ความอยากที่เป็น ‘ตัณหา’ และความอยากที่เป็น ‘ฉันทะ’ แตกต่างกันอย่างไร?
ความอยากที่เกิดจากหรือเกิดพร้อมกับอวิชชา ความไม่รู้ ความไม่เห็นตามความเป็นจริง ท่านให้ชื่อว่าตัณหา ตัณหามี ๓ อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหาคืออยากได้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ถูกใจที่ชอบ ภวตัณหา อยากมีอยากเป็น คืออยากมีชื่อเสียง อยากมียศ อยากมีอำนาจ อยากให้เขารัก อยากให้เขาเคารพ อยากให้เขารู้จัก มันเป็นความอยากที่เกี่ยวกับอัตตา ตัวตน วิภวตัณหา คือไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้ เหมือนการปฏิเสธ
ตัณหาเกิดเมื่อไรความยึดมั่นถือมั่นที่ให้ชื่อว่าอุปาทานก็จะเกิดขึ้นตรงนั้น แล้วก็จะนำไปสู่ความทุกข์ พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า ทุกข์เกิดเพราะตัณหา ตัณหาเกิดเพราะอะไร เกิดเพราะอวิชาหรือเกิดพร้อมกับอวิชชา
ความอยากที่เกิดขึ้นเพราะวิชชา ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง หรือไม่เกี่ยวกับอัตตาตัวตน ไม่เกิดกับความบันเทิงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกว่าเป็นฉันทะ ซึ่งข้อสังเกตง่ายๆ ก็คือ ฉันทะก็จะมุ่งที่การกระทำ โดยที่ตัณหามุ่งที่ผลการกระทำ ฉันทะอยากทำให้ดี หรือว่าได้ข่าวว่ามีใครเดือดร้อน มีความทุกข์ อยากช่วยเขา อันนั้นก็เรียกว่าเป็นฉันทะ อยากทำ อยากทำสิ่งที่ดีที่งาม ที่เป็นประโยชน์ อยากฝึกตน
ฉันทะกับตัณหามันสลับกันได้ บางคนอาจจะเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัณหา อยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่พอทำไปทำมา จิตเป็นบุญเป็นกุศลเกิดขึ้นได้ ในขณะเดียวกันบางทีอาจจะทำงานหรือว่าอาจจะปฏิบัติธรรมด้วยฉันทะ แต่ว่าเผลอไปแล้วตัณหาเข้ามาครอบงำ อยากได้สมาธิ อยากได้ฌาน อยากได้ญาณ อยากได้นั่นอยากได้นี่ พอมาปฏิบัติโดยมุ่งที่ผลของการปฏิบัติมากกว่าตัวการปฏิบัติ อันนี้ก็จะเป็นตัณหา
ตัณหากับฉันทะ สรุปง่ายๆ ว่า ตัณหานี่มุ่งที่ผลการกระทำ ฉันทะก็อยู่ที่การกระทำ ตัณหาเกิดจากอวิชชา ฉันทะเกิดจากวิชชา
พระอาจารย์ชยสาโร