
Sign up to save your podcasts
Or


ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกข-นิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ถึงแม้ว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ต้องการวาทะ ผู้แสวงหาวาทะ พึงมาจากทิศบูรพา ทิศปราจีน ทิศอุดร ทิศทักษิณ ด้วยประสงค์ว่า จักยกวาทะของภิกษุนั้น ภิกษุนั้นจะสะเทือน สะท้าน หรือหวั่นไหวต่อสมณะหรือพราหมณ์นั้น โดยสหธรรม ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเห็นอริยสัจ ๔ ดีแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน
เวลาที่ท่านผู้ฟังมีความรู้สึกว่า มีความสามารถจะทำดีก็ได้ จะทำชั่วก็ได้ เป็นตัวท่านจริงๆ ที่ท่านเลือก แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีสักขณะเดียวซึ่งเป็นตัวตน แม้ขณะนั้นก็คือ มโนทวาราวัชชนจิตที่ทำกิจมนสิการ รำพึง ระลึกไปในเรื่องในอารมณ์อย่างนั้น แต่เพราะความไม่รู้ ก็เลยเป็นตัวท่านที่ท่านคิดว่า ท่านเลือกทำดีก็ได้ ท่านเลือกทำชั่วก็ได้ เป็นตัวท่านซึ่งเป็นผู้เลือก แต่ความจริงแล้ว จิตทุกดวงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ได้สะสมมา
เรื่องของการเจริญสติปัฏฐานเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องการระลึกได้ และเป็นการรู้ตรงลักษณะที่เป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรม แม้แต่เพียงชั่วขณะเล็กน้อย เป็นต้นว่า ขณะที่รู้เรื่องและระลึกได้ว่า ขณะนั้นก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งและก็หมดไป และก็มีนามธรรมอื่นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าระลึกได้บ่อยๆ เนืองๆ แม้ว่าทีละเล็กทีละน้อย แต่ว่าเป็นสัมมาสติ เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะทำให้สามารถประจักษ์ในความที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลของนามธรรมและรูปธรรมที่มีลักษณะจริงๆ ปรากฏให้รู้ได้
ทุกท่านที่เกิดมามีรูปร่างแล้ว ไม่พ้นไปจากนั่ง หรือนอน หรือยืน หรือเดิน แต่ว่าเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิด มีรูปเกิดด้วย และในปฐมภวังค์ก็มีรูปเกิดสืบต่อเจริญเติบโตมาเรื่อยๆ แต่ปฏิสนธิจิตก็ดี ภวังคจิตก็ดี หรือแม้ปัญจทวาราวัชชนจิตก็ดี ไม่อาจ หรือไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวเป็นอิริยาบถได้ เพราะฉะนั้น จะเกิดมาอยู่อย่างไร เติบโตอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเวลานอน นอนหลับสนิทเป็นภวังคจิต รูปทรงอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น เพราะว่าขณะนั้นไม่มีจิตที่จะทำให้เกิดเคลื่อนไหวเป็นอิริยาบถ หรือวิญญัติได้
อะไรน่ากลัวกว่าเหว ในโลกนี้เหวน่ากลัว และภพภูมิต่างๆ ที่เป็นอบายภูมิก็น่ากลัว แต่ว่าอะไรที่น่ากลัวกว่า ก็คือ การเกิด ไม่ใช่แต่เฉพาะหลังจากจุติจากโลกนี้ สิ้นชีวิตจากโลกนี้แล้วจะไปเกิด แต่เป็นทุกขณะที่กำลังเกิดสืบต่อกันของขันธ์ ของอายตนะ ของธาตุ ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริงและไม่เห็นว่าเป็นโทษ ไม่เห็นว่าเป็นทุกข์ แต่ทุกข์จริงๆ คือ ความเกิด ไม่ว่าจะเป็นในภูมิไหนทั้งสิ้น โดยเฉพาะถ้าเป็นอบายภูมิ ทุคติภูมิ ก็ไม่มีโอกาสที่จะเจริญกุศล เจริญสติปัญญา จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท
สัตว์ที่จุติจากเทพยดากลับมาเกิดในเทพยดามีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่จุติจากเทพยดาไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย มากกว่าโดยแท้
สัตว์ที่ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ได้มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ได้ฟังธรรมแล้วทรงจำไว้ไม่ได้มากกว่าโดยแท้ สัตว์ที่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้มีเป็นส่วนน้อย สัตว์ที่ไม่ไตร่ตรองอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงจำไว้ได้มากกว่าโดยแท้
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพันธุ์อ้อยก็ดี พันธุ์ข้าวสาลีก็ดี พันธุ์ผลจันทน์ก็ดี บุคคลหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดิน รสน้ำที่มันถือเอาทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของหวาน น่ายินดี ของชื่นใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพืชพันธุ์ดี ฉันใด กายกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ ๑ วจีกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ ๑ มโนกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ ๑ เจตนา ๑ ความปรารถนา ๑ความตั้งใจ ๑ สังขาร ๑ ของบุคคลผู้มีความเห็นชอบธรรมทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะทิฏฐิเจริญ ฉันนั้นเหมือนกันแล
การที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่ใช่ด้วยอวิชชาและตัณหา ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ และไม่ใช่ด้วยความต้องการที่จะได้ แต่ว่าเป็นการละกิเลสและอกุศลธรรมทั้งหมดที่สะสมอยู่ในจิต ดับหมดสิ้นเป็นสมุจเฉท เป็นลำดับขั้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านผู้ฟังยังไม่รู้ตัวว่ามีกิเลสมากเหลือเกิน ก็จะไปเพิ่มโดยเอาเข้ามาอีก ไม่ใช่เรื่องรู้ ไม่ใช่เรื่องละ แต่เรื่องการเจริญสติปัฏฐาน เรื่องของการรู้แจ้งอริยสัจธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ละกิเลสและอกุศลธรรมก็เพราะรู้
ผู้ใดที่มีความเห็นผิด มีความเลื่อมใสผิด มีการปฏิบัติผิดย่อมไม่สามารถที่จะพ้นไปจากวัฏฏะได้ มีแต่จะเพิ่มพูนข้อปฏิบัติผิดนั้นยิ่งๆ ขึ้น
From the publisher's feed

57 Listeners