การถ่ายเลือด หรือการให้เลือด (Blood Transfusion) เป็นการนำเลือดที่ได้รับจากการบริจาคถ่ายเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย ถือเป็นการรักษาที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะซีดรุนแรง เสียโลหิตเฉียบพลัน หรือที่ต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม โลหิตในโรงพยาบาลมีปริมาณจำกัด แหล่งที่มาจะต้องอาศัยการบริจาคโลหิตเท่านั้น ทั้งยังมีต้นทุนสูงในการจัดเตรียมกระบวนการที่สอดคล้องมาตรฐาน และการตรวจสอบความปลอดภัย ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 2023 ปธน.ไช่อิงเหวิน ได้พบกับตัวแทนผู้บริจาคโลหิตดีเด่นที่ทำเนียบประธานาธิบดี และได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดหาโลหิตเพื่อการปฏิบัติงานทางการแพทย์
ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2023 โรงพยาบาลฉางเกิงสาขาหลินโข่ว ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์แห่งเดียวในพื้นที่เถาหยวน ซินจู๋ เหมียวลี่ ประสบปัญหาขาดแคลนโลหิตรุนแรง เชวี่ยจงซี(闕宗熙) ผู้อำนวยการแผนกเวชศาสตร์ในห้องปฏิบัติการที่ดูแลธนาคารโลหิต และยังเป็นประธานสมาคมบริจาคโลหิตของไต้หวัน บอกว่ายังจำเหตุการณ์นี้ได้เหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
หากพิจารณาตามความต้องการโลหิตรายวันของโรงพยาบาบฉางเกิง หลินโข่ว โลหิตกรุ๊ป A โดยเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 132 ถุง และโลหิตกรุ๊ป O อยู่ที่ 165 ถุง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพอากาศไม่ดี วันหยุดยาว และประชาชนติดเชื้อไข้หวัด ส่งผลให้ทั่วไต้หวันขาดแคลนโลหิต ยกตัวอย่าง วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 2023 โลหิตกรุ๊ป A ในธนาคารโลหิตของโรงพยาบาลฉางเกิง หลินโข่ว เหลือเพียง 72 ถุง และโลหิตกรุ๊ป O เหลือ 94 ถุง แสดงให้เห็นว่าสต๊อกของวันนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
วิกฤติขาดแคลนโลหิต ไม่เพียงก่อให้เกิดความวุ่นวายในการจัดสรรปันส่วน ยังกระทบโดยตรงต่อตารางการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยด้วย เชวี่ยจงซี เล่าว่าช่วงต้นปีที่ขาดโลหิต 1 เดือน เป็นเดือนที่ทางโรงพยาบาลทำได้อย่างเดียวคือ เลื่อนการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วนเท่านั้น ก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้าห้องผ่าตัดต้องยืนยันว่ามีโลหิตเพียงพอจึงค่อยทำการผ่าตัด เพราะในขณะนั้น โรงพยาบาลเกือบทั้งหมดในไต้หวันต่างก็ขาดแคลนโลหิต ไม่สามารถยืมจากโรงพยาบาลอื่นได้
แม้แต่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันซึ่งมีทรัพยากรทางการแพทย์มากมาย ก็ยังประสบปัญหามีโลหิตเหลืออยู่ในคลังน้อย หลัวซื่อฉี(羅仕錡) แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนของปี 2023 ทางโรงพยาบาลยังได้ติดประกาศภาวะขาดโลหิต เพื่อเตือนแพทย์ให้ใช้โลหิตอย่างแม่นยำ
แพทย์ที่ทำการผ่าตัดต่างพูดทำนองเดียวกันว่าภาวะขาดโลหิตได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การบริจาคโลหิตของประชาชนในช่วง 10 ปีมานี้เพิ่มขึ้นทุกปี จึงมีคำถามว่า เหตุใดอัตราการบริจาคโลหิตติดอันดับหนึ่งของโลก แต่ประสบปัญหาขาดแคลนโลหิต น่าจะมาจากการบริหารจัดการโลหิตมีความหละหลวมเกินไปหรือไม่?
หากดูรายงานประจำปีของมูลนิธิบริการโลหิตไต้หวัน (ต่อไปนี้จะเรียกว่า มูลนิธิโลหิต) ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของโลหิตแห่งเดียวในไต้หวัน พบว่า คนไต้หวันรักการบริจาคโลหิต สถิติการบริจาคโลหิตปี 2013 อยู่ที่ 7.54% เมื่อถึงปี 2022 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.08% มูลนิธิบริการโลหิตบอกว่า นี่ถือเป็นอัตราการบริจาคโลหิตที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่มีอัตราการบริจาคโลหิตที่สูงเท่านั้น แต่ปริมาณการบริจาคโลหิตยังเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย หากดูตามปริมาณการบริจาคโลหิตรวม (whole blood) แล้ว ปี 2022 อยู่ที่ 2.523 ล้านหน่วย (1 หน่วยคือ 250 มล.) เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ถ้าดูสถิติปี 2023 สิ้นสุดเดือนตุลาคม ปริมาณการบริจาคโลหิตเมื่อเทียบกับปี 2022 เพิ่มขึ้น 2%
หลัวซื่อฉี(羅仕錡) แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวด้วยว่า อัตราการบริจาคโลหิตของไต้หวันอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อคำนวณจากจำนวนหน่วยโลหิตที่ใช้ 1,000 คนต่อปี การใช้เซลล์เม็ดโลหิตแดงของไต้หวันอยู่ที่ 1.3 - 2 เท่าของประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การใช้เกล็ดโลหิตอยู่ที่ 1.5 - 1.8 เท่า ใช้พลาสมา 2.4 - 3 เท่า แสดงให้เห็นว่าไต้หวันใช้โลหิตปริมาณมากเกินไปแล้ว
มีคำถามว่า ทำไมมีการใช้โลหิตมากเกินไป? ใช้แบบฟุ่มเฟือยหรือไม่? หงอิงเซิ้ง(洪英聖) ผู้อำนวยการฝ่ายธุรการมูลนิธิโลหิต ชี้ว่า โลหิตที่ได้จากการบริจาคไม่เคยทิ้งไว้จนหมดอายุ ทั้งหมดจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาล โดยทุกปีจะมอบให้กับสถาบันการแพทย์มากกว่า 800 แห่งในจำนวนนี้โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์การแพทย์ และโรงพยาบาลภูมิภาคใช้โลหิตมากที่สุด ยกตัวอย่าง ศูนย์การแพทย์ 19 แห่งทั่วประเทศมีการใช้เม็ดโลหิตแดงมากกว่า 40%
จึงสรุปได้ว่า การจัดการโลหิตในโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้โดยไม่จำเป็นถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนโลหิต แต่ในความเป็นจริง โรงพยาบาลขนาดใหญ่ยังคงตระหนักถึงวิกฤตขาดโลหิตที่ซ่อนเร้นอยู่เหมือนกัน แต่เป็นเพราะว่าไต้หวันมีอัตราการบริจาคโลหิตสูงมาโดยตลอด ในอดีตไม่เคยขาดแคลน แต่ไม่กี่ปีนี้ จำนวนประชากรสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลง ทำให้มีผู้บริจาคโลหิตได้ลดลง ผู้สูงอายุต้องการการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น มีการผ่าตัด ปริมาณการใช้โลหิตก็เพิ่มขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ไต้หวันมีปริมาณโลหิตสำรองค่อนข้างมาก และแพทย์ก็เคยชินกับการถ่ายโลหิตทันทีเพื่อปรับปรุงสภาพร่างกายของผู้ป่วย หลัวซื่อฉี(羅仕錡) แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ยอมรับว่าในอดีต ไต้หวันไม่ได้ใส่ใจกับปัญหาภาวะขาดโลหิต และแพทย์ก็เคยชินกับการให้โลหิตกับผู้ป่วยที่ค่อนข้างหละหลวม แต่ขณะนี้โลหิตมีจำกัด ควรเปลี่ยนแนวความคิดการถ่ายโลหิต ควรส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการโลหิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาล(Patient Blood Management -PBM) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยทั่วไปเชื่อว่าการถ่ายโลหิตส่วนใหญ่จะใช้ผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดฉุกเฉิน แต่จากสถิติของมูลนิธิบริหารโลหิตในปี 2020 พบว่า แผนกเวชศาสตร์ฉุกเฉินถ่ายเซลล์เม็ดโลหิตแดงให้ผู้ป่วยเป็นอันดับ 3 ส่วนแผนกที่ใช้โลหิตอันดับที่ 1 คือ แผนกโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา และอันดับ 2 คือแผนกโรคหัวใจ นอกจากนี้ แผนกอายุรกรรมก็มีการใช้โลหิตสูงเช่นกันซึ่งในทางคลินิกแพทย์อาจมีตัวเลือกการแพทย์อื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายโลหิตก็ได้
ในความเป็นจริง ตัวบ่งชี้ของการให้โลหิตคือค่า "ฮีโมโกลบิน" โดยทั่วไปภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 12 หรือ 13g/dL เชวี่ยจงซี(闕宗熙) ผู้อำนวยการแผนกเวชศาสตร์ในห้องปฏิบัติการที่ดูแลธนาคารโลหิต อธิบายว่าตัวบ่งชี้นี้จะดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ ในอดีตแนวคิดก็คือ การให้โลหิตเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อฮีโมโกลบินลดลงเหลือ 10 แต่ขณะนี้แนวคิดคือการให้โลหิตเมื่อฮีโมโกลบินลดลงเหลือ 7 เท่านั้น มีหลายข้อมูลที่บ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยสองกลุ่มที่มีความรุนแรงเท่ากัน ยิ่งได้รับโลหิตมากเท่าไร พวกเขาก็อาจจะตายเร็วขึ้นเท่านั้น เขาจึงชี้ให้เห็นว่าการถ่ายโลหิตมีไว้เพื่อช่วยชีวิตฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเพื่อการรักษาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ หลัวซื่อฉี(羅仕錡) แพทย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันยังชี้ให้เห็นว่าในทางการแพทย์ที่ผ่านมา เมื่อผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย ก็ควรได้รับการถ่ายโลหิต อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางการแพทย์ในเวลาต่อมาพบว่า กรณีฮีโมโกลบินต่ำกว่า 10 หรือต่ำกว่า 7 การถ่ายโลหิตก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนักดังนั้นแพทย์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีรักษาเมื่อโลหิตมีจำกัด
ปัจจุบันหลายประเทศกำลังนำ PBM ไปใช้ สถิติในออสเตรเลีย หลังผลักดันการบริหารโลหิตผ่านไป 5-6 ปี ปริมาณการให้โลหิตลงเกือบครึ่ง ส่วนในฮ่องกง หลังนำ PBM ไปใช้ ภายใน 3 ปี ยังประหยัดการใช้โลหิตได้ถึง 17% ดังนั้น เพื่อรับมือกับวิกฤตขาดโลหิตที่อาจรุนแรงมากขึ้นในอนาคต มูลนิธิโลหิต ได้เผยแพร่ "คู่มือการถ่ายโลหิตที่แม่นยำ" เพื่อนำแนวคิดของ PBM ให้แพทย์ปฏิบัติและเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องการใช้โลหิต
รณรงค์ร่วมกันบริจาคโลหิตในกลุ่มไลน์
อย่างไรก็ตาม แนวทางการถ่ายโลหิตที่เกี่ยวข้องได้รับการส่งเสริมในโรงพยาบาลต่างๆ มานานแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังคงมีการใช้โลหิตปริมาณที่สูง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของการรณรงค์ประหยัดโลหิตของโรงพยาบาลยังไม่ชัดเจน ทุกคนบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจและถือเป็นสมบัติสาธารณะ เพราะฉะนั้น การนำไปใช้ก็ต้องเปิดกว้างและโปร่งใส ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าการใช้โลหิตของแต่ละโรงพยาบาลมีความเหมาะสมหรือไม่? ดังนั้น สมาคมบริหารโลหิตไต้หวันร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการผลักดันโครงการ "สำรวจสถานการณ์การถ่ายโลหิตทางคลินิกในไต้หวัน" ด้วยการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมประกันสุขภาพ เพื่อชี้วัดประสิทธิภาพการใช้โลหิตของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยโรงพยาบาลแต่ละแห่งสามารถทำแบบสำรวจการใช้โลหิตของแพทย์แต่ละคนว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตลอดจนทบทวนแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์เกี่ยวกับการถ่ายโลหิต ซึ่งโครงการนี้ได้รายงานผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องในงานประชุม "โลหิตแห่งชาติเพื่อใช้ในระดับชาติ國血國用" ประจำปีในวันที่ 11 ธันวาคม ปี 2023 หากวงการแพทย์เห็นด้วย ก็สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถาวรสำหรับโรงพยาบาลแต่ละแห่ง เพื่อให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งได้รับข้อมูลเป็นประจำ และรับรู้ว่ามีประสิทธิภาพในการบริหารการใช้โลหิตอย่างไร
กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการระบุว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์การใช้โลหิตในโรงพยาบาล และปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งการบริหารการใช้โลหิต ในฐานะองค์กรรับบริจาคโลหิต หลีเหล่ย(黎蕾) ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิบริหารโลหิต เชื่อว่าปัญหาการขาดโลหิตไม่ได้อยู่แค่ด้านอุปทานเท่านั้น แต่การจัดการด้านอุปสงค์ของโรงพยาบาลก็มีความสำคัญมาก เขากล่าวด้วยว่า ทางองค์กรไม่ได้ขายสินค้า ไม่ได้หวังว่าการบริจาคโลหิตยิ่งเยอะยิ่งดี แต่หวังว่าจะนำมาใช้กับผู้ป่วยได้แม่นยำยิ่งขึ้น จำเป็นต้องใช้ความพยายามร่วมกันจากทุกสาขาอาชีพ