
Sign up to save your podcasts
Or


7 ส.ค. 69 - อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่ : ดังนั้น จะว่าไป สื่อนี้ก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือว่ากราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำ แล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่ออยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
6 ส.ค. 69 - เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ : นอกจากการทำอะไรอย่างมีสติแล้ว การเจอะเจออะไรที่ไม่เป็นดั่งใจ ก็เป็นแบบฝึกหัดได้ เป็นเครื่องทดสอบ ถ้าเราสอบตกก็ไม่เป็นไร ก็พยายามสอบใหม่ให้ดีขึ้น เวลาโกรธแล้วเผลอด่าคนไปแล้ว ก็พยายามทำให้มันดีขึ้น โกรธแต่ไม่ด่า หรือตอนหลังก็โกรธปุ๊บก็มีสติปั๊บ โกรธปุ๊บก็กลับมาตามลมหายใจ
5 ส.ค. 69 - จากสะอาดสู่สงบและสว่าง : ถ้ามีสติ มีสมาธิ ก็ยังรู้จักปล่อยรู้จักวางอารมณ์เหล่านั้นได้ แต่ถ้ายังไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ คือการไปยึดมั่นสำคัญหมายสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ว่าเป็นของเรา เป็นของเรา มันก็จะเกิดความทุกข์ เกิดอารมณ์อกุศลที่มาเผาลนจิตใจอยู่เรื่อยไป ความสว่างที่ถึงที่สุดมันทำให้ใจสงบ ความสว่างคือปัญญาที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เมื่อมันเกิดความผันผวนแปรปรวน ใจก็ไม่ทุกข์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโศก อันนี้เรียกว่าตัดต้นตอแห่งความทุกข์ เรียกว่าเกิดความสงบอย่างแท้จริง สงบเพราะสว่าง ใหม่ๆ ก่อนที่จะสว่างต้องสงบก่อน และพอสว่างแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ฉะนั้นเราปฏิบัติธรรมก็ให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความสะอาด สงบ และสว่างให้ได้ จับหลักให้ได้ แล้วการปฏิบัติของเราก็จะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง
4 ส.ค. 69 - อย่าประมาทความดีแม้เล็กน้อย : ความดีแม้ทำเล็กน้อย ก็มีผล ขอแต่เพียงว่าทำทุกวัน ที่เราเจริญสตินี่ ใหม่ๆ เราถึงเน้นเรื่องปริมาณไว้ก่อน อย่าไปเน้นคุณภาพ ขอให้ทำ จะฟุ้งยังไงก็ทำไป ถ้าทำไปนานๆ นี่จะเกิดผล หลายๆ คนแม้จะไม่ใช่ทำสมาธิ แต่ทำอย่างอื่นที่เป็นการฝึกใจ
3 ส.ค. 69 - คาถาสำคัญที่ควรจดจำ : คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอนัตตาสำคัญมาก ทำให้เกิดมีพระอรหันต์ขึ้นมาในโลก แล้วก็มีสาวกที่สำคัญตามมาอีกมากมาย รวมทั้งพระสารีบุตรแล้วก็พระโมคคัลลานะ และที่สำคัญก็คือเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ลาออกจากความทุกข์ได้ เพราะว่าแม้มีความทุกข์แต่มันไม่มีผู้ทุกข์ เป็นเพราะไปหลงยึดว่ามีเรา ก็เลยมีผู้ทุกข์ แท้จริงมันมีแต่ความทุกข์แต่ไม่มีผู้ทุกข์ สุดท้ายมีความปวด ไม่มีผู้ปวด มีความตายแต่ไม่มีผู้ตาย ถ้าเราเข้าถึงภาวะเช่นนี้ได้ ความสำคัญมั่นหมายว่า กูทุกข์ กูทุกข์ มันก็ไม่มี หรือจะเรียกว่าดับทุกข์ก็ได้ แม้ว่ากายยังทุกข์อยู่
2 ส.ค. 69 - ใช้สามัญสำนึกฝึกใจ : ยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าชีวิตเราต้องเจอกับสิ่งที่ถูกใจบ้างและเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอสิ่งที่ชอบและเจอสิ่งที่ไม่ชอบ แม้ปรารถนาจะให้มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ก็หนีไม่พ้นจะต้องเจอกับสิ่งไม่ดีที่พระท่านเรียกว่าโลกธรรมฝ่ายลบ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือเจอทุกข์ หรือรวมไปถึงความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ความล้มเหลว พวกนี้ห้ามไม่ได้ แต่เมื่อเจอแล้วใจเราไม่ทุกข์ก็ได้
1 ส.ค. 69 - ฝึกสติจนเห็นโดยไม่เป็น : สิ่งที่เป็นนามธรรมคืออารมณ์ ถ้าเราไม่เห็นก็จะไปเผลอยึดว่าเป็นขึ้นมา ความคิดเป็นเรา ความโกรธเป็นเรา ความเศร้าเป็นเรา ความปวดเป็นเราเป็นของเรา ถ้าปฏิบัติจนเห็นก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็จะมีอิทธิพลต่อจิตใจเราน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่ก่อนกายทุกข์ใจก็ทุกข์ด้วย เพราะใจไปยึดว่าความปวดเป็นเรา ความเจ็บเป็นเราเป็นของเรา แต่ตอนหลังเห็นว่ากายปวดแต่ใจไม่ได้ปวดด้วย เพราะว่าความปวดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วพอเราแยกออกระหว่างเห็นกับเป็น การที่จะหลงเชื่อมันจนนำไปสู่ความทุกข์ หรือนำไปสู่ความชั่ว มันก็ทำไม่ได้
31 ก.ค. 69 - แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น : กปฏิบัติธรรมที่แสวงหาหลายสิ่งหลายอย่าง และก็อยากให้สิ่งนั่นเกิดขึ้นกับตน แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อสิ่งนั่นมาอยู่ต่อหน้าแล้ว หรืออยู่กลางใจแล้ว จะรับรู้ว่านั่นแหละคือสิ่งที่แสวงหา ไม่ว่าจะเป็นความสงบ เป็นความรู้สึกตัว หรือแม้แต่นิพพาน
30 ก.ค. 69 - ตั้งมั่นในความดีด้วยการอธิษฐาน : ติดอะไรก็ตามก็ลองใช้ช่วงเข้าพรรษานี่แหละ ลดละหรือไม่ก็เลิกไปเลย แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีการอธิษฐาน เพราะว่าถ้าไม่อธิษฐาน เดี๋ยวมันก็จะมีข้ออ้างอย่างโน้นอย่างนี้ กิเลสฉลาดอยู่แล้วในการหาข้ออ้าง แล้วถ้าเราไม่มีการตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เราก็จะโอนอ่อนผ่อนตาม
29 ก.ค. 69 - ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ : การภาวนา โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าเราทำให้ครบถ้วน ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้น เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเลย ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ความกระจ่างแจ้งในความจริงเช่นนี้ทำให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เวลามีมันในครอบครอง ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าพอใจ คือไม่ยึดติดกับมัน พอไม่ยึดติดกับมัน สูญเสียไป ใจก็ไม่ทุกข์
From the publisher's feed

57 Listeners

39 Listeners

75 Listeners

12 Listeners

1 Listeners

3 Listeners

4 Listeners

0 Listeners

5 Listeners

21 Listeners

17 Listeners

2 Listeners

6 Listeners

6 Listeners

0 Listeners