ไต้หวันไฮเทค

ไต้หวันไฮเทค

By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ไต้หวันไฮเทค episodes

  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 10 มิ.ย.2568

    งานแสดงเทคโนโลยีการแพทย์และการดูแลสุขภาพนานาชาติไต้หวัน ประจำปี 2025 สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไต้หวัน (TAITRA) ระบุว่า ปีนี้งานเน้น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การแพทย์เฉพาะบุคคล และการแพทย์แม่นยำ พร้อมเปิดตัว “โซนสัตวแพทย์” เป็นครั้งแรก เพื่อตอบรับกระแสธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง โดยจำนวนบริษัทและบูธที่ร่วมจัดแสดงเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน

       ปี 2025 นี้มีผู้ซื้อจากต่างประเทศกว่า 600 รายเดินทางมาร่วมงาน มีกำหนดจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศกว่า 200 ครั้ง รวมทั้งมีบริษัทด้านการแพทย์และชีววิทยาเข้าร่วม 316 ราย ใช้พื้นที่จัดแสดงรวม 512 บูธ ขยายขนาดงานขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปีนี้ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Wellstar Health System ของสหรัฐฯ มาจัดสัมมนาอธิบายนโยบายจัดซื้อ และแนวโน้มตลาดสหรัฐ โดยที่สหรัฐยังคงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของไต้หวัน ขณะที่ไต้หวันเองก็ส่งออกผลิตภัณฑ์การแพทย์ไปยังตลาดโลก เช่น อาเซียน ยุโรป และจีนแผ่นดินใหญ่ หวังว่าการจัดงานครั้งนี้จะกระตุ้นความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น

       ศูนย์การแพทย์หลายแห่งของไต้หวันได้นำเสนอผลงานร่วมกับ NVIDIA นำ AI เข้าสู่แวดวงการแพทย์จริง ทั้งด้านการวินิจฉัย ระบบผู้ช่วยแพทย์ และการใช้งานในคลินิกจริง พร้อมระบุว่า ในยุคสังคมผู้สูงวัยของไต้หวัน การนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมใส่ มาใช้จะช่วยให้การดูแลสุขภาพมีคุณภาพ และคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ

       ในโซนสตาร์ทอัพ “M-novator” สมาคมส่งเสริมการค้าฯ ระบุว่า ปีนี้มีบริษัทสตาร์ทอัพด้านสุขภาพจาก 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เบลเยียม อิสราเอล เกาหลีใต้ และไต้หวัน มาร่วมจัดแสดง โดยเน้นโซลูชันด้านสุขภาพ เช่น การรักษาผ่านระบบดิจิทัล และการติดตามสุขภาพแบบใหม่

       จากสถิติของสมาคมฯ มีผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อร่วมชมงานปีนี้รวม 4,254 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในประเทศ 3,429 คน และผู้ซื้อจากต่างประเทศ 825 คน โดย 5 ประเทศที่มีผู้ซื้อเข้าร่วมมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย และสหรัฐอเมริกา

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 3 มิ.ย.2568

     ทีมวิจัยจากไต้หวันพัฒนา "วัสดุเฟอร์โรอิเล็กทริก 2 มิติ" เป็นครั้งแรกของโลก

      ศูนย์วิจัยรังสีซินโครตรอนแห่งชาติไต้หวัน (National Synchrotron Radiation Research Center - NSRRC) ชี้ว่า ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไต้หวัน (National Science and Technology Council : NSTC) และกระทรวงศึกษาธิการ ทีมวิจัยที่ประกอบด้วย NSRRC, มหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง (NCKU) และมหาวิทยาลัยตั้นเจียง( Tamkang) ได้บุกเบิกการพัฒนา "วัสดุเฟอร์โรอิเล็กทริก 2 มิติ" เป็นครั้งแรกของโลก และเผยแพร่ผลงานวิจัยสำคัญนี้ในวารสารระดับโลก Advanced Materials เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

       NSRRC ระบุว่า ทีมวิจัยสามารถวางซ้อนแผ่นฟิล์ม หกเหลี่ยมโบรอนไนไตรด์ (h-BN) ที่บางเฉียบและมีคุณสมบัติเฟอร์โรอิเล็กทริก ลงบนกราฟีนได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และยังยืนยันได้ว่าวัสดุดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงขั้วไฟฟ้าได้อย่างเสถียร นับเป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น และยังถือเป็นก้าวสำคัญของไต้หวันในสนามการแข่งขันระดับโลกของวัสดุ 2 มิติ

       NSRRC แถลงว่า เฟอร์โรอิเล็กทริก (ferroelectricity) หมายถึงคุณสมบัติที่วัสดุสามารถมีขั้วไฟฟ้าที่เปลี่ยนทิศทางได้ราวกับสวิตช์ในตัววัสดุ สามารถควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในหน่วยความจำ เซ็นเซอร์ และอุปกรณ์ประมวลผลพลังงานต่ำ

       NSRRC ระบุว่า วัสดุเฟอร์โรอิเล็กทริกแบบดั้งเดิมมักมีความหนา ทำให้ยากต่อการย่อขนาดให้เล็กลง แต่การศึกษาครั้งนี้สามารถสร้างเฟอร์โรอิเล็กทริกในวัสดุ h-BN ที่มีความหนาระดับอะตอมได้สำเร็จ ทั้งที่ผลึกของ h-BN จะมีโครงสร้างสมมาตรตามธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เอื้อต่อการเกิดเฟอร์โรอิเล็กทริกก็ตาม

       ศ. เฉินอี๋จวิน(陳宜君) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเฉิงกง ยังได้พิสูจน์ว่า ฟิล์ม h-BN ที่บางเฉียบนี้ไม่เพียงควบคุมขั้วไฟฟ้าได้อย่างเสถียร แต่ยังแสดงคุณสมบัติการจดจำแบบเฟอร์โรอิเล็กทริก (ferroelectric memory) ได้อย่างชัดเจน แม้ใช้องค์ประกอบวงจรที่เรียบง่าย จึงมีศักยภาพในการใช้งานในระบบคำนวณเวกเตอร์-แมทริกซ์ความเร็วสูงและพลังงานต่ำ ซึ่งเป็นหัวใจของหน่วยความจำรุ่นถัดไปและชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI chip)

       NSRRC ยังกล่าวเสริมว่า เนื่องจาก h-BN มีความเข้ากันได้ทางโครงสร้างสูงกับวัสดุสองมิติอื่น ๆ เช่น กราฟีน และโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ (MoS₂) จึงสามารถออกแบบชิปแบบโครงสร้างซ้อน (stacked heterostructure) ได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และออปโตอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวันให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 27 พ.ค.2568

    COMPUTEX เปิดฉากวันที่ 20 พ.ค. TAITRA ชี้ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในยุคปฏิวัติ AI

       งานแสดงเทคโนโลยีระดับโลก COMPUTEX Taipei 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 พฤษภาคม ณ Nangang Exhibition Hall 1 และ 2 มีผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,400 ราย จาก 25 เขตและประเทศ รวมทั้งสิ้น 4,800 บูธ หวงจื้อฟาง(黃志芳) ประธานสภาส่งเสริมการค้าแห่งไต้หวัน (TAITRA) ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอุตสาหกรรมด้วยความเร็วที่น่าตกใจ  ไต้หวันอาศัยจุดแข็งด้านเซมิคอนดักเตอร์และพลังแห่งนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ และมีบทบาทสำคัญในกระแส AI ทั่วโลก

       งาน COMPUTEX 2025 จัดขึ้นภายใต้ธีม “AI Next” เพื่อตอบรับกับยุคเศรษฐกิจ AI โดยเน้น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การประมวลผลอัจฉริยะและหุ่นยนต์, เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการเคลื่อนที่แห่งอนาคต (Future Mobility)

       หวงจื้อฟาง กล่าวในงานแถลงข่าวระดับโลกของ COMPUTEX วันนี้ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วอย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ความก้าวหน้าของอัลกอริธึมไปจนถึงการลดข้อจำกัดในการใช้งานอย่างมาก ทำให้วงการอุตสาหกรรมกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

       เขากล่าวว่า AI ได้ก้าวข้าม “ขอบเขตทัวริง” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร นี่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ของมนุษยชาติ เนื่องจากตอนนี้เครื่องจักรสามารถคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ในระดับที่ในอดีตจะต้องทำโดยมนุษย์เท่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งในด้าน เซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และพลังแห่งนวัตกรรม ไต้หวันกำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันคลื่นลูกใหม่ของการปฏิวัติ AI โดย COMPUTEX 2025 จะเน้นไปที่ AI และหุ่นยนต์, เทคโนโลยีแห่งอนาคต และการเคลื่อนที่แห่งอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างพลังนวัตกรรมในทศวรรษข้างหน้า

       สำหรับการกล่าวบรรยาย Keynote ในงาน COMPUTEX ปีนี้ ได้รวมเอาผู้นำจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกไว้ด้วยกัน เช่น  เจนเซน หวง (Jensen Huang) CEO ของ NVIDIA,  คริสเตียโน อามอน (Cristiano Amon) ประธานและ CEO ของ Qualcomm,  หลิวหยางเหว่ย(劉揚偉) ประธานกลุ่ม Foxconn (Hon Hai), ไช่ลี่สิง (蔡力行) รองประธานและ CEO ของ MediaTek,  เยนส์ ฮินริคเซน (Jens Hinrichsen) รองประธานอาวุโสของ NXP Semiconductorsโดยจะมีการอภิปรายเกี่ยวกับการใช้งาน AI ในหลากหลายสาขา เช่น การสื่อสาร, ยานยนต์, การผลิตอัจฉริยะ และการประมวลผลที่ขอบเครือข่าย (Edge Computing)

       COMPUTEX Forum ได้จัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่การพัฒนา ระบบนิเวศของ AI  ช่วงเช้า มีผู้เชี่ยวชาญจาก NVIDIA, Google DeepMind, Texas Instruments, Advantech มาร่วมวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจในเรื่อง "AI หุ่นยนต์ และการประมวลผลขอบเครือข่าย" รวมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ช่วงบ่าย มีการแชร์ประสบการณ์จากบริษัทเทคโนโลยี เช่น Arm, Intel, Adobe, Cadence เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ Generative AI อย่างล้ำหน้า พร้อมทั้งบริษัทระดับโลกอย่าง bp Castrol, Infineon, Seagate, Schneider Electric, Compal จะเปิดเผยแนวทางในการสร้าง ศูนย์ข้อมูล AI ที่มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน เพื่อตอบสนองความต้องการในการประมวลผลและจัดการข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 20 พ.ค.2568

    สถาบันวิจัยในไต้หวัน พัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยแสงระหว่างดาวเทียม ประสิทธิภาพสูงรวดเร็ว แม่นยำ

       สถาบันวิจัยหงไห่ แผนกวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ ได้แถลงในวันที่ 7 เมษายน 2025 ว่า ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTU) และสถาบัน NICT จากญี่ปุ่น (National Institute of Information and Communications Technology) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญในด้าน การสื่อสารด้วยแสงระหว่างดาวเทียม (Inter-Satellite Optical Communication) โดยมีเป้าหมายไปที่ เทคโนโลยีการสื่อสารความเร็วสูงแบบไร้เลนส์ และ การประยุกต์ใช้ในระบบดาวเทียมยุคใหม่

       สถาบันวิจัยหงไห่(Hon Hai Research Institute, HHRI) เปิดเผยว่า ศ. กัว ห้าวจง (郭浩中) ผู้อำนวยการแผนกเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยหยางหมิง เจียวทงแห่งชาติ (NYCU) พร้อมด้วย ดร. หงอวี๋เฮิง(洪瑜亨) และคณะวิจัย ได้แก่ โหมวเหวินเชี่ยน(繆文茜) และ เซียวฟู่เหอ(蕭復合) ได้ร่วมมือกับทีมของ ศ. หลินกงหรู(林恭如) แห่งมหาวิทยาลัย NTU และทีม ดร. เฉิงจื้อเสียน(程志賢) จาก NICT ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการวิจัยร่วมระดับนานาชาติ

       ทีมวิจัยสามารถพัฒนาเลเซอร์แบบยิงแสงจากผิวหน้า (Surface-Emitting Laser) รุ่นใหม่ที่เรียกว่า PhCSEL (Buried-Photonic-Crystal Surface-Emitting Laser) ซึ่งฝังโครงสร้างผลึกแสง (Photonic Crystal) รูปพีระมิดกลวง 2 มิติภายใน ทำให้ได้ประสิทธิภาพด้านการส่งข้อมูลด้วยแสงที่สูงขึ้น ทั้งในด้านความเร็วและความเสถียร

       สถาบันวิจัยหงไห่ ชี้ว่า การพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยดาวเทียมแบบออปติคทั่วโลกมีความคืบหน้า โดยจำนวนการติดตั้งดาวเทียมในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในระบบเครือข่ายดาวเทียมแบบดั้งเดิม ดาวเทียมแต่ละดวงจำเป็นต้องเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีภาคพื้นดินเพื่อให้บริการ แต่เมื่อมีการติดตั้งดาวเทียมวงโคจรต่ำจำนวนมาก การก่อสร้างสถานีภาคพื้นดินให้เพียงพอจึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะตามให้ทัน

       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “การสื่อสารด้วยแสงระหว่างดาวเทียม” (Inter-Satellite Link) ซึ่งใช้เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยแสงเลเซอร์มาเป็นทางออก โดยเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างดาวเทียมผ่านลิงก์แสงในอวกาศ เพื่อส่งต่อข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งก่อนส่งมายังสถานีภาคพื้นดิน ลดความต้องการโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินอย่างมาก และช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง ทั้งยังสามารถให้บริการเครือข่ายความเร็วสูงที่มีความเสถียรแก่พื้นที่ห่างไกล เช่น ขั้วโลกและมหาสมุทร

       สถาบันวิจัยหงไห่ กล่าวด้วยว่า เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยแสงในอากาศ (Free-space Optical Communication) เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีคลื่นวิทยุแบบดั้งเดิม มีข้อดีหลายประการ เช่น ความสามารถในการส่งข้อมูลแบบจุดต่อจุดที่แม่นยำมากกว่า ความปลอดภัยและการรักษาความลับที่สูงขึ้น รวมถึงไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรคลื่นความถี่และหลีกเลี่ยงปัญหาการรบกวน ซึ่งคุณสมบัติของแสงเลเซอร์ที่มีแบนด์วิดธ์สูงนี้ คาดว่าจะช่วยผลักดันให้เทคโนโลยีการสื่อสารก้าวจากยุคแบนด์แคบเข้าสู่ยุคแบนด์กว้างพิเศษ และกลายเป็นเทคโนโลยีแกนกลางของการสื่อสารในอวกาศในอนาคต

       นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ จะเป็นรากฐานสำหรับระบบการสื่อสารด้วยแสงความเร็วสูงแบบไม่ใช้เลนส์ในอนาคต รวมถึงการประยุกต์ใช้ในการสื่อสารผ่านดาวเทียม โดยทีมวิจัยมีแผนจะพัฒนาความสามารถในการปรับแถบความถี่และคุณภาพของลำแสงใน PhCSEL (Photonic Crystal Surface-Emitting Laser) เพื่อให้สามารถสื่อสารด้วยแสงแบบไม่ใช้เลนส์ที่มีอัตราความเร็วสูงขึ้นและระยะทางที่ไกลขึ้นได้ในอนาคต

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 13 พ.ค.2568

    Google พัฒนาเกมมือถือส่งเสริมการป้องกันการฉ้อโกง เตรียมเปิดตัวในไต้หวัน

       Google จัดงาน ฟอรัมความปลอดภัยไซเบอร์เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 ณ กรุงไทเปในวันช่วงปลายเดือนเมษายน 2025  แถลงผลสำเร็จด้านการป้องกันการฉ้อโกง ระบุว่าเกมมือถือ ShieldUp! ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลวิธีการฉ้อโกงที่พบบ่อย จะขยายการให้บริการสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีกำหนดเปิดตัวในไต้หวันช่วงครึ่งหลังของปีนี้

       ทั้งนี้ เกม ShieldUp! ได้เปิดตัวในประเทศอินเดียเป็นแห่งแรก นอกจากไต้หวันแล้ว ยังมีกำหนดเปิดให้บริการในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และประเทศไทยภายในปี 2025 นี้เช่นกัน

       นายวิลสัน แอล. ไวท์ (Wilson L. White) รองประธานฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะระดับโลกของ Google เปิดเผยว่า ShieldUp! เป็นเกมมือถือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะในการป้องกันการฉ้อโกง โดยให้ผู้เล่นได้เผชิญกับสถานการณ์จำลองที่มีการลดความรุนแรงของกลวิธีการฉ้อโกง เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคามดังกล่าวในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

       นายไวท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ไต้หวันมีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมการเล่นเกม โดยจากผลการสำรวจล่าสุดพบว่าจำนวนผู้เล่นเกมในไต้หวันมีจำนวนเกือบ 18 ล้านคน การใช้รูปแบบเกมมาประยุกต์ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการฉ้อโกงได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถป้องกันภัยจากสแปมและกลโกงรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เขาระบุด้วยว่า ในปี 2024 ความสูญเสียจากการฉ้อโกงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าสูงถึง 6.88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22.4 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 86% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไต้หวัน และคิดเป็นสองในสามของความสูญเสียจากการฉ้อโกงทั่วโลก

       นายไวท์ยังชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมการฉ้อโกงจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และจากการพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลในหลายประเทศ พบว่า "การฉ้อโกง" มักเป็นหนึ่งใน 3 ปัญหาสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึง

       ในโอกาสนี้ นายไวท์ยังกล่าวว่า Google ได้สร้างความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลของไต้หวัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับการตรวจจับและต่อต้านการฉ้อโกง พร้อมทั้งส่งเสริมการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันออนไลน์ที่แข็งแกร่ง และสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

       หลินหย่าฟาง(林雅芳) ผู้จัดการทั่วไป Google ไต้หวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ไต้หวันเป็นเจ้าภาพจัด ฟอรั่มต่อต้านการฉ้อโกงเอเชียแปซิฟิก ในปี 2025 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศด้านการป้องกันการฉ้อโกง และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านกรณีศึกษาและมาตรการต่าง ๆ ที่ไต้หวันสามารถแบ่งปันได้ และเธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันการฉ้อโกงเป็นประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความตระหนักรู้และความระมัดระวังอยู่เสมอ โดยเน้นย้ำว่า "ผู้ไม่ประสงค์ดีมักมีความรวดเร็วกว่าผู้รักษาความปลอดภัย" ดังนั้น การรับมือกับการฉ้อโกงออนไลน์จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 6 พ.ค.2568

       มหาวิทยาลัยจงหยางได้พัฒนาแผ่นแปะผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องจากแรงเสียดสีของวัสดุ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสรีรวิทยา เช่น การหายใจและการเคลื่อนไหวของร่างกายแบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคโนโลยีอัลกอริธึม Generative AI พร้อมทั้งสามารถให้การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อยเพื่อเร่งกระบวนการสมานแผล โดยผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Nano Energy

       มหาวิทยาลัยจงยาง ระบุว่าทีมวิจัยซึ่งนำโดย รศ.หยางป๋อคัง(楊伯康) ภาควิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวการแพทย์ ได้ผสานความร่วมมือกับทีมวิจัยอื่นๆ ได้แก่ ผศ.เฉินจิ้งอวิ๋น(陳靖昀) ด้านการจำลองวัสดุ เทคนิคเวชศาสตร์ฟื้นฟู และ รศ.เฉินเจี้ยนจาง(陳健章) ด้านเทคโนโลยี AI พัฒนา “แผ่นแปะผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องจากพลังงานเสียดสี มี AI วิเคราะห์แบบเรียลไทม์” ซึ่งผลงานนี้ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการอย่างมาก
       ทีมวิจัยอธิบายว่า เทคโนโลยีหลักของแผ่นแปะอยู่ที่ เอฟเฟกต์การเกิดประจุไฟฟ้าสถิตจากการเสียดสีของวัสดุ  ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จากการเคลื่อนไหวของผู้ใช้เอง จึงสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องต่อพ่วงกับแหล่งจ่ายไฟภายนอก เป็นระบบ “จ่ายไฟด้วยตัวเอง” อย่างแท้จริง 
       แผ่นแปะนี้ใช้เทคโนโลยีนาโนพิเศษเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้า ผสานกับอัลกอริธึม Generative AI ที่มีความแม่นยำในการตรวจจับสัญญาณชีวภาพสูงถึง 97% ทำให้สามารถติดตามสัญญาณทางสรีรวิทยาของร่างกายได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับใช้กับอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น สายรัดข้อมือสุขภาพ เสื้อผ้าอัจฉริยะ รวมไปถึงการแพทย์ทางไกล
       จุดเด่นพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ แผ่นแปะนี้สามารถผสานการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าช่วยเร่งการสมานแผล จากการทดลองกับสัตว์พบว่า แผลที่ได้รับการกระตุ้นด้วยแผ่นแปะ สมานตัวเร็วกว่ากลุ่มควบคุมถึง 30%  มีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้กับการรักษาแผลเรื้อรัง แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเท้าหายยาก
       เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด การแพทย์สีเขียว แผ่นแปะนี้ยังทำจากวัสดุที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรีไซเคิลและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ต่างจากอุปกรณ์การแพทย์ทั่วไปที่ต้องใช้แบตเตอรี่และก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทีมวิจัยยังได้ยืนยันความสามารถในการนำแผ่นแปะนี้ไปใช้งานซ้ำได้ในหลายสถานการณ์ทางคลินิกอีกด้วย

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 29 เม.ย.2568

    ไต้หวันรับมือความเสี่ยงสายเคเบิลใต้น้ำ สร้างเครือข่ายสื่อสารครอบคลุมทุกมิติ

       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นและเหตุการณ์เรือประมงจีนลากสายเคเบิลใต้น้ำของไต้หวันขาดบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความกังวลต่อความมั่นคงของระบบสื่อสาร โดยเฉพาะสายเคเบิลภายในไต้หวันที่มีความเสี่ยงมากกว่าสายระหว่างประเทศ เนื่องจากอยู่ระหว่างช่องแคบไต้หวันที่ตื้นและมีเรือแล่นผ่านจำนวนมาก ในขณะที่สายระหว่างประเทศส่วนใหญ่ฝังอยู่ลึกในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงปลอดภัยกว่ามาก
       สายเคเบิลใต้น้ำแม้เป็นเทคโนโลยีเก่าแก่ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อของไต้หวันกับโลกภายนอก ปัจจุบัน ไต้หวันมีสายเคเบิลใต้น้ำรวม 24 เส้น แบ่งเป็นภายในประเทศ 10 เส้น และระหว่างประเทศ 14 เส้น อย่างไรก็ตาม สายเคเบิลมีอายุการใช้งานประมาณ 20–30 ปี และการซ่อมแซมใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง ในบางกรณีอาจต้องสร้างสายใหม่ซึ่งใช้เวลานานถึง 2–3 ปี
       สายเคเบิลภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยบริษัท Chunghwa Telecom ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว การเรียกร้องค่าชดเชยมักเป็นไปได้ยาก ต่างจากสายระหว่างประเทศที่มีผู้ร่วมทุนหลายฝ่าย เช่น บริษัทจากญี่ปุ่นหรือ Meta ที่สามารถดำเนินการเรียกร้องในระดับสากลได้
       รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศให้สายเคเบิลเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติ พร้อมสนับสนุนงบประมาณบางส่วน และมีระบบแจ้งเตือนหากมีเรือเข้าใกล้ตำแหน่งสายเคเบิลผ่านระบบ AIS โดยร่วมมือกับหน่วยยามฝั่งเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย รวมถึงมีการซ้อมรับมือในกรณีเกิดความเสียหาย เพื่อสร้างหลักประกัน “การสื่อสารไม่ถูกตัดขาด” ไต้หวันจึงต้องสร้างระบบสำรองเสริมผ่านการสื่อสารทางอากาศ เช่น ไมโครเวฟ และดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO satellite) เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้แม้สายเคเบิลขาดทั้งหมด โดยเฉพาะในเหตุการณ์แผ่นดินไหวฮวาเหลียน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2024 ดาวเทียม LEO มีบทบาทสำคัญในการช่วยสื่อสารกับพื้นที่ประสบภัย
       Chunghwa Telecom ยังคงขยายสายเคเบิลระหว่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อสร้างช่องทางสำรอง หากสายใดขัดข้อง ก็สามารถสลับการใช้งานได้ทันที พร้อมเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น การฝังลึก การหุ้มป้องกัน และระบบเฝ้าระวังตลอดเวลา
    กล่าวได้ว่า ไต้หวันมุ่งพัฒนาเครือข่ายสื่อสารที่ครอบคลุมทั้ง “อวกาศ-อากาศ-ภาคพื้นดิน-ใต้ทะเล” ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิลใต้น้ำ สายเคเบิลภาคพื้นดิน เครือข่ายมือถือ ใยแก้วนำแสง และดาวเทียมทุกระดับ เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของระบบสื่อสาร รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 22 เม.ย.2568

    ทีม นศ. ม.ไต้หวัน ออกแบบสปริงควบคุมของเหลวในอวกาศ มีศักยภาพสูงในการนำไปทดลองในอวกาศ 

       ทีมนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (NTU) เสนอแนวคิด "วอลซ์ของเหลว" ซึ่งเป็นการทดลองเกี่ยวกับการควบคุมของเหลวในสภาพไร้น้ำหนัก โดยใช้วงแหวนสปริงที่สามารถขยายและบิดตัวได้ เพื่อให้ของเหลวเคลื่อนที่ตามโครงสร้างอย่างเป็นธรรมชาติ ผลงานนี้ได้รับการคัดเลือกจากองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency; JAXA) ให้เป็นหนึ่งในโครงการที่มีศักยภาพสูงสุด และจะถูกนำไปทดลองโดยนักบินอวกาศในอนาคต
       รศ. เจียงหย่าอวี้ (蔣雅郁) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เป็นผู้นำทีมนักศึกษาปริญญาโท เสนอแนวคิด "วอลซ์ของเหลว: พลศาสตร์ของไหลสังเกตการณ์เต้นระบำของวงแหวนสปริง” ร่วมแข่งขันนำเสนอแนวคิดการทดลองในภาวะไร้น้ำหนักสำหรับสถานีอวกาศนานาชาติปี 2025 ซึ่งพวกเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง และได้รับสิทธิ์ส่งผลงานไปยัง JAXA เพื่อพิจารณาคัดเลือกขั้นสุดท้าย ในบรรดาผลงานกว่า 500 โครงการจาก 9 ประเทศ ผลงานของพวกเขาได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 11 โครงการที่มีศักยภาพสูงสุด และคาดว่าจะถูกนำไปทดสอบในอวกาศช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
       รศ. เจียงกล่าวว่า การแข่งขันนี้จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเฉิงกงภายใต้การมอบหมายของศูนย์อวกาศแห่งชาติไต้หวัน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้ศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในสภาพไร้น้ำหนัก โดยปีนี้มีผลงานจากทั่วไต้หวัน 67 โครงการ ทีมของเธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับอันดับหนึ่งของไต้หวัน และได้รับคำชมจากนักบินอวกาศที่เข้าร่วมการตัดสิน
       เฉินเหวินชิ่ง (陳文慶) สมาชิกทีมอธิบายว่า บนโลกมี 3 สิ่งที่ควบคุมได้ยาก ได้แก่ เวลา, แมว และ ของเหลว เทคนิคการควบคุมของเหลวบนโลกอาจใช้ไม่ได้ผลในอวกาศ ดังนั้นทีมจึงทดลองใช้วงแหวนสปริงและถุงน้ำเพื่อทดสอบแนวคิดนี้ โดยเทของเหลวลงในวงแหวนสปริงในสภาพไร้น้ำหนัก เพื่อศึกษาว่าจะเกิดแรงที่มองไม่เห็นจากแรงตึงผิวสอดคล้องกับกฎแรงดันลาพลาซ (Laplace pressure) หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยให้สามารถควบคุมของเหลวให้อยู่ภายในวงแหวนของสปริงได้อย่างเสถียร
       ทีมวิจัยค้นพบว่า ในวงสปริงขนาดเล็ก ของเหลวสามารถถูกกักเก็บอยู่ในโครงสร้างขดเกลียวของวงแหวนสปริงได้ภายใต้แรงตึงผิว แต่ในวงสปริงระดับที่ใหญ่ขึ้น แรงโน้มถ่วงจะทำให้ของเหลวไหลออกมา อย่างไรก็ตาม การทดลองในสภาวะไร้น้ำหนักของสถานีอวกาศจะช่วยให้ทีมสามารถตรวจสอบพฤติกรรมของเหลวขณะที่วงแหวนสปริงขยาย, บิด หรือโค้งงอ ซึ่งของเหลวจะสามารถไหลไปตามโครงสร้างได้อย่างราบรื่น ราวกับนักเต้นรำที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับนักบินอวกาศ
       เทคนิคการควบคุมของไหลนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในอนาคต โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, การผลิตยา หรือแม้แต่โครงการตั้งถิ่นฐานในอวกาศ
     

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 15 เม.ย.2568

    เรือวิจัยทางทะเลลี่จิ้น (勵進號) ติดตั้งระบบปล่อยอุปกรณ์วัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความลึกของน้ำทะเล

       ศูนย์วิจัยทางทะเล สถาบันวิจัยมหาสมุทรไต้หวัน(Taiwan Ocean Research Institute:TORI) แถลงในวันที่ 18 มีนาคม 2025 ว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องมือและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเรือวิจัยทางทะเล “ลี่จิ้น勵進” ได้มีการติดตั้งระบบใหม่ในการปล่อยเครื่องวัดอุณหภูมิ-ความเค็ม-ความลึก (Conductivity – Temperature – Depth หรือ CTD) เป็นครั้งแรก โดยมี ไช่หงอิ๋ง (蔡宏營) ผู้อำนวยการสถาบันฯ, เมิ่งเผยเจี๋ย (孟培傑) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางทะเล, อู๋ฉี (吳騏) รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ สวี่เจียเหวย (許家維) วิศวกรอาวุโส เข้าร่วมและแบ่งปันข้อมูล

       ไช่หงอิ๋ง ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า เครื่องวัด CTD มีหน้าที่วัด อุณหภูมิ ความเค็ม และความลึกของน้ำทะเล แต่ในกระบวนการปล่อยอุปกรณ์ลงสู่ทะเล อาจเกิดการสั่นสะเทือนหรือกระแทก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายได้ ดังนั้น ระบบปล่อยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
       สวี่เจียเหวย (許家維) วิศวกรอาวุโสของศูนย์วิจัยทางทะเล กล่าวว่า เรือวิจัย "ลี่จิ้น" เป็นหนึ่งในเรือวิจัยทางทะเลที่สำคัญที่สุดของแวดวงวิชาการไต้หวัน โดยก่อนหน้านี้ การเก็บกู้เครื่องวัดอุณหภูมิ-ความเค็ม-ความลึก (CTD) จำเป็นต้องใช้ รอกลากจูง (winch) และต้องมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 4 คน คอยช่วยเหลือ  อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาพอากาศแปรปรวนหรือคลื่นลมแรง อุปกรณ์อาจแกว่งตัวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การปฏิบัติงานดังกล่าวยังต้องใช้พื้นที่และกำลังคนจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการติดตั้งอุปกรณ์สำรวจขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น อุปกรณ์วัดแผ่นดินไหว และอุปกรณ์เก็บตัวอย่างแกนตะกอนใต้ทะเล
       สวี่เจียเหวย ยังกล่าวด้วยว่า เครื่องวัด CTD มีน้ำหนักถึง 700 กิโลกรัม และจะหนักถึง 1,000 กิโลกรัมเมื่อมีน้ำเต็ม ดังนั้น การปล่อยและเก็บกู้เครื่องมือนี้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานบนเรือวิจัย
    เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ศูนย์วิจัยทางทะเลแห่งสถาบันวิจัยมหาสมุทรไต้หวัน ได้เริ่มวางแผนติดตั้ง ระบบปล่อยเครื่องวัด CTD ตั้งแต่ปี 2021 และในวันที่  18 มีนาคม ได้เปิดใช้งานระบบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกในไต้หวันที่มีการใช้ระบบปล่อยอุปกรณ์เฉพาะทางเช่นนี้
       ระบบปล่อย CTD ใหม่นี้ ติดตั้งอยู่ที่กราบซ้ายของเรือวิจัย "ลี่จิ้น" โดยมีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้การปฏิบัติงานง่ายขึ้น ได้แก่ รอกเฉพาะทางและแขนกลไฮดรอลิก ที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนที่ของเครื่องมือ, โครงสร้าง Docking Head ที่ช่วยยึดเครื่อง CTD ให้อยู่กับที่ก่อนการปล่อย และแขนกลไฮดรอลิกแบบยืดหดได้ ที่ช่วยนำเครื่อง CTD ลงสู่ผิวน้ำโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการใช้แรงงานคน
       ด้วยระบบใหม่นี้ การปฏิบัติงานที่เคยต้องใช้เจ้าหน้าที่ 4-5 คน สามารถลดลงเหลือเพียง 2-3 คน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้อย่างมาก สถาบันวิจัยมหาสมุทรไต้หวันระบุว่า ประสบการณ์จากการพัฒนาระบบปล่อย CTD นี้ จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบปล่อยอุปกรณ์สำรวจขนาดใหญ่ที่ใช้สายเคเบิลในอนาคต เช่น อุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลลึก หรืออุปกรณ์ตรวจวัดแผ่นดินไหวใต้น้ำ ซึ่งจะช่วยให้การศึกษาทางสมุทรศาสตร์ของไต้หวันก้าวหน้ายิ่งขึ้น

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 8 เม.ย.2568

    เมื่อ AI กลายเป็นโค้ชคู่ใจ ทีมเล็กก็เติบโตแบบก้าวกระโดด

       อู๋เอินต๋า (Andrew Ng) ผู้ได้รับฉายา "บิดาแห่ง Google Brain" ได้เข้าร่วมงาน AI EXPO ซึ่งเป็นงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน โดยกล่าวว่า ด้วยความช่วยเหลือของ AI การเรียนรู้สามารถกลายเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อไปตลอดชีวิต ผู้คนทั่วไปสามารถใช้โมเดล AI ที่พัฒนาโดยบริษัทขนาดใหญ่เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน AI ได้ง่ายขึ้น และแม้แต่ทีมขนาดเล็กก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       อู๋เอินต๋าเริ่มต้นโครงการวิจัย Google Brain ในปี 2011 โดยใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) เพื่อปฏิวัติระบบ AI ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มการเรียนการสอนด้าน AI DeepLearning.AI
       ระหว่างการสนทนากับ ศ.หูเสี่ยวเหว่ย(胡筱薇) รองศาสตราจารย์จากคณะวิทยาการคำนวณอัจฉริยะและสารสนเทศควอนตัม มหาวิทยาลัยจงหยวน อู๋เอินต๋าได้กล่าวว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการทำงานของเขาเกี่ยวกับ AI เนื่องจากขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ได้ให้บริการเครื่องมือที่หลากหลาย ทำให้ทุกคนสามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ได้ง่ายกว่าที่เคย
       เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยการเปิดตัวของโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส เช่น Llama เป็นต้น ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนา AI อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโมเดลโอเพนซอร์สเหล่านี้สามารถเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตให้ทุกคนใช้ได้ฟรี และด้วยพลังของ AI แม้แต่ทีมขนาดเล็กก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       อู๋เอินต๋ายังเน้นว่า สำหรับพนักงานที่ต้องการเรียนรู้ทักษะด้าน AI การลงมือทำโปรเจกต์จริงเป็นสิ่งสำคัญมาก ในปัจจุบัน องค์กรสามารถสร้างต้นแบบ (Prototype) ของไอเดียต่าง ๆ ได้เร็วขึ้นมาก โดยระยะเวลาในการพัฒนาจากเดิมที่ใช้เวลาหลายเดือนลดลงเหลือเพียงไม่กี่วัน
    อู๋เอินต๋ายังกล่าวด้วยว่าการเรียนรู้ AI ควรมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนทักษะเชิงปฏิบัติและการแก้ปัญหา โดยเครื่องมืออย่างแชตบอทสามารถช่วยนักเรียนลดอุปสรรคในการเรียนรู้ นอกจากนี้ องค์กรยังควรส่งเสริมให้ผู้บริหารระดับสูงเรียนรู้เกี่ยวกับ AI เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

    15 min

About ไต้หวันไฮเทค

From the publisher's feed

เรื่องราวเทคโนโลยี ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในไต้หวัน ติดตามได้ในรายการ ไต้หวัน Hi-Tech