บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ มาชวนคุยบทความของ The Reporter กับเรื่องราวของ “จูเก๋อชิโระ” (諸葛四郎) การ์ตูนฮีโร่ระดับตำนานของไต้หวัน ที่เคยถูกเซ็นเซอร์ในยุคหนึ่ง เหลือไว้เพียงความทรงจำอันเลือนลางในภาพจำของผู้คนในยุคทศวรรษ 1960 - 1970 แต่แล้วเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา “จูเก๋อชิโระ” ได้กลับมาเยือนสายตาผู้ชมอีกครั้ง ผ่านหน้าจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ เบื้องหลังของการ์ตูนฮีโร่เรื่องนี้ มีเรื่องราวประวัติศาสตร์การ์ตูนของไต้หวันซ่อนอยู่ สิ่งหนึ่งที่ลูกชายของนักเขียนการ์ตูนเรื่องนี้เคยพูดไว้ในวัย 50 คือ “ผมแก่แล้ว แต่จูเก๋อชิโระยังอ่อนเยาว์ ยังคงเหมือนเดิม ยังมีความกล้าหาญอย่างเดิม…” เรื่องราวความประทับใจนี้จะเป็นอย่างไร ไปรับฟังในรายการพร้อมกันเลยค่ะ คลิกฟังรายการที่นี่
เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.2022 เย่เจียหลง(葉佳龍) ยืนอยู่ในโรงละคร Ambassador Theatre ไทเป มองไปที่ “จูเก๋อชิโระ”ที่ปรากฏอยู่บนจอขนาดยักษ์ฃกับดวงตาที่เอ่อล้นด้วยน้ำตา ภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ที่มีความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาทีสิ้นสุดลง บนจอปรากฏข้อความว่า“มอบแด่บิดาและมารดาของฉัน” และเครดิตรวบรวมรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ มีทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดัง และคนธรรมดาที่เข้าร่วมการระดมทุนซึ่งมีมากกว่าหนึ่งพันรายชื่อวิ่งผ่านสายตาของคนดู เป็นดั่งประกายความหวังที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้ พอนึกถึงสิ่งนี้ น้ำตาของเย่เจียหลงก็หยดลงมา ตลอดช่วงเวลาของการทำหนังเรื่องนี้ เขามักจะเป็นเช่นนี้ กลั้นน้ำตาเอาไว้ เงยหน้าขึ้นและยิ้มเบาๆมุมปาก
เขาคือลูกชายคนโตของเย่หงเจี่ย นักเขียนการ์ตูนไต้หวันเรื่อง “จูเก๋อชิโระ”
“ช่วง 10 ปีสุดท้ายของพ่อ แกอ้างว้างมาก เพลง“ถงเหนียน” (วัยเด็ก) เป็นสิ่งเดียวที่อยู่เคียงข้าง”
“จูเก๋อชิโระ” (Jhuge-Shiro) เป็นจินตนาการในวัยเด็กของคนยุค 50 แต่พอเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 สภาพสังคมการเมืองของไต้หวันตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและระบบตรวจ การตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนถูกจำกัด ทำให้เย่หงเจี่ยและนักเขียนการ์ตูนคนอื่นๆในรุ่นนั้นถูกลืมเลือนจากยุคสมัย มีเพียงเนื้อเพลงในเพลงถงเหนียน (童年 แปลว่า วัยเด็ก) ของหลัวต้าโย่ว (羅大佑) ที่ยังเก็บรักษาความทรงจำของทุกคนเอาไว้
เป็นเวลานานหลังจากที่เย่หงเจี่ยเสียชีวิต ไม่มีคนในครอบครัวคนไหนกล่าวถึง“จูเก๋อชิโระ”อีกเลย เย่เจียหลง ลูกชายคนโตที่กำลังเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ไม่เคยเอ่ยว่าตนเป็นลูกชายของเย่หงเจี่ยเลย เป็นสิ่งที่ลูกชายคนนี้รู้สึกละอายใจที่สุดเมื่อมองเห็นพ่อที่ถูกโดดเดี่ยวและหมดหนทาง
ในปี 2017 คณะละครกังหันลมกระดาษ (Paper Windmill Theatre - 紙風車劇團) ได้นำการ์ตูนเรื่อง“จูเก๋อชิโระ”มาแสดงเป็นละครเวที ในตอนนั้น เย่เจียหลงที่นั่งอยู่ด้านล่างเวทีเห็นว่า ถึงแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 61 ปี แต่“จูเก๋อชิโระ” ยังคงส่องแสงเปล่งประกายในดวงตาของเด็กๆในยุคนี้ เขาจึงเผชิญหน้ากับความรู้สึกผิดหวังปนเศร้าในส่วนลึกของหัวใจตัวเองอย่างกล้าหาญ และเริ่มโปรเจกต์การนำ“จูเก๋อชิโระ”มาทำเป็นแอนิเมชั่น 3 มิติ โดย “แฟนคลับรุ่นเก่าของจูเก๋อชิโระ” กลายเป็นเหล่านางฟ้าที่ช่วยสนับสนุน ทำให้ในปี ค.ศ.2022 ภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติเรื่อง “จูเก๋อชิโระ- Hero of Heroes” ที่ผสมผสานระหว่างการ์ตูน ละครเวที และเทคโนโลยีแอนิเมชั่นได้ถือกำเนิดขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเข้าฉาย เย่เจียหลงยังได้ลงนามกับกระทรวงวัฒนธรรม แสดงเจตจำนงบริจาคของที่ระลึกทางวัฒนธรรม โดยวางแผนมอบต้นฉบับ และสิ่งของทั้งหมดของบิดาให้แก่พิพิธภัณฑ์การ์ตูนแห่งชาติ เย่เจียหลงไม่เพียงหวังว่าจูเก๋อชิโระจะกลายเป็นฮีโร่ในใจของเด็กๆไต้หวันอีกครั้ง แต่ยังมีความมุ่งมั่นผลักดันอุตสาหกรรมอนิเมชั่นในประเทศให้เติบโตเช่นกัน
ปี 1966 ภายใต้ระบบตรวจสอบการ์ตูนในไต้หวัน “จูเก๋อชิโระ” ถูกหาว่าเป็นเรื่องแปลก พิลึกพิสดาร
ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉาย เป็นเวลานานกว่า 30 ปี ที่ตระกูลเย่ไม่เคยเอ่ยถึง “จูเก๋อชิโระ” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากพูดถึง แต่ไม่กล้าพูดเสียมากกว่า เย่เจียหลงบอกว่า “ จูเก๋อชิโระ มีความสำคัญต่อครอบครัวเรามาก แต่ก็นำมาซึ่งบาดแผลทางจิตใจมากมายเช่นกัน”
ในปี ค.ศ.1966 หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ “ระบบตรวจสอบการ์ตูน” การ์ตูน “พิลึกพิสดาร” ถูกแบน การ์ตูนไต้หวันเข้าสู่ยุคมืด ตัวเอกในการ์ตูนห้ามใส่หน้ากาก ห้ามปกปิดใบหน้า ห้ามมีสัตว์ประหลาด แม้กระทั่งของวิเศษก็ห้ามมี นักเขียนการ์ตูนถูกปิดกั้นจินตนาการ ไม่มีเสรีภาพในการวาดรูปอีกต่อไป ทำให้การ์ตูนเรื่องจูเก๋อชิโระที่ลงในหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ในขณะนั้น ซึ่งมีทั้งหมด 8 ตอนถูกสั่งห้ามและทำลายทิ้ง ส่วนการ์ตูนที่หลงเหลืออยู่ในตลาดก็หายาก ไม่มีฉบับสมบูรณ์
การตรวจสอบการ์ตูนคืออะไร? เหตุใด “จูเก๋อชิโระ” จึงถูกแบน?
เย่หงเจี่ย เป็นนักเขียนการ์ตูนยุคแรกๆของไต้หวันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในปี ค.ศ. 1956 เขาได้สร้าง “จูเก๋อชิโระ” (諸葛四郎) ตัวละครที่มัดจุกสองข้างบนหัวขึ้นมา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จูเก๋อชิโระกลายเป็นจอมยุทธ์น้อยผู้โด่งดัง และการ์ตูนเรื่องนี้ยังกลายเป็นการ์ตูนฮีโร่เรื่องแรกของไต้หวันอีกด้วย ในช่วงระหว่างปี 1958 ถึง 1970 จูเก๋อชิโระสามารถเอาชนะแก๊งปีศาจ แก๊งงูดำ ปีศาจหน้ากากคู่ และกลายเป็นฮีโร่อันดับหนึ่งในใจของเด็กๆในยุคนั้น อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1966 หลังจากที่ศูนย์การแปลและเรียบเรียงแห่งชาติประกาศใช้ “ระบบตรวจสอบการ์ตูน” โดยสั่งห้ามการ์ตูนแปลกๆที่พิลึก พิสดาร ถึงแม้เย่หงเจี่ยจะพยายามต่อสู้กับระบบเป็นเวลาหลายปี แต่เรื่องราวของจูเก๋อชิโระก็จบลงอย่างกะทันหัน
จูเก๋อชิโระเกิดใหม่ในปี 2022 จากหนังสือการ์ตูน 2 มิติ กลายมาเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น 3 มิติเรื่อง“จูเก๋อชิโระ- Hero of Heroes” เนื้อเรื่องเล่าถึงองค์หญิงแห่งรัฐกุ้ยที่ถูกแก๊งปีศาจลักลอบเข้าไปสวมหน้ากากเหล็กให้ เพราะต้องการขู่ให้กษัตริย์แห่งรัฐกุ้ยมอบดาบหงส์ฟ้าแลกกับกุญแจไขหน้ากากเหล็ก กษัตริย์แห่งรัฐกุ้ยจึงขอจูเก๋อชิโระช่วยเหลือ โดยการลักลอบเข้าไปในดงของแก๊งปีศาจ เมื่อฝ่ายธรรมะปะทะอธรรม ต้องเผชิญกับศัตรูรอบด้าน ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เหล่าฮีโร่ได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับแก๊งปีศาจที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ เปิดศึกสงครามชิงดาบหงส์ฟ้าที่ต้องใช้ทั้งสติปัญญาและความแข็งแกร่ง
ในเวลาต่อมา ความทรงจำของผู้คนในยุค 60 70 ที่มีต่อ“จูเก๋อชิโระ” กลับเหลือเพียงในเนื้อเพลงที่อยู่ในเพลง “ถงเหนียน” (วัยเด็ก) ของหลัวต้าโย่ว ในท่อนที่เขียนว่า :
“จูเก๋อชิโระกับแก๊งปีศาจ สรุปแล้วฝ่ายไหนได้ดาบหงส์ฟ้าไป”
เย่เจียหลงจำได้ว่า ในช่วงที่เขากำลังเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโทรศัพท์จากบิดาที่พูดกับเขาด้วยความตื่นเต้นว่า “ลูกเคยได้ยินชื่อหลัวต้าโย่วไหม เขาเขียนเพลงๆหนึ่ง มีเนื้อที่ร้องถึงจูเก๋อชิโระกับแก๊งปีศาจด้วยนะ” ในยุคนั้น การโทรต่างประเทศแพงมาก พวกเขาพูดคุยไม่ถึง 10 นาที ไม่รู้ว่าพ่อเสียเงินไปเท่าไหร่ ความทรงจำเหมือบดาบที่ส่องแสง เย่เจียหลงกล่าวด้วยเสียงสะอื้นและสั่นเครือว่า “ช่วง 10 ปีสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพ่อ เพราะไม่มีเวทีสำหรับแก เมื่อไม่มีเวที ไม่มีผู้อ่านและไม่มีเพื่อน ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกอ้างว้าง โดยเฉพาะคนที่เป็นศิลปิน…”
ในยุคที่การผลิตงานด้านความคิดสร้างสรรค์ได้รับแรงกดดันจากกระบวนการตรวจสอบ เงาสะท้อนของบิดาที่ปรากฏในใจเย่เจียหลง มักโดดเดี่ยวและอ้างว้าง หลายครั้งที่เขาหวังว่าพ่อจะยอมแพ้ แต่พ่อของเขากลับยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิมอยู่เสมอ
เสาหลักสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงานของคุณพ่อ ก็คือคุณแม่ของเขา เย่เจียหลงหวนนึกถึงความทรงจำในอดีต ตั้งแต่เด็กจนโต คุณแม่ไม่เพียงเป็นคนที่ดูแลทุกอย่างในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังดูแลลูกศิษย์ของพ่อด้วย “ในยุครุ่งเรือง บ้านเรามีนักเขียนการ์ตูนฝึกหัดมาพักอาศัยอยู่ 12 คน หากรวมสมาชิกในครอบครัวเราแล้ว มีทั้งหมด 18 คนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน คุณแม่เป็นผู้ดูแลอาหารสามมื้อและชีวิตความเป็นอยู่ในทุกๆวันของทั้ง 18 ชีวิต โดยไม่เคยปริปากบ่นเลย” พอถึงเทศกาลวันหยุดตรุษจีน ก็จะพาไปเที่ยวข้างนอกด้วย เย่เจียหลงยังจำได้ว่า คนทั้ง 18 คนนั่งรถคันใหญ่ออกไปเที่ยวด้วยกัน และถ้าหากลูกศิษย์นักเขียนการ์ตูนคนไหนมีผลงานออกมา คุณพ่อก็จะตัดชุดสูทให้ลูกศิษย์คนนั้น และให้อั่งเปาด้วย เหมือนเป็นพิธีสำเร็จการศึกษาอะไรอย่างนั้น”
เย่เจียหลงบอกว่า แม่ของเขาป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมในช่วงบั้นปลายของชีวิต จำไม่ได้แม้กระทั้งลูกชายของตัวเอง แต่กลับจำจูเก๋อชิโระได้ “ผมถามแม่ว่าผมเป็นใคร แม่บอกว่าไม่รู้ แต่พอผมหยิบจูเก๋อชิโระขึ้นมาให้แกดู แม่จะพูดว่า ชิโระนี่นา”
ปี 2017: คณะละครกังหันกระดาษเปลี่ยน “จูเก๋อชิโระ”ให้กลายเป็นละครเวที
คุณแม่ของเย่เจียหลงอายุมากขึ้น ร่างกายเริ่มอ่อนแอ “มีอยู่วันหนึ่ง คุณแม่บอกกับผมว่า ‘สิ่งนี้ นับจากนี้คงต้องฝากลูกแล้วละ’ พอผมดูจึงพบว่า สิ่งที่ท่านยื่นให้คือ ‘จูเก๋อชิโระ’”
ในปี 2017 คณะละครกังหันกระดาษได้ติดต่อเย่เจียหลง หารือเรื่องการนำการ์ตูนเรื่อง “จูเก๋อชิโระ”มาดัดแปลงให้กลายเป็นละครเวที เพียงช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง มีผู้เข้าชมมากกว่า 40,000 คน เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆ ที่มาดู “จูเก๋อชิโระ” โดยเฉพาะ ทำให้เย่เจียหลงรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก
“ตอนนั้นผมอายุ 50 กว่าปีแล้ว ผ่านเหตุการณ์สำคัญในชีวิตมามากมาย พอมองย้อนกลับไป ถึงแม้ผมจะมีชีวิตที่ค่อนข้างดี แต่กลับช่วยเหลือพ่อ ช่วยเหลือจูเก๋อชิโระน้อยมาก ผมแก่แล้ว แต่จูเก๋อชิโระยังอ่อนเยาว์ ยังคงเหมือนเดิม ยังมีความกล้าหาญอย่างเดิม…” เย่เจียหลงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
จากนั้น เย่เจียหลงจึงตัดสินใจ ทยอยเก็บเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกของ “จูเก๋อชิโระ” เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของ “จูเก๋อชิโระ” เย่เจียหลงได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนนักสะสมในประเทศ และนำชิ้นส่วนของหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่มี “จูเก๋อชิโระ” หลงเหลืออยู่มาแสกน เพื่อกู้คืนเนื้อเรื่องเกือบ 99% ของการ์ตูนทั้งหมด
นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของเย่หงเจี่ย ผู้เป็นบิดาของเขา และกลายเป็นการเดินทางตามหารากเหง้าของเย่เจียหลง ในช่วงระหว่างการเยี่ยมเยียนนักสะสม ความทรงจำในวัยเด็กได้หวนกลับมาทีละนิดละน้อย เย่เจียหลงเล่าว่า “ผู้ใหญ่เล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะมากมาย บางคนบอกว่าเคยเจอผมตอนที่ผมยังเด็ก บางคนก็บอกว่าเคยพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับคุณพ่อ” ตอนกลางคืน เย่เจียหลงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ใช้โปรแกรมวาดรูปในคอมพิวเตอร์ซ่อมแซมภาพวาดต้นฉบับของพ่อทีละเล็กละน้อย กลายเป็นคอลเลกชันที่มีทั้งหมด 100 เล่ม
อย่างไรก็ดี แค่การออกแบบตัวละครของแอนิเมชั่น ก็ใช้เวลากว่าหนึ่งปีจึงจะได้ข้อสรุป โดยในส่วนของการเคลื่อนไหวร่างกายของตัวละคร ได้ใช้เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหว โดยเชิญนักแสดงละครเวที 12 คนทำการแสดงจริง และใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ติดอยู่บนร่างกายของพวกเขา นำเสนอฉากการต่อสู้ของจูเก๋อชิโระกับแก๊งปีศาจ ใช้เวลาในการผลิตยาวนานถึง 5 ปี แอนิเมชั่นสามมิติเรื่อง “จูเก๋อชิโระ- Hero of Heroes” จึงถึงกำเนิดขึ้น
ปี 2022 : เปิดตัวภาพยนตร์แอนิเมชั่นสามมิติ ผลลัพธ์ของพลังจากคน 1 คนถึง 1,000 คน
“จูเก๋อชิโระ- Hero of Heroes” เข้าฉายในปี 2022 ขึ้นแท่นหนังดีในช่วงเทศกาลตรุษจีน จูเก๋อชิโระได้กลายเป็นฮีโร่ในใจของเด็กรุ่นใหม่อีกครั้ง ในตอนแรก เย่เจียหลงมีเพียงตัวคนเดียว ปี 2019 เมื่อเขาเริ่มทำแผนการระดมทุน มีผู้เข้าร่วมมากมาย ตั้งแต่เพื่อนร่วมชั้นอนุบาล ประถม อดีตประธานศูนย์ภาพยนตร์และสื่อโสตทัศน์แห่งชาติไต้หวัน (Taiwan film and audiovisual institute) อู๋เนี่ยนเจิน (吳念真) ผู้กำกับชื่อดังของไต้หวัน หลินอวี๋จวิ้น (林于峻) ผู้เขียนบทภาพยนตร์ หลิวอวี้สู้ (劉育樹) ผู้กำกับแอนิเมชั่น ไปจนถึงคนธรรมดา แผนการระดมทุนของเหล่าฮีโร่ครั้งนี้เติบโตและขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยท้ายที่สุด ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนมากถึง 1,062 ราย
หลินเจียหลงเล่าถึงเบื้องหลังของการตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “Hero of Heroes” ซึ่งหมายถึงฮีโร่ของเหล่าฮีโร่ “ภาพยนตร์คือผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันของทีมงาน ก็เหมือนกับในภาพยนตร์ที่ทีมตัวเอกต้องช่วยกันต่อสู้เพื่อเอาชนะแก๊งปีศาจ จูเก๋อชิโระคนเดียวไม่สามารถเอาชนะปีศาจได้ ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และสิ่งนี้คือจิตวิญญาณที่คุณพ่อของเขาอยากถ่ายทอดเช่นเดียวกัน”
ไม่ใช่แค่พลังของเทคโนโลยีที่ทำให้ผลงานของคุณพ่อฟื้นคืนชีพ หลินเจียหลงยังทำให้คุณพ่อของเขาปรากฏตัวใน “Hero of Heroes” ด้วย ราวกับเป็นตัวแทนของเหล่านักเขียนการ์ตูนในยุคที่ถูกกดทับจากสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลง เพื่อกล่าวว่า “ฉันแค่คนวาดการ์ตูนเท่านั้น” อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่านักเขียนการ์ตูนในยุคนี้ ที่กำลังเดินทางอยู่บนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์อีกด้วย
นี่คือ Easter egg เล็กๆที่อยู่ในภาพยนตร์ น้ำเสียงที่ฟังดูตะกุกตะกักนั้น เป็นเสียงที่คุณเย่เจียหลงพากย์เอง ชายที่ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายรู้สึกตื้นเต้นและกดดันมาก เขาใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมงในการพากย์ประโยคนี้ ลูกชายคนนี้ เป็นผู้ให้ชีวิตใหม่แก่ผลงานของเย่หงเจี่ย ที่ในตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็น “แค่นักวาดการ์ตูน” เขาได้เชื่อมโยงแฟนๆผู้คลั้งไคล้การ์ตูนเรื่องจูเก๋อชิโระในวัยเด็ก ทีมงานภาพยนตร์ และยังทำให้เกิดผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ
ตอนที่เขายังเป็นเด็ก พ่อมักจะพาเย่เจียหลงไปดูหนัง เช่น หนังเรื่องปึงซีเง็ก เผาเล่งเน่ยยี่ (Burning Paradise-火燒紅蓮寺) ภาพยนตร์แอคชั่นสัญชาติฮ่องกง ภาพยนตร์เรื่องก็อดซิลล่าเวอร์ชั่นขาวดำ แล้วถามเขาว่า “อาหลง หนังที่ลูกดูเมื่อกี้ ยอดเยี่ยมตรงจุดไหน” นี่คือคลังจินตนาการของพ่อในการวาดการ์ตูน และเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่หายากระหว่างเขากับพ่อ
เย่เจียหลงบอกว่า คนในบ้านของเขาวาดรูปได้ทุกคน เขาเคยอยากวาดรูป แต่กลับถูกคุณพ่อห้ามเอาไว้ “เส้นทางสายนี้ลำบากเกินไป” ต่อมาเย่เจียหลงได้เดินทางไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก กลายเป็นวิศวกรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ และก่อตั้งบริษัท เส้นทางของเขากับพ่อดูเหมือนจะห่างไกลกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่คาดคิดว่าสุดท้าย จะเดินไปในทางเดียวกันได้ เมื่อถามถึงพ่อ เย่เจียหลงตอบด้วยเสียงสั่นเครืออีกครั้งว่า เขามักจะฝันถึงพ่อบ่อยครั้ง
“เขายังวาดรูปอยู่ และเงยหน้าขึ้นมามองผม อายุประมาณ 40 ปี อายุน้อยกว่าผมตอนนี้อีก”
จูเก๋อชิโระเป็นภาพต้นแบบของใคร? เย่เจียหลงหัวเราะอย่างร่าเริงอีกครั้งว่า “พ่อเคยบอกผมว่า เขาดูภาพในกระจกแล้ววาดออกมา” ที่แท้ จูเก๋อชิโระก็คือภาพเหมือนของนักเขียนการ์ตูนนี่เอง