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
ในไต้หวัน การไปใช้บริการที่ร้านเสริมสวย จะได้สัมผัสกับบริการที่หลากหลายมาก เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน ก็จะได้ยินคำทักทายด้วยเสียงสดใสจากพนักงานว่า “ยินดีต้อนรับ” จากนั้น ช่างทำผมในร้านเสริมสวยถือขวดเล็ก ๆ ไว้ในมือ ก่อนจะบีบน้ำยาสระผมลงบนศีรษะของลูกค้า แล้วใช้พลังนิ้วทั้ง 5 ขยี้จนเกิดเป็นฟอง จากนั้นก็นวดหนังศีรษะของลูกค้าไปพร้อมๆ กับการสระผม แถมยังพูดคุยสนทนาสัพเพเหระไปพร้อมกันได้ด้วย นี่คือภาพอันสุดแสนพิเศษที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของการสระผมแบบนั่งในร้านเสริมสวยของไต้หวัน บริการที่นำเสนอแบบครบเซต ทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ และในช่วงหลายปีมานี้ มีร้านเสริมสวยบางแห่งได้ริเริ่มการสร้างสรรค์งานศิลปะบนเส้นผม โดยใช้ฟองสบู่ของน้ำยาสระผมมาตกแต่งให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่สวยสะดุดตา
ช่างทำผมใช้ฟองแชมพูจากการสระผมครั้งที่สองมาตกแต่งเส้นผมเป็นรูปไดโนเสาร์ (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
ในช่วงระหว่างให้บริการ ช่างทำผมก็จะใช้เวลาในการพูดคุยกับลูกค้าแทบจะตลอดเวลา เช่น น้ำอุ่นพอไหม? ใช้แรงนวดพอดีไหม? หลังจากล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ยังใช้ผ้าขนหนูมาห่อศีรษะ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ศีรษะของลูกค้าเย็นเกินไป ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่า เหมือนเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มีผู้รับใช้มาคอยบริการ บริการนั่งสระผมแบบนี้ คือเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของไต้หวันที่ไม่ควรพลาดและต้องลองมาสัมผัสดูสักครั้ง
การนั่งสระผมถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนไต้หวัน หากแต่มันคือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมีเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น โดยคนไต้หวันต้องรอจนกระทั่งมีร้านเสริมสวยเปิดใหม่นำเอาวิธีการให้บริการแบบซาลอนของตะวันตกเข้ามา จึงเริ่มมีเก้าอี้สระผมแบบนอน
รินะ ยามากุชิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เห็นช่างทำผม แต่งผมของเธอเป็นรูปถ้วยกาแฟ ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาว่า “สุโค่ย” (แปลว่า สุดยอด)
เฉินเต๋อเซิง นายกสมาคมธุรกิจเสริมสวยสำหรับสตรีแห่งไทเป เห็นว่า“การสระผมแบบไต้หวันพร้อมกับการนวด ถือเป็นบริการเสริมที่มีแห่งเดียวในโลก” เฉินเหม่ยหัวเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งไปใช้บริการร้านเสริมสวยเชนใหญ่ที่เกาสงว่า ในระหว่างการสระผมมีบริการนวดบริเวณเบ้าตา และใช้ผ้าร้อนประคบบริเวณตา เมื่อรวมบริการทั้งหมดทำให้ถึงกับลืมไปเลยว่า มาสระผมหรือว่ามานวดกันแน่ เป็นอะไรที่สนุกมาก
การที่มีร้านเสริมสวยมากมายราวกับดอกเห็ดทำให้มีการแข่งขันสูงมาก แต่ละร้านจึงต้องแข่งกันตัดราคา จากการสังเกตของเฉินเต๋อเซิงพบว่า ร้านในเมืองจะคิดราคาประมาณ 200-500 เหรียญไต้หวัน เฉินเหม่ยหัวเห็นว่า เนื่องจากการสระผมถือเป็นงานบริการ ที่จำเป็นต้องสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้าจนมาใช้บริการเป็นประจำ มิใช่เหมือนกับในยุโรปหรือสหรัฐฯ ที่ถือเป็นงานใช้แรงงาน ดังนั้น สนนราคาจึงไม่แพงมาก ทำให้ทั้งคุณป้า คนทำงาน หรือแม้แต่นักศึกษา ต่างก็สามารถไปใช้บริการสระผมที่ร้านเสริมสวยได้
รินะ ยามากุชิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ได้สัมผัสกับประสบการณ์การนั่งสระผม ซึ่งช่างได้นำเอาผมยาวสลวยของเธอมาทำเป็นรูปเสากระโดง (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
การนั่งสระผมแบบไต้หวันที่มีบริการนวดเสริมให้ ทำให้เหล่า Youtuber ต่างชาติรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย พากันมาทดลองและถ่ายทำไลฟ์สด ซึ่งต่างก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก “สระผมได้อย่างมืออาชีพมาก ทั้งรวดเร็วและตรงจุด รู้สึกเยี่ยมมาก ๆ” แถมแต่ละคนเสียค่าบริการเพียง 120 เหรียญไต้หวันเท่านั้น ซึ่งราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับแต่ละร้านกำหนด
เหล่าผู้ประกอบการร้านเสริมสวยที่จมูกไวมองเห็นโอกาสทางการค้า ก็แข่งกันเปิดร้านตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ เช่น สถานีรถไฟไทเป โรงแรมระดับ 4-5 ดาว ย่านซีเหมินติงในไทเป ซึ่งต่างก็มีบริการพิเศษสำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาทดลองใช้บริการนั่งสระผมแบบไต้หวัน ทั้งโปรแกรมนวดที่ใช้เวลามากขึ้น หรือมีการนวดน้ำมัน รวมถึงคอร์สบำรุงรักษาเส้นผม เพื่อให้เหล่านักท่องเที่ยวมีโอกาสได้หล่อ ๆ สวย ๆ ในทุก ๆ วัน
ระหว่างการสระผมยังมีบริการนวดบ่า ถือเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะไต้หวันเท่านั้น (ภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566)
(ข้อมูลและภาพจากนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม 2566 ท่านที่อยากได้ไปอ่านเล่นที่บ้าน เขียนจดหมายแจ้งความประสงค์ไปได้ที่ [email protected] จะจัดส่งให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ)