
Sign up to save your podcasts
Or


อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ข้อ ๗๙ มีข้อความว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมแห่งโภคมีประมาณน้อย ความเสื่อมแห่ง ปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย
ข้อ ๘๑ มีข้อความว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น การส่งเสริมสนับสนุนพุทธบริษัท ก็ควรที่จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าใจชัดเจนถูกต้องในการประพฤติปฏิบัติ ให้รู้แจ้งอริยสัจธรรมตามความเป็นจริงด้วย
ถ้ายังรู้ไม่ชัด ก็สังเกต สำเหนียก ระลึกไปจนกว่าจะเริ่มรู้ขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง สังเกต สำเหนียก ระลึกไป รู้นามนั้น รูปนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความรู้ขึ้น รู้เพื่อการละ เพราะเหตุว่าการที่จะละการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้นั้น ถ้าไม่เจริญความรู้ให้เป็นความรู้ที่แท้จริง ให้เป็นความรู้ที่ชัด ละเอียด และทั่วขึ้นแล้ว ไม่สามารถที่จะละความเห็นผิดที่เคยยึดถือนามรูปว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้
"จำกัดกาลเวลาคืออย่างไร ปฏิบัติตามปกติเช่นนี้ไม่ได้ จะต้องไปสู่สำนักปฏิบัติ หมกตัวอยู่ที่นั่น อาจจะเป็น ๗ วัน ๑๐ วัน หรือว่าสัปดาห์ ๑ อาทิตย์ ๑ ก็ตามใจ หรือเดือนหนึ่ง ๓ เดือน ก็สุดแล้วแต่ นั่นคือจำกัดเวลา นอกจากเวลานั้น ก็ปฏิบัติไม่ได้ นี่เป็นการแนะของท่านอาจารย์ทั้งหลายกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีหลายท่านด้วยกัน และ ที่สำคัญที่สุด คือ ท่านเน้นมากทีเดียวเรื่องรูปนอน รูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน ท่านเน้นตรงนี้มาก เพราะเหตุว่าถ้ารู้ตรงนี้เรียบร้อยแล้ว อื่นๆ ไม่ต้องรู้ก็ได้ เป็นอันว่ารู้หมด ทั่วถึงหมด ท่านว่าของท่านอย่างนั้น"
ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานที่จะไม่รู้ปฏิจจสมุปปาทะ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะแสดงว่า ไม่รู้ปัจจัยของนามธรรมและรูปธรรม เมื่อไม่รู้ปัจจัยของนามธรรมและรูปธรรม ที่จะละคลายไม่ยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน ก็ไม่ได้ แต่การที่จะละคลายการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เพราะรู้ปัจจัย
ตายแล้ว ทำความดีได้ไหม ไม่ได้ รอก่อนได้ไหม ขอทำทานเสียก่อนแล้วจะตาย ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของความตายซึ่งจะมาถึงเมื่อไรก็ย่อมเป็นอนุสติที่จะเตือนให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในการทำความดี
สิ่งที่จะทำให้ระลึกถึงความจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีตลอดเวลาแต่ไม่สลด เป็นผู้ที่ประมาท
"โลภมูลจิต ความยินดี ความชอบ ความรักทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี ถ้ามีมากสะสมมากเป็นเหตุให้เกิดทุจริตกรรม ซึ่งจะให้ผลปฏิสนธิในอบายภูมิ ที่จะให้ไปสู่อบายภูมินั้น ไม่ใช่กุศล แต่ว่าเป็นอกุศล และอกุศลอะไรที่จะมีเยื่อใยลึกซึ้งยิ่งกว่าความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในสัตว์ ในสังขารซึ่งมีเป็นประจำอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การที่ได้ทราบมูลเหตุ สมุทัยของอกุศลธรรมทั้งหมดก็จะเป็นการดีที่ทำให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่จะต้องละ"
กิเลสนั้นเหนียวแน่น หนาแน่น และก็มีมากเหลือเกิน แต่ว่าท่านจะหาวิธีที่จะไปเร่งรัดให้กิเลสหมดโดยที่ปัญญาไม่เกิดขึ้น ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงนั้น ไม่สามารถทำให้ท่านละกิเลสได้เลย และท่านก็พยายามที่จะไปคิดหาว่า วิธีนั้นคงจะดี วิธีนี้คงจะเร็ว เพราะฉะนั้น ท่านพยายามที่จะใช้วิธีอื่น แทนที่สติจะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ตามปกติ ตามความเป็นจริง จนกว่าปัญญาจะรู้ชัด และก็ละการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้จริงๆ
การเป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติ หมายความว่า ไม่ได้กระทำสิ่งใดๆ ขึ้นด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าการเจริญปัญญา หรือการเจริญวิปัสสนานั้น ต้องไปทำอย่างนั้นจึงจะเป็นการเจริญวิปัสสนา แต่หมายความว่า ปกติของท่านมีชีวิตธรรมดา ไม่ได้เข้าใจผิดในข้อปฏิบัติ ถ้าท่านจะละเว้นทุจริตหรืออกุศล ก็เป็นเพราะสติอบรม รู้ว่าสภาพธรรมใดเป็นสภาพธรรมที่เป็นอกุศลก็เว้น ก็วิรัติ แม้ขณะที่เว้นวิรัตินั้นก็เป็นสติ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐานจึงเกื้อกูลมากในการทำให้ชีวิตปกติของท่านเป็นไปในทางกุศลมากขึ้น
From the publisher's feed

57 Listeners