
Sign up to save your podcasts
Or


ธรรมบรรยาย โดย เจ้าคุณพระธรรมปิฎก วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ 2539 สถานที่ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก : ธรรมะ
ธรรมบรรยาย โดย เจ้าคุณพระธรรมปิฎก วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ 2539 สถานที่ พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก : ธรรมะ
ปาฐากถาธรรมพิเศษ อวิชชา โดย อาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ สถานที่ วัดสระเกศ... (2542 ) : ธรรมะ
ปาฐากถาธรรมพิเศษ สัมมาทิฎฐิ โดย อาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ สถานที่ วัดสระเกศ: ธรรมะ
ปาฐากถาธรรมพิเศษ สัมมาทิฎฐิ โดย อาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ สถานที่ วัดสระเกศ: ธรรมะ
"สัมมาทิฐ ก็คือ ความเห็นที่ตรงตามสถาวะ คือ เห็นตามที่สิ่งทั้งหลายเป็นจริง การที่สัมมาทิฏฐิจะเจริญขึ้นย่อมต้องอาศัยโยนิโสมนสิการเรื่อยไป เพราะโยนิโสมนสิการช่วยให้ไม่มองสิงต่างๆ อย่างผิวเผิน หรือมองเห็นผลรวมเฉพาะที่ปรากฎ แต่ช่วยให้มองแบบสืบค้นแยกแยะ ทั้งในแง่การวิเคราะห์ส่วนประกอบที่มาประชุมกันเข้า และในแง่การสืบทอดแห่งเหตุปัจจัย ทำให้ไม่ถูกลวง ไม่กลายเป็นหุ่นที่ถูกยั่วยุ ปลุกปั่น และเชิดด้วยปรากฎการทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏทัพพะ และคตินิยมต่างๆ จนเกิดเป็นปัญหาแก่ตนและผู้อื่น แต่ทำให้มีสติสัมปชัญญะ เป้นอิสระเป็นตัวของตัวเอง คิดตัดสินและกระทำการต่างๆ ด้วยปัญญา..."
"พระพุทธเจ้าสอน คือ ความจริงที่เป็นประโยชน์ ใช้แก้ทุกข์ได้ นำไปสู่จุดหมาย ก็ควรจะพูดถึงประโยชน์และจุดหมายด้วย ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนาประการหนึ่ง ก็คือเป็นเรื่องของการดำเนินชีวิต หรือหลักการและวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดหมาย ทีนี้ จุดหมายในทางพระพุทธศาสนาเราก็เรียนกันมาว่ามี ๓ ประการ เรียกว่า อัตถะ อัตถะ ๓ ประการ นี้ ถ้าจะแบ่งตามระดับก็คงจะได้เป็น ๓ อย่าง คือ
๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ เรียกกันว่า ประโยชน์ปัจจุบัน
๒. สัมปรายิกัตถะ แปลกันว่า ประโยชน์เบื้องหน้า
๓. ปรมัตถ์ หรือ ปรมัตถะ คือ ประโยชน์อย่างสูงสุด
"การปฏิบัติวิปัสสนาก็คือการปฏิบัติให้เกิดการรู้เห็นแจ้ง ให้เกิดการรู้เห็นสัจธรรมความเป็นจริง ได้เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง วิปัสสนาคือการรู้เห็นแจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง เห็นอย่างไร ก็คือเห็นรูปนาม เห็นเป็นรูปเป็นนาม คือในสังขารร่างกายจิตใจนี่ เมื่อวิปัสสนาเกิดขึ้นก็จะเกิดการรู้เห็นว่าสังขารคือร่างกายและ จิตใจนี้ เป็นเพียงรูปธรรมนามธรรมหมายความว่าอย่างไร รูปธรรมนามธรรม คืออะไร หมายความว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ไม่เป็นตัวตน เราเขา เป็นเพียงสภาพธรรมที่เรียกว่ารูป ที่เรียกว่านาม คือมีสิ่งจริงๆ มีอยู่เป็นอยู่ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พระพุทธเจ้า ตรัสเรียกว่า รูปธรรมนามธรรม หรือถ้าขยายออกไปก็เรียกว่า "ขันธ์ห้า""
"เวทนานุสติปัฏฐาน
เวทนา หมายถึง ความรู้สึกหรือความเสวยอารมณ์ที่ปรากฏในขณะปฏิบัติทั้งทางกายและจิตใจ เช่น ความรู้สึกสุขสบายหรือทุกข์ที่ปรากฏขึ้นในทางร่างกาย ความรู้สึกเป็นสุขใจ ดีใจ ปลาบปลื้มฯ หรือทุกข์ทางใจ อึดอัด ขัดเคือง ไม่พอใจ ไม่สบายใจ เป็นต้น เวทนานี้เมื่อจำแนกออกไปแล้วมี ๓ ประเภท คือ สุขเวทนา ๑ ทุกข์เวทนา ๑ อุเบกขาเวทนา ๑ ซึ่งถ้าหากมีความชัดเจนกว่าอาการพอง - ยุบ ควรตั้งใจกำหนด จนกระทั่งเวทนาหรือความเสวยอารมณ์นั้นๆ จะเสื่อมไป หายไป ถ้ามีอารมณ์อื่นที่ชัดเจนมากกว่านี้อีก ก็ให้ย้ายไปกำหนดอารมณ์นั้นทันที ควรกำหนดทีละอารมณ์ ไม่ควรกำหนดหลายอย่างพร้อมกัน เพราะจะทำให้เกิดความสับสน จนก่อให้เกิดความเครียดมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดีแก่นักปฏิบัติใหม่
ในมหาสติปัฏฐานสูตรบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
สุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ.
ภิกษุกำหนดรู้เวทนาที่เป็นสุขอยู่ ในขณะที่ตนกำลังเสวยเวทนาที่เป็นสุข
ทุกฺขํ วา เวทนํ เวทยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ.
ภิกษุกำหนดรู้เวทนาที่เป็นทุกข์อยู่ ในขณะที่ตนกำลังเสวยเวทนาที่เป็นทุกข์
อทุกฺขม สุขํ เวทนํ เวทยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ.
ภิกษุกำหนดรู้เวทนาที่วางเฉยอยู่ ในขณะที่ตนกำลังเสวยเวทนาที่วางเฉย"
From the publisher's feed

57 Listeners