ท่านอาจารย์เปรียบเทียบคำสอนพระพุทธเจ้ากับเทคโนโลยี หมายถึงอย่างไรขอความเมตตาขยายความ?
คำสอนของพระพุทธองค์นั้นสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือคำสอนซึ่งเป็นการเปิดเผยแสดงความจริงของธรรมชาติ โดยเฉพาะธรรมชาติของมนุษย์เราเอง กลุ่มที่สองก็คือคำสอนที่ตอบปัญหาว่า ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้เราควรจะรับมือกับมันอย่างไร ควรจัดการ ควรปฏิบัติต่อมันอย่างไร
ยกตัวอย่างคำสอนกลุ่มแรก คือ ในปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธองค์ตรัสก่อนปรินิพพาน พระองค์ตรัสไว้ว่า “สิ่งทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา” อันนี้ก็คือการยกข้อสังเกตหรือว่าเปิดเผยความจริงของธรรมชาติ แล้วพระพุทธองค์ก็ตรัสต่อไว้ว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอทั้งหลายควรถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” หมายถึงว่า ผู้มีปัญญาเมื่อตระหนักรู้ได้ว่า สิ่งทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดาก็ควรจะอยู่อย่างไม่ประมาท
คำสอนกลุ่มแรกเราเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์ได้ แต่ก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หรือว่า pure sciences ทีเดียว เนื่องจากว่าคำสอนที่พระพุทธองค์เปิดเผยแสดงนั้นก็เฉพาะความจริงที่พระองค์เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในการพัฒนาตน
ส่วนคำสอนกลุ่มที่สองนั้น อาตมาก็เปรียบเทียบกับเทคโนโลยี เพราะคำว่า ‘เทคโนโลยี’ นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งประดิษฐ์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อะไรเป็นต้น แต่หมายถึง หลักการ วิธีการ เทคนิค กระบวนการต่างๆ ซึ่งรวมกันแล้วก็คือการเอาความรู้ในธรรมชาติ ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์โดยตรง
เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธองค์จึงเปรียบเทียบกับวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ส่วนที่เป็นเทคโนโลยีนั้น อาตมายืนยันว่าหรือเชื่อมั่นว่า มีแต่พระพุทธศาสนาที่มีเทคโนโลยี ที่เป็นขั้นตอน ที่ละเอียดอ่อน ที่ปฏิบัติได้ ได้ผลจริง มีเฉพาะในพระพุทธศาสนา เป็นเอกลักษณ์ของพระศาสนาของเรา
และในทุกวันนี้ ในยุคที่คนไทยส่วนใหญ่มองศาสนาผ่านแนวความคิด concept สายตาของตะวันตก ก็เป็นส่วนของพุทธศาสนาที่คนรุ่นใหม่มองข้าม เพราะไม่เหมือนในศาสนาอื่น ก็อยากให้ทุกคนได้สำนึกได้ศึกษา แล้วได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนากลุ่มที่เป็นคำสอนที่เป็นเทคโนโลยีในการพัฒนาสุขภาพ คุณภาพ สมรรถภาพของจิต ในการพัฒนาชีวิตให้ถึงการดับทุกข์และการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง
พระอาจารย์ชยสาโร