บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ นำเสนอบทความที่ได้รับรางวัลชนะเลิศใน รางวัลวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ ครั้งที่ 8 เป็นผลงานที่มีชื่อว่า ความทรงจำของดอกกุหลาบ ที่เขียนโดย คุณวอทีเดียมทู (VO THI DIEM THU) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเวียดนาม เล่าเรื่องราวของคุณแม่ชาวเวียดนามผู้สูญเสียลูกชายสุดที่รัก ภายหลังได้เดินทางมาทำงานเป็นผู้อนุบาลดูแลผู้สูงอายุในไต้หวัน ในช่วง 10 ปีของการดูแลผู้สูงอายุ เธอพบว่าคุณนายหญิงของบ้าน ก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกเจ็บปวด ที่เถ้าแก่หรือผู้สูงอายุที่เธอดูแล เป็นโรคความจำเสื่อม จำภรรยาตัวเองไม่ได้ และคิดว่าภรรยาของตัวเองเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย จึงด่าทอเธอตลอดเวลาที่เห็นหน้า คุณนายทนฟังไม่ได้ จึงออกจากบ้านทุกเช้าก่อนเถ้าแก่ตื่น กลับบ้านหลังเถ้าแก่หลับ เป็นเรื่องราวของคนสองคน ที่หลบหนีการเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย แต่สุดท้ายแล้ว เราต่างต้องเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริง คุณแม่ชาวเวียดนามต้องยอมรับความจริงว่าลุกชายได้จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนคุณนายก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเธอกลายเป็นคนแปลกหน้าในสายตาสามีไปแล้ว และนี่ก็คือผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง เนื้อหาในบทความจะเป็นอย่างไร เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไป ไปรับฟังในรายการพร้อมกันเลยค่ะ คลิกฟังรายการที่นี่
สำหรับรางวัลวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ ครั้งที่ 9 ได้เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่ 5 พฤษภาคม - 5 มิถุนายนนี้ เชิญชวนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติในไต้หวันร่วมส่งงานเขียนเป็นภาษาไทย เวียดนาม พม่า ภาษาอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ในหัวข้ออะไรก็ได้ ประมาณ 3,000 ตัวอักษร (ส่งผลงานได้คนละ 1 ชิ้น) รางวัลชนะเลิศ มีเงินรางวัล 150,000 เหรียญไต้หวัน และยังมีรางวัลอื่นอีกหลายรางวัลรวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 350,000 เหรียญไต้หวัน เริ่มส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม- 5 มิถุนายน 2567 สมัคร ส่งผลงานออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/5cJtZwgxZVLHTJ4h7 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ Taiwan Literature Award for Migrants
คุณวอทีเดียมทู (VO THI DIEM THU) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเวียดนาม ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 งานวรรณกรรมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติครั้งที่ 8
ในความฝันยามรุ่งสางที่เลือนลาง เสี่ยวเย่เห็นตัวเองล่องลอยอยู่ในแม่น้ำสีแดงอย่างช้าๆ คลื่นที่ซัดไปบ้าง บางครั้งอ่อนโยน บางครั้งโหมกระหน่ำ จนแม่น้ำสีเลือดซัดกระเด็นโดนใบหน้าของเธอ จนหายใจไม่ออก เสี่ยวเย่พยายามตั้งสติเพื่อขจัดความรู้สึกไม่สบายนี้ออกไป แต่สายน้ำสีเลือดนี้ ราวกับมือหลายสิบคู่ที่พัดรัดตัวเธอเอาไว้ ราวกับคนใกล้จมน้ำและพยายามคว้ายางชูชีพไว้อย่างแน่นหนา เธอไม่สามารถหนีไปไหนได้ ทำได้เพียงดิ้นรนจนไร้เรี่ยวแรง ในขณะที่เธอรู้สึกว่ากำลังจะจมน้ำตายในความฝันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เธอมองเห็นลูกชายของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว นั่งอยู่ในเรือแคนูสีขาว
“ลูก……!” เสี่ยวเย่ตะโกนเสียงดัง
เสียงกรีดร้องของเธอ ราวกับทำให้เธอสูดอากาศเข้าไปเป็นจำนวนมาก ลมหายใจของเธอค่อยๆกลับมาเป็นปกติ ไม่รู้สึกขาดอากาศหายใจอีกต่อไป เรือแคนูของเสี่ยวหลินค่อยๆเข้ามาใกล้เธออย่างช้าๆ เสี่ยวหลินยื่นแขนที่ยังคงมีเข็มและถุงถ่ายเลือดเสียบคาไว้ออกไป พยายามใช้แรงอันน้อยนิดของเขาดึงเสี่ยวเย่ขึ้นมา แต่เสี่ยวหลินอ่อนแอเกินไป แขนที่ซูบผอมของเขา อ่อนแรงเกินกว่าจะดึงเสี่ยวเย่ขึ้นเรือ เสี่ยวเย่มองไปยังถุงถ่ายเลือดที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของลูกชายด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แต่รู้สึกเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน หากในตอนนั้น ครอบครัวมีกำลังมากพอที่จะให้เสี่ยวหลินได้รับการรักษา เขาก็คงไม่ต้องจากไปในวัย 18 ปี วัยที่ผู้คนต่างหวนหา วัยที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝันอันนับไม่ถ้วน ถ้าหากในตอนนั้น เสี่ยวเย่มีเงินมากพอที่จะซื้อเลือดให้เสี่ยวหลินได้เติมเข้าร่างกาย บางที ลูกชายของเธออาจจะมีชีวิตรอดอยู่ได้อีก 5-6 ปี จนรวมเล่มคอลเลกชั่นภาพวาดดอกกุหลาบของเขาสำเร็จ
เสี่ยวเย่พยายามหยุดกระแสน้ำเชี่ยว เธออยากจะกอดลูกชายเอาไว้ในอ้อมอกให้แน่นๆ เพื่อเติมเต็มความรู้สึกคิดถึงของเธอ แต่ทันใดนั้น เสี่ยวหลินและเรือแคนูสีขาวลำนั้นก็ได้มลายหายไปราวกับหมอกควัน แม่น้ำสีแดงกลายเป็นสวนดอกกุหลาบสีเขียวมรกต โอนเอนไปตามลมราวคลื่นน้ำที่โหมซัดใส่คุณแม่ผู้น่าสงสารอย่างไร้ความปรานี ในสวนดอกไม้แห่งนี้ มีป้ายหลุมศพของเสี่ยวหลิน ถูกทาด้วยสีขาวหิมะ ขาวจนเย็นยะเยือก ขาวจนดอกกุหลาบทุกดอกมีสีซีดจางและเล็ก ราวกับจุดแสงเล็กๆ
น้ำตาของเสี่ยวเย่ไหลออกมาอย่างท่วมท้น เธอหันหลังจากไป ไม่กล้ามองดูภาพวาดของลูกชายบนหลุมศพ เธอพยายามตีหน้าตัวเอง เพื่อปลุกตัวเองให้หลุดพ้นจากความฝันที่ช่างเหมือนจริง เพื่อหลุดพ้นจากความเจ็บปวดตลอดหลายปีของการสูญเสียลูก ไม่รู้ว่าในความฝันนั้น เธอตีหน้าตัวเองไปแล้วกี่ครั้ง หยิกตัวเองกี่หน หลุมศพสีขาวยังคงอยู่ตรงนั้น กุหลาบสีเขียวมรกตเหล่านั้น ยังคงเกี่ยวพันกันไปมา ราวกับกรงที่กักขังเสี่ยวเย่เอาไว้ เสี่ยวเย่วิ่งไปวิ่งมาในสวนกุหลาบหนาทึบราวกับคนบ้า แต่ก็หาทางออกไม่เจอ หลุมศพสีขาวนั้น ดูเหมือนจะส่งเสียงคร่ำครวญเรียกหา "แม่จ๋า แม่จ๋า หนูอยากมีชีวิตอยู่ต่อ..." เสี่ยวเย่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดและสิ้นหวัง สุดท้ายเธอหลับตาลงและสวดมนต์ “นะโมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ช่วยให้พ้นทุกข์ นะโมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ช่วยให้พ้นทุกข์…”
หนีจากความสูญเสียทุกสิ่งอย่าง
คุณนายเปิดม่านแล้วเดินเข้ามา วางแจกันแก้วไว้บนโต๊ะหินเล็กๆ ข้างเตียงของเถ้าแก่ ในแจกันมีดอกกุหลาบสีแดงสดปักอยู่ เจ้าของร้านยิ้มอย่างเป็นมิตรและพูดว่า “อรุณสวัสดิ์” เสียงนี้ปลุกเสี่ยวเย่ให้ตื่นขึ้นจากฝันร้ายได้ทันเวลา เสี่ยวเยี่ยตอบว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณนาย”
คุณนายยื่นมือออกไปเปิดหน้าต่าง ให้แสงแดดยามเช้าและอากาศบริสุทธิ์ส่องเข้ามาในห้อง ขจัดกลิ่นฉุนของปัสสาวะที่กระจายออกมาจากผ้าอ้อมของเถ้าแก่ เธอลูบผมเถ้าแก่เบาๆ แล้วหันไปบอกเสี่ยวเย่ให้ช่วยอาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม และพาเถ้าแก่ไปทานอาหารเช้า เหมือนทุกครั้ง เจ้าของร้านจะนั่งรถไฟไปไทเป และจะกลับมาตอนค่ำ
ในบ้านมีแค่เถ้าแก่กับเสี่ยวเย่ เสี่ยวเย่ขยับแขนเถ้าแก่เบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น และพาเขาเข้าห้องน้ำ จากนั้นจึงช่วยเขาถอดผ้าอ้อมที่เต็มไปด้วยปัสสาวะออก แล้วโยนลงถังขยะ ในห้องน้ำที่สว่างอบอุ่น เสี่ยวเย่ใช้น้ำล้างตัวให้เถ้าแก่ กลิ่นของสบู่ ช่วยชำละล้างความไม่สบายตัวบนร่างกายของเถ้าแก่ออกไป เถ้าแก่นั่งอยู่บนเก้าอี้อาบน้ำ ราวกับรูปปั้นที่ไร้ความรู้สึก ไม่สนใจเสี่ยวเย่ที่กำลังช่วยแกทำความสะอาดร่างกายทุกซอกทุกมุม เสี่ยวเย่คุ้นชิ้นกับการดูแลผู้สูงอายุแล้ว จากในตอนแรกที่รู้สึกเขินอายกับการต้องทำความสะอาดให้เพศชาย จนถึงตอนนี้ที่ทำทุกอย่างได้อย่างชำนาญ รวดเร็ว ไม่ผิดพลาด ไม่มีผิดพลาด จากตอนแรกที่แค่เปลี่ยนฟ้าอ้อมรู้สึกคลื่นไส้ มาถึงตอนนี้ที่ไม่รังเกียจและไม่ลังเลอีก เถ้าแก่และคุณนายเห็นความทุ่มเทของเธอ และดีกับเธอมาก ไปไหนมาไหนก็มักจะซื้ออาหารเวียดนามกลับมาให้เสี่ยวเย่ได้ลองชิม เป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เสี่ยวเย่ก็มองพวกเขาเป็นเหมือนคนในครอบครัว และทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่เปี่ยมล้น เพราะมันทำให้เธอได้ช่วยให้พ่อแม่ของเธอที่อายุมากแล้ว และสามีกับลูกของเธอ ได้หลุดพ้นจากความจนและหนี้สิน
นึกย้อนกลับไปตอนที่ลูกชายเสียชีวิต เสี่ยวเย่และสามีไม่มีเงินติดตัวสักบาท ไม่สามารถจัดงานศพดีๆให้ลูกชายของพวกเธอได้ โชคดีที่พี่น้องจาองค์กรการกุศลช่วยกันซื้อโลงศพ และเชิญพระสงฆ์มาสวดมนต์ให้ฟรี หลังจากเหตุการณ์นั้น เสี่ยวเย่จึงตัดสินใจกู้เงินเพื่อมาทำงานที่ไต้หวัน หวังว่าจะทำงานหาเงินเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนให้แก่ลูกสาวคนเล็ก
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เงินเดือนเกือบทั้งหมดถูกนำไปชำระหนี้กับธนาคารและจ่ายค่าเอเย่นต์ ส่วนเงินที่เหลือน้อยนิดได้ให้สามีนำไปใช้เป็นค่าอาหารและค่าเล่าเรียนลูก หลายปีผ่านไปจึงเริ่มมีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆ ให้สามีและพ่อแม่ได้ใช้ซ่อมแซมบ้าน เมื่อไม่นานมานี้ สามีของเสี่ยวเย่ได้โทรมาหาเธอ บอกกับเธอว่า เธอทำงานหนักหาเงินมาหลายปีแล้ว เพียงพอแล้ว ถึงเวลากลับบ้านได้แล้ว แต่ในใจของเสี่ยวเย่มีความกลัวที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ เป็นสิ่งที่สามีของเธอไม่เข้าใจ ในความเป็นจริงคือ เธอไม่เคยยอมรับความจริงที่ลูกชายได้จากไปแล้ว เธอไม่กล้ามองป้ายหลุมศพหรือป้ายวิญญาณของลูกชายตรงๆ ในใจของเธอ ยังคงคิดว่า ลูกชายยังมีชีวิตอยู่บ้านเกิด ลูกชายที่รูปร่างผอมเพรียว ยังคงนั่งอยู่ใต้แสงแดดยามเช้า หยิบดินสอมานั่งวาดรูปดอกกุหลาบอย่างตั้งใจ สำหรับเสี่ยวเย่แล้ว ลูกชายไม่เคยจากโลกนี้ไป หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ เธอไม่เคยปล่อยให้เขาจากไป
เลือกที่จะมองข้าม หัวใจจะได้ไม่เจ็บปวด เฉกเช่นเดียวกับหนามบนกิ่งดอกกุหลาบสีแดง ที่ถูกใบไม้สีเขียวปกคลุม เมื่อมองไม่เห็น ก็จะไม่รู้สึกว่ามันอาจจะทำร้ายคน เฉกเช่นเดียวกับคุณนายที่ไม่กล้าเผชิญความจริงที่ว่า เถ้าแก่ได้ลืมเธอไปจนหมดแล้ว พอเถ้าแก่อายุมากขึ้น การทำงานของสมองก็ถดถอยลงมาก ในตอนแรกหลงลืมคนรอบข้าง แต่ 3 ปีที่ผ่านมา แกมักจะคิดว่าเขารอบข้างเป็นญาติของแกที่เมืองจีน แกคิดว่าเสี่ยวเย่คือน้องสาวของแก จึงไม่กล้าไล่ แกคิดว่าลูกชายเป็นพี่ชายของแก แกจะกอดลูกและร้องไห้ทุกครั้งที่เจอกัน ส่วนคุณนายกลับน่าสงสารที่สุด เพราะเถ้าแก่นึกว่าคุณนายเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย ที่จะถูกเถ้าแก่ด่าและไล่ทุกครั้งที่เห็นหน้า
สามีคนดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา จู่ๆกลายเป็นคนที่เกลียดเธออย่างกับอะไรดี ถึงแม้จะรู้ดีว่าแกป่วยไม่สบายทำให้กลายเป็นแบบนี้ แต่คุณนายก็รับไม่ได้ ดังนั้น ทุกวันก่อนที่เถ้าแก่จะตื่น คุณนายจะออกไปก่อนในทุกๆวัน และใช้โอกาสนี้ไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานชายสองคน จนกระทั่งค่ำมืด เมื่อเสี่ยวเย่พาเถ้าแก่เข้านอน เธอจึงกลับบ้าน อย่างไรก็ดี เสี่ยวเย่รู้ว่าคุณนายมักจะดูกล้องวงจรปิดตลอดเวลา เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของเถ้าแก่ ว่ากินข้าว กินยาตรงเวลาหรือเปล่า คุณนายรู้ว่า ถึงแม้เถ้าแก่จะลืมเธอ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง แกก็ยังคงรักดอกกุหลาบสีแดง กุหลาบแดงเป็นดั่งสัญลักษณ์ของความรักที่ยาวนานหลายสิบปีของพวกเขาทั้งสอง บางครั้ง เถ้าแก่มักจะมองดอกกุหลาบเป็นเวลาหลายชั่วโมง ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก แต่ก็นึกไม่ออก ราวกับอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา แกแค่มองดูอย่างเงียบๆ มองดูนิ่งๆเป็นเวลานาน ราวกลับอยากจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับแสงอาทิตย์อัสดงยามเย็น
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน เหล่าคนที่หลงลืม ลืมไปหมดแล้ว เหล่าคนที่จดจำ ยังจำได้เสมอ เหล่าคนที่หลบหนีจากความทรงจำ ยังคงหลบหนี เหล่าคนที่ซ่อนตัวจากความจริง ยังคงซ่อนตัวอยู่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นายจะกำลังกินข้าวต้มที่คุณนายต้มไว้ กัดโดนช้อนสแตนเลสโดยบังเอิญ จนฟังหัก อาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดทำให้แกระเบิดความโกรธออกมา แกโยนช้อนทิ้งลงพื้น ยื่นมือเข้าไปในปาก แล้วเริ่มดึงฟันที่คุณนายเพิ่งพาไปทำฟันปลอมเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แกดึงฟังออกทีละซี่ ราวกับดึงหนามที่แทงทิ่มไปบนเนื้อออกมาโดยไม่ลังเล ไม่กลัวความเจ็บ เลือดไหลออกมาเยอะมาก ราวกับกำลังเติมเต็มที่ว่างของฟันที่ถูกดึงออกไป เสี่ยวเย่เห็นเลือดที่มากมายแบบนี้เป็นครั้งแรก ทำได้เพียงจับแขนของเถ้าแก่ไว้แน่นๆ
วันนั้น คุณนายเป็นหวัดจึงพักผ่อนอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงร้องของเสี่ยวเย่ จึงรีบวิ่งออกมา และร้องไห้อย่างเสียงดังเพื่อหยุดเถ้าแก่ พร้อมกับรีบโทรหาลูกชาย สมัยหนุ่มๆ เถ้าแก่เป็นนายทหาร ถึงแม้ตอนนี้จะแก่แล้วและมีโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม แต่ก็ยังมีแรงเยอะกว่าเสี่ยวเย่มาก พอแกผลักเสี่ยวเย่ออกและเตรียมดึงฟันที่เหลือต่อ คุณนายก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยจับแขนเอาไว้ ดวงตาของเถ้าแก่เต็มไปด้วยความโกรธ ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่น ราวกับสัตว์ร้ายที่ติดกับดัก เขาระบายความโกรธทั้งหมดใส่คุณนาย “"เธอเป็นแม่เลี้ยงที่ชั่วร้าย เธอฆ่าแม่ของฉัน ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ ถึงแม้คุณนายจะรู้สึกเจ็บปวดที่สามี ก่นด่าตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองเป็นศัตรู แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากช่วยเสี่ยวเย่ตรึงตัวเขาเอาไว้ เพื่อไม่ให้เขาทำร้ายตัวเอง
ผู้หญิงที่เปราะบางสองคน กำลังต่อสู้กับชายชราผู้โหดร้ายอย่างดุเดือด หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองคนก็ถูกชายชราคนนี้ตบตีอย่างรุนแรงหลายครั้ง คุณนายนั่งร้องไห้ที่มุมห้องอย่างทุกข์ทรมาน ร้องไห้ราวกับไม่ได้ร้องมาเนิ่นนาน ราวกับคนที่หนีจากความสิ้นหวัง แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย เสี่ยวเย่กอดเถ้าแก่ไว้แน่น โดยไม่สนใจว่าจะถูกตบตีรุนแรงแค่ไหน ชายชราหมดแรงแล้ว แต่ยังคงส่งเสียงคำรามออกมา พร้อมเสียงหายใจถี่ ที่ใครได้ยินก็รู้สึกสะพรึงกลัว
ประมาณ 15 นาทีต่อมา ลูกชายได้เปิดประตูแล้วเดินเข้ามา พอเห็นพ่อที่เลือดชุ่มปาก เขาถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ
ลูกชายนั่งกับพื้นและโอบกอดพ่อของเขา พ่อคร่ำครวญทั้งน้ำตาแล้วพูดว่า “พี่ครับ พาผมกลับบ้านเกิดเถอะ! ผมอยากกลับไปดูแลพ่อ ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว เรากลับไปสร้างบ้านให้พ่อกันเถอะครับ!”
ลูกชายปลอบแกว่า “น้องสาม ใจเย็นๆ พี่ซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เดือนหน้า พวกเราจะกลับเมืองจีนกันทั้งครอบครัว ตอนนี้น้องฟังพี่ เราไปทำแผลที่โรงพยาบาลกันก่อน”
ลูกชายส่งสัญญาณให้เสี่ยวเย่ลงไปรอรถพยาบาล เพื่อส่งพ่อไปโรงพยาบาล เขามองดูแม่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังประตูห้อง แม่ที่พยายามกั้นไม่ให้เสียงร้องไห้ดังออกมา แต่ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาแล้ว
ลูกชายและคุณแม่ต่างรู้ดีว่า คุณพ่อเป็นโรคอัลไซเมอร์และชอบทำร้ายตัวเอง เคยได้รับคำเตือนล่วงหน้าจากหมอแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงแบบนี้ ห้ามไว้ไม่ทัน และหนีไม่ไหนไม่ได้ด้วย
หลังจากตรวจซ้ำหลายครั้ง คุณหมอได้เขียนใบสั่งยาใหม่ให้เถ้าแก่ และได้เพิ่มขนาดยาระงับประสาท เถ้าแก่ยังคงทำร้ายตัวเองเป็นบางครั้ง แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งนั้น และนอนบ่อยกว่าเก่า คุณนายกลัวว่าเถ้าแก่นอนเยอะจะไม่ดีต่อสุขภาพ จึงมักจะขอให้เสี่ยวเย่พาแกออกไปเดินเล่น และตามไปข้างหลังเงียบๆ ไม่ให้แกเห็น คุณนายไม่ได้ไปไทเปทุกวันแล้ว แต่แอบดูแลเถ้าแก่อยู่ห่างๆอย่างเงียบๆ ถ้าเถ้าแก่อยู่ในห้องรับแขก คุณนายจะหลบอยู่ในห้อง ถ้าเถ้าแก่ไปพักผ่อนในห้อง คุณนายจะอยู่ในห้องครัวและห้องรับแขก ฤดูร้อนผ่านไปแบบนี้อย่างเงียบๆ
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบาย พระจันทร์เดือนสิงหาคมแขวนอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน เถ้าแก่กำลังนอนหลับสบาย เสี่ยวเย่เดินออกไปที่ระเบียงเพื่อโทรศัพท์กลับบ้าน คุณนายเดินเข้าไปในห้องนอนเถ้าแก่อย่างเงียบๆเฉกเช่นทุกครั้ง มองดูสามีของตัวเองอยู่เนินนาน สายตาของเธออ่อนโยนราวกับแสงจันทร์ ปลายนิ้วของเธอค่อยๆลูบไปบนผมของสามี ราวสายลมที่พัดผ่านเบาๆ น้ำตาค่อยๆไหลออกจากดวงตาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา สว่างสดใสท่ามกลางแสงจันทร์
หนาม เป็นส่วนที่ดอกกุหลาบขาดไม่ได้
เถ้าแก่ของเสี่ยวเย่จากไปแล้ว ในคืนฤดูหนาวที่ไร้ซึ่งลมเหนือและไม่มีฝนตกปรอยๆ ในห้องที่มีเครื่องทำความร้อนทำงานตลอดเวลา เขาจากไปอย่างเงียบสงบขณะนอนหลับ รถงานศพมารับตัวเขาไป ดอกกุหลายสีแดงที่คุณนายเพิ่งซื้อไม่กี่วันก่อน ยังสวยสดใสและวางอยู่บนโต๊ะหันเล็กๆมุมหัวเตียง เครื่องปรับอากาศถูกปิดแล้ว แต่หน้าต่างยังเปิดอยู่ ลมเย็นๆพัดเข้ามา เสี่ยวเย่พบว่า ยิ่งอากาศหนาว ดอกกุหลาบยิ่งมีสีแดงสดขึ้น…...
“กลับบ้านเถอะ เสี่ยวเย่!” หลังจากที่อัฐิของเจ้านายถูกส่งไปบนภูเขา คุณนายกอดเสี่ยวเย่และพูดกับเธอเบาๆ
"อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องเสียใจอีกในอนาคต เสี่ยวเย่ ! เธอยังมีลูกสาว กลับไปหาสามีและลูกของคุณ และปล่อยให้อดีตผ่านไปเถอะ!"
“ยกโทษให้ตัวเองเถอะ เสี่ยวเย่! ยอมรับหนามของดอกกุหลาบที่สวยงาม ก็เหมือนกับสิ่งที่เรารักมากที่สุด มักมาพร้อมกับความเจ็บปวดบ้าง แต่เมื่อทุกสิ่งกลายเป็นความทรงจำ ให้ถือว่าความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่สวยงาม เช่นเดียวกับหนามที่เป็นส่วนหนึ่งที่ดอกกุหลาบขาดไม่ได้”
เสี่ยวเย่กอดคุณนาย และร้องไห้ไม่ยอมหยุด น้ำตาราวกับสายน้ำที่ชำระล้างความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในใจของเธอมานานหลายปี ภาพในใจของเธอ กลายเป็นภาพสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีชมพู กำลังเบ่งบานสดใสใต้แสงแดด ใบไม้สีเขียวที่พลิ้วไหวตามสายลม ที่นั่น เสี่ยวเย่เห็นสามีและลูกสาวของเธอกำลังดูแลดอกไม้และสวนผลไม้ และยังมีหลุมฝังศพสีขาวหนึ่งหลุม ชายหนุ่มวัน 18 ปีตลอดกาล กำลังยิ้ม…