ไต้หวันไฮเทค

ไต้หวันไฮเทค

By แสงชัย กิตติภูมิวงศ์, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ไต้หวันไฮเทค episodes

  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 21 ม.ค.2568

    การผลิตไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพของนครนิวไทเป

       เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานที่ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผู้ว่านครนิวไทเป โหวโหย่วอี๋ (侯友宜) ได้ไปตรวจดูการผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพที่โรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพจินซานซื่อข้วงจื่อผิง (金山四磺子坪) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2024 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพภูเขาไฟแห่งแรกในไต้หวัน โดยคาดหวังว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพของนิวไทเปจะกลายเป็นอันดับหนึ่งของไต้หวัน

       สำนักพัฒนาเศรษฐกิจระบุว่าเขตจินซาน และ วั่นหลี่ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพมากที่สุดในไต้หวัน โดยคาดว่าปริมาณการผลิตไฟฟ้าต่อปีจะถึง 1,600 ล้านหน่วย ซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับครอบครัว 4 คนจำนวน 360,000 ครัวเรือนตลอดทั้งปี
    โหวโหย่วอี๋ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายลงเนื่องจากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกทำให้การปรับเปลี่ยนพลังงานของเมืองกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของโลก นิวไทเปมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นนโยบายสำคัญในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาล
       โหวโหย่วอี๋ กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก มีความเสถียร เป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ เป็นพลังงานที่ยั่งยืนอีกด้วย พื้นที่ใต้ภูเขาไฟต้าถุน (大屯) มีโครงสร้างชั้นเก็บความร้อนใต้พิภพที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการพัฒนาใช้ประโยชน์พลังงานความร้อนใต้พิภพสูงสุด คิดเป็นประมาณ 70% ของทรัพยากรความร้อนใต้พิภพตื้นของไต้หวัน จึงถูกเลือกเป็นพื้นที่สาธิตสำหรับการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ
       เซิ่งเสี่ยวหรง (盛筱蓉) ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 1966 ไต้หวันได้ทุ่มเททรัพยากรอย่างแข็งขันในการสำรวจพลังงานความร้อนใต้พิภพของภูเขาไฟต้าถุน แต่แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพของภูเขาไฟมีความเป็นกรดสูง ทำให้ท่อถูกกัดกร่อนได้ง่าย วิธีการก่อสร้างและวัสดุในยุคแรกมีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถพัฒนาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบไอน้ำแห้งผสานการผลิตไฟฟ้าแบบเย็น ในที่สุดในเดือนตุลาคม 2023 โรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพ จินซานซื่อหวงจื่อผิงก็เสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบภูเขาไฟในไต้หวัน
       สำนักพัฒนาเศรษฐกิจแถลงว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นโครงการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบภูเขาไฟแห่งแรกในไต้หวัน โดยมีกำลังติดตั้ง 1.2 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าต่อปี 6.4 ล้านหน่วย จ่ายไฟฟ้าให้กับครอบครัว 4 คนจำนวน 1,500 ครัวเรือนตลอดทั้งปี เขตจินซานและวั่นหลี่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพมากที่สุดในไต้หวัน และยังมีโรงไฟฟ้าอีก 3 แห่งที่กำลังก่อสร้าง เมื่อเสร็จสิ้นแล้วคาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 1.6 พันล้านหน่วย ซึ่งเทียบเท่ากับการจ่ายไฟฟ้าให้กับครอบครัว 4 คนจำนวน 360,000 ครัวเรือนตลอดทั้งปี

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 14 ม.ค.2568

    บริษัทสตาร์ทอัพจากไต้หวันเปิดตัวเทคโนโลยีล้ำสมัยวงการแพทย์ นำเสนอแนวคิดแห่งอนาคต ในงาน CES 2025 

       เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า คุณเพียงยืนหน้ากระจก และในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที คุณก็สามารถรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเอง เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ค่าออกซิเจนในเลือด สุขภาพหัวใจและปอด รวมถึงอัตราการหายใจ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่ เพียงแค่ดูในกระจกก็สามารถเข้าใจสุขภาพของคุณได้อย่างง่ายดาย นี่คือผลงานของบริษัทสตาร์ทอัพไต้หวัน Face Heart (鉅怡智慧)ได้นำเสนอเทคโนโลยี "ไร้การสัมผัส" นี้ในงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภค (CES) ที่สหรัฐฯ โดยการประยุกต์ใช้ในการแพทย์ทางไกลและการดูแลสุขภาพระยะไกล และในอนาคต คุณอาจใช้งานได้เองที่บ้าน เทคโนโลยีนี้ได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมติดต่อกันเป็นปีที่ 2 

       การกลืน "แคปซูลดิจิทัล" ขนาดเท่าเม็ดน้ำมันปลา สามารถตรวจจับความเครียดและอุณหภูมิภายในร่างกายที่มองไม่เห็นได้ในทันที บริษัท Dot Space(明健聯合公司) ได้พัฒนาแคปซูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เล็กที่สุดในโลก โดยมีจุดเด่นที่การออกแบบเสาอากาศซึ่งจดสิทธิบัตรแล้ว และโมดูลบลูทูธพลังงานต่ำที่ช่วยให้แคปซูลสามารถตรวจจับข้อมูลได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 150 ชั่วโมง จนกระทั่งถูกขับออกจากร่างกายของผู้ป่วย 
       หลิวเหิงรุ่ย(劉恆瑞) ผู้จัดการโครงการ กล่าวในงาน CES ว่า แคปซูลจะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติผ่านการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กจากภายนอกร่างกาย และส่งข้อมูลเกี่ยวกับแรงดันและอุณหภูมิได้ทันที ซึ่งนอกจากจะเหมาะสำหรับผู้ป่วยแล้ว ยังสามารถพัฒนาสู่ตลาดสำหรับนักบินอวกาศและนักกีฬาระดับมืออาชีพได้ด้วย
       ไม่เพียงแค่สุขภาพกาย แต่ปัญหาสุขภาพจิตของคนยุคใหม่ยังสามารถปรับปรุงได้ด้วยเทคโนโลยี  เช่น บริษัท Bamboo Technology(竹謙科技) ของไต้หวัน ได้รวมความเชี่ยวชาญของจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเข้ากับโมเดล AI สร้าง " นักจิตวิทยา AI " แก้ไขปัญหาการขาดแคลนนักจิตวิทยาอย่างมีประสิทธิภาพ หวงจู๋อิ๋ง(黃筑萾) ซีอีโอของบริษัท Bamboo Technology ซึ่งเคยรับผิดชอบด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาแก่เจ้าหน้าที่ในกองทัพ  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า "มากกว่าครึ่ง" ของผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตไม่เคยเข้ารับการรักษา เนื่องจากปัญหาการถูกตีตราและความกังวลว่า "คนอื่นจะมองพวกเขาอย่างไร" ดังนั้น การบำบัดผ่านช่องทางเสมือนจริงจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการช่วยเหลือได้มากขึ้น
       สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการพูดคุยกับนักจิตวิทยาในชีวิตจริง เว็บไซต์ "ห้องสนทนาเปิดใจ聊心茶室" ทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์ม Uber ในวงการจิตวิทยา โดยรวมรวมนักจิตวิทยาและระบบชำระเงินออนไลน์ไว้ในที่เดียว ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหานักจิตวิทยาที่เหมาะสมกับปัญหาของตนเองได้อย่างสะดวก เจียงรุ่ยหมิ่น(江瑞敏) ประธานฝ่ายเทคโนโลยีของห้องสนทนาใจ ให้ความเห็นว่า สุขภาพจิตต้องการความเชื่อมโยงทางอารมณ์ การสื่อสารระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญ ดังนั้นแพลตฟอร์มนี้จึงยังคงให้นักจิตวิทยามนุษย์ทำหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ป่วย
       ในงาน CES ครั้งนี้ มีบริษัทด้าน "ดิจิทัลเฮลท์" (Digital Health) มากกว่า 600 แห่งจากทั่วโลกเข้าร่วม โดยมีทีมจากไต้หวันถึง 17 แห่ง ที่นำเสนอเทคโนโลยีตั้งแต่การตรวจวัดสุขภาพ การดูแลในชีวิตประจำวัน การตรวจพบโรคในระยะแรก ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิต ซึ่ง AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางของมนุษย์ในเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ และตาย

     ible Technology Incพัฒนาสร้อยคอที่ทั้งทันสมัยและใช้งานได้จริง เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 

     Dot Space พัฒนาแคปซูลดิจิทัล ขนาดเท่าเม็ดน้ำมันปลา เพียงแค่กลืนก็ตรวจจับความเครียดและอุณหภูมิภายในร่างกายที่มองไม่เห็นได้ในทันที 

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 7 ม.ค.2568

    ความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำด้าน IT เป็นก้าวสำคัญในการประยุกต์ใช้พลังงานสีเขียวในไต้หวัน

       เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2024 นรม จั๋วหรงไท่ได้พบกับประธานบริษัท Supermicro ของสหรัฐฯ นายเหลียงเจี้ยนโฮ่ว (梁見後), ประธานบริษัท Supermicro Taiwan นายเหลียงเจี้ยนกั๋ว(梁見國) และประธานกลุ่ม Guo Rui นายหลินป๋อเหวิน(林博文) นรม. จั๋วขอบคุณบริษัท Supermicro ที่ตอบสนองต่อแผนการเร่งการลงทุนในไต้หวันในปี 2019 ของรัฐบาล ชื่นชมอิทธิพลของบริษัท Supermicro ในด้าน AI ทั่วโลก และการร่วมมือกันของชาวไต้หวันในต่างประเทศต่อการพัฒนาของโลก ยินดีที่บริษัท Supermicro และกลุ่ม Guo Rui ประกาศว่าจะสร้างศูนย์คอมพิวเตอร์สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลกในไต้หวัน อันจะดึงดูดบริษัททั่วโลกมาลงทุนในไต้หวันเพิ่มขึ้นด้วย
       โฆษกสภาบริหาร หลี่ฮุ่ยจือ(李慧芝) กล่าวว่าโครงการความร่วมมือกับบริษัท Supermicro ที่เสนอโดย Guo Rui Green Energy รัฐบาลมองในแง่ดีว่าเป็นการลงทุนข้ามชาติของบริษัทต่างๆ นายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่จะพยายามสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีในไต้หวัน โดยได้ขอให้เลขาธิการสภาบริหาร ก่งหมิงซิน และกระทรวงเศรษฐการช่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ไต้หวันเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียวและ AI ทั่วโลก และเสริมสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน
       บริษัท Supermicro ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดยนายเหลียงเจี้ยนโฮ่ว ชาวไต้หวันที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโซลูชันคอมพิวเตอร์เป็นหลัก นายเหลียงเจี้ยนโฮ่วกล่าวว่า การกลับมาไต้หวันครั้งนี้ เป็นการแสดงความรักและการสนับสนุนต่อไต้หวัน เน้นการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Guo Rui Green Energy และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลและประชาชนไต้หวัน เขาชี้ให้เห็นว่า Supermicro ยังคงเป็นผู้นำในด้านการจัดหาเซิร์ฟเวอร์ AI ทั่วโลก และเตรียมพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าในด้านพลังงานสีเขียวและการคำนวณ
       นายหลินป๋อเหวินกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการประยุกต์ใช้พลังงานสีเขียวในระดับใหม่ ผ่านความร่วมมือกับ Supermicro ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของไต้หวัน แต่ยังจะยกระดับการประยุกต์ใช้พลังงานสีเขียว สร้างโอกาสการจ้างงานมากขึ้น และเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 31 ธ.ค.2567

       ศูนย์อวกาศแห่งชาติไต้หวัน (TASA) แถลงว่า ได้คัดเลือกอุปกรณ์และเครื่องมือที่ผลิตในไต้หวันจำนวน 4 รายการ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการบรรทุกสัมภาระร่วม (rideshare payload) บนดาวเทียม Faraday Dragon ของบริษัท In-Space Missions (ISM) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BAE Systems จากสหราชอาณาจักร คาดว่าดาวเทียมดังกล่าวจะถูกปล่อยสู่อวกาศ อย่างเร็วในปี 2027 เพื่อทดสอบการทำงานในอวกาศและได้รับบันทึกประวัติการใช้งาน flight heritage

       ISM เป็นบริษัทผู้ผลิตดาวเทียมของอังกฤษที่เชี่ยวชาญในการออกแบบ ผลิต รวมถึงทดสอบดาวเทียมขนาดเล็กที่มีน้ำหนัก 50-300 กิโลกรัม ดาวเทียม Faraday Dragon เป็นโครงการที่ ISM รับผิดชอบในการออกแบบ ประกอบ รวมถึงทดสอบในประเทศอังกฤษ
       TASA ระบุว่า อุปกรณ์และเครื่องมือ 4 รายการที่พัฒนาขึ้นในไต้หวัน ได้แก่
       1.    เครื่องกำหนดตำแหน่งดาว (Star Tracker)
       2.    วัสดุเปลี่ยนสถานะ (Phase Change Material)
       3.    เซ็นเซอร์ตรวจจับแสงอาทิตย์ (Sun Sensor) ซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจียวทงหยางหมิง
       4.    เครื่องตรวจจับเหตุการณ์การระเบิดของรังสีแกมมา (Gamma-Ray Burst Monitor) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว
       อุปกรณ์เหล่านี้จะถูกบรรจุในโครงการบรรทุกสัมภาระร่วม ทั้งนี้ในปีหน้า(2025) TASA จะประเมินผลสำเร็จของการพัฒนาเพื่อสรุปรายการสุดท้ายที่จะร่วมเดินทางไปกับดาวเทียม     นอกจากนี้ TASA ยังเปิดเผยว่า อุปกรณ์ที่ผลิตในไต้หวันจะถูกส่งขึ้นไปพร้อมกับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย รวมทั้งหมด 16 รายการ โดยใช้ดาวเทียม Faraday Dragon เป็นแพลตฟอร์มร่วม
       ทั้งนี้ คาดว่าการยิงดาวเทียม Faraday Dragon ดำเนินการใน ปี 2027 โดยโครงการนี้ไม่ใช่ความร่วมมือแบบทวิภาคี แต่เป็นความร่วมมือแบบพหุภาคีระหว่างหลายประเทศ ร่วมมือกับสิงคโปร์ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และไทยมารวมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งยังคงมีตัวแปรด้านกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี รูปแบบความร่วมมือขั้นสุดท้ายและจำนวนสัมภาระร่วมของไต้หวัน จะขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่จะลงนามในช่วงต้นปี 2025

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 24 ธ.ค.2567

       คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยซื่อซิน(Shih Hsin University) จัดประชุมสัมมนานานาชาติเรื่องแนวโน้มและความท้าทายด้านการบริหารจัดการธุรกิจในยุค AI

       เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ม.ซื่อซิน จัดสัมมนานานาชาติเรื่องแนวโน้มและความท้าทายด้านการบริหารจัดการธุรกิจในยุค AI โดยเน้นการสำรวจผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อรูปแบบการจัดการธุรกิจ ลักษณะการทำงาน และความต้องการทักษะในอนาคต อดีต นรม.เฉินชง(陳冲)ได้กล่าวว่า การประยุกต์ใช้ AI สามารถทำให้บริการทางการแพทย์แม่นยำยิ่งขึ้น และอาจทำให้แนวคิด "ป้องกันก่อนป่วย" เป็นจริงได้

        ในหัวข้อ “AI allows more outside-the-box thinking” (AI ช่วยเปิดกรอบความคิดสู่ความสร้างสรรค์) เฉินชงได้ชี้ให้เห็นว่า AI สามารถปลดล็อกกรอบความคิดแบบเดิม ๆ และเติมเต็มนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับการบริหารจัดการธุรกิจ นอกจากนี้ เขายังเปรียบเทียบ AI ในการแพทย์กับหลักการ "มอง ฟัง สอบถาม และจับชีพจร" (望聞問切) ในการวินิจฉัยโรคแบบแผนจีน พร้อมเน้นย้ำว่า AI สามารถขยายการใช้งานข้อมูลทางการแพทย์และบรรลุแนวคิดป้องกันโรคได้ก่อนที่จะเกิดโรคขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาเตือนถึงปัญหาข้อขัดแย้งด้านทรัพย์สินทางปัญญาและจริยธรรมที่เกิดจากการใช้ AI  พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและกฎหมายให้เหมาะสมกับความก้าวหน้าของ AI

       นายแพทย์หวงอี้ซิว(黃奕修) หัวหน้าแผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว และผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคจอตาในไต้หวัน ได้แบ่งปันประสบการณ์ในหัวข้อ "การแพทย์อัจฉริยะ – บทเรียนจากการพัฒนาด้านจักษุวิทยา" โดยเขาอธิบายว่า AI เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการวินิจฉัยโรคด้านจักษุ เพราะมีพื้นฐานจากภาพถ่ายทางการแพทย์ที่ช่วยให้การวิเคราะห์แม่นยำยิ่งขึ้น ตั้งแต่การช่วยผ่าตัดต้อกระจกไปจนถึงการพยากรณ์ความเสี่ยงจากภาพจอตา เช่น โรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด และแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต นพ.หวงกล่าวว่า AI มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตรรกะการวินิจฉัยโรคและสนับสนุนการรักษาที่แม่นยำเฉพาะบุคคล พร้อมเรียกร้องให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์สำหรับ AI อย่างเหมาะสม

       ด้าน ดร.โทโมฮิโระ โมริคาวะ(Tomohiro Morikawa) รองศ.จากมหาวิทยาลัยเฮียวโงะ(University of Hyogo) ประเทศญี่ปุ่น ได้วิเคราะห์การประยุกต์ใช้ AI ในด้านความปลอดภัยของการดำเนินงานองค์กร โดยนำเสนอกรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยี Deep Learning และ Natural Language Processing (NLP) เพื่อคาดการณ์และรับมือต่อการโจมตีทางไซเบอร์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยดิจิทัลขององค์กร

       ในพิธีเปิดงาน หลี่กงฉิน(李功勤) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยซื่อซิน กล่าวว่านวัตกรรม AI กำลังเร่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างสังคมทั่วโลก โดยสถาบันการศึกษาควรมีบทบาทเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การประชุมสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการยุคใหม่ที่มีทักษะด้านข้อมูลและการสื่อสารครบถ้วน

    อดีต นรม.เฉินชง ชี้ว่า การประยุกต์ใช้ AI สามารถทำให้บริการทางการแพทย์แม่นยำยิ่งขึ้น

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 17 ธ.ค.2567

    ป้ายทะเบียนรถยนต์อัฉริยะ แยกแยะของจริงของปลอมได้ในพริบตา

       ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปัญหาป้ายทะเบียนปลอมในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในสังคม กระทรวงคมนาคมกำลังแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษ ยังมีผู้ประกอบการที่เปิดตัว “ ป้ายทะเบียน AI ต่อต้านการปลอมแปลง” เทคโนโลยีล่าสุดนี้สามารถแยกแยะป้ายจริงป้ายปลอมได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที 

       ป้ายทะเบียน AI นี้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยไต้หวันและเยอรมนี ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยป้องกันการปลอมแปลงหลายระดับ ได้แก่ มีพื้นผิวสะท้อนแสงพิเศษพร้อมลายน้ำกันปลอม, มีสัญลักษณ์เลเซอร์เหมือนกับในธนบัตร และมีลายน้ำรูปดอกเหมยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน นอกจากนี้ ยังมีการฝัง ชิป NFC แบบเข้ารหัส ไว้ในป้ายทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันทีผ่านการสแกนด้วยสมาร์ทโฟน
       ปัญหาป้ายปลอมในไต้หวันพุ่งสูงขึ้น จากสถิติพบว่า จำนวนป้ายทะเบียนปลอมในไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 169 กรณีในปี 2022 เป็น 251 กรณีในปี 2023 และในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมปี 2024 พบเพิ่มถึง 1,012 กรณี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 403% เทคโนโลยีนี้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกสำคัญ ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นระเบียบในด้านการจราจรและสังคม ในอนาคตจะสนับสนุนการพัฒนาสู่ระบบขนส่งอัจฉริยะที่ล้ำสมัยอีกด้วย
       นวัตกรรมที่ก้าวสู่ระดับโลก ป้ายทะเบียนแบบ AI นี้ถูกนำไปใช้งานแล้วใน 17 ประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกากลางและใต้ ด้วยความร่วมมือระหว่างไต้หวันและเยอรมนีที่มุ่งสร้างพลังขับเคลื่อนในการประยุกต์ใช้ AI ที่แข็งแกร่ง ในอนาคตของการจราจรอัจฉริยะ สามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อสร้างระบบที่จอดรถอัจฉริยะ และพัฒนาการจราจรอัจฉริยะที่สามารถแก้ปัญหารถติดได้

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 10 ธ.ค.2567

    เทคโนโลยีใหม่ของ ม.หยางหมิงเจียวทง ปรับปรุงสีของฉลากต่อต้านการปลอมแปลง และเพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน

       มหาวิทยาลัยหยางหมิงเจียวทงแถลงในวันที่ 17 ตุลาคม 2024 ระบุว่า ป้ายป้องกันการปลอมแปลงแบบดั้งเดิม เช่น ลวดลายบนบัตรเครดิตและเทคโนโลยีโฮโลแกรมบนธนบัตรญี่ปุ่นแบบใหม่ อาศัยโครงสร้างกริดในการกระจายแสง แต่การแสดงสีมีข้อจำกัด หากสามารถเอาชนะข้อจำกัดในการแสดงผลสีและแสงได้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมาก

       ทีมของ หวงเย่าเหว่ย(黃耀緯) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาวิศวกรรมออปโตอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัย ได้พัฒนาเทคโนโลยี Metasurfaces ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลสีของป้ายป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ "Nano Communications" ฉบับเดือนสิงหาคม ปี 2024
       หวงเย่าเหว่ย กล่าวว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานใน 4 ช่วงแถบคลื่นแคบ แสดงสีบริสุทธิ์ 4 สี ได้แก่ แดง เหลือง เขียว และน้ำเงิน โดยมีความบริสุทธิ์ของสีสูงมาก และมีศักยภาพในการใช้งานสูงในป้ายป้องกันการปลอมแปลง เนื่องจากมีลักษณะเฉพาะของการแสดงสีตามมุมมองที่กำหนด
       เขายังเสริมว่า เทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาประสิทธิภาพต่ำของเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม โดยใช้วิธีการออกแบบย้อนกลับแบบปรับโครงสร้าง (Topology Optimization) ที่พัฒนาขึ้นเองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นถึง 15 เท่า และมีประสิทธิภาพการทดลองถึง 59% นับเป็นความก้าวหน้าอย่างสำคัญในด้านอินเตอร์เฟซนาโน

    ทีมวิจัยของ ม.หยางหมิงเจียวทง พัฒนาเทคโนโลยี Metasurfaces แถบคลื่นแคบที่สามารถยกระดับสีของป้ายป้องกันการปลอมแปลงได้

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 3 ธ.ค.2567

    ไต้หวันจะเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในประเทศ และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานพลังงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

       รมช. กระทรวงเศรษฐการไต้หวัน เหลียนจิ่นจาง (連錦漳) กล่าวว่า ไต้หวันกำลังเดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าถึง 60-70% ภายในปี 2050 สำหรับการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ กระทรวงเศรษฐกิจได้มอบหมายให้บริษัท CPC (China Petroleum Corporation) และ Taiwan Power Company (Taipower) วางแผนโครงการขุดเจาะสำรวจระดับลึก ซึ่งคาดว่าจะมีทีมงานประมาณ 20 ทีมเริ่มดำเนินการในปีหน้า และตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ 1GW ภายในปี 2027-2028

       นายเหลียนจิ่นจาง กล่าวในงานประชุมสุดยอดพลังงานหมุนเวียนปี 2024 ว่า ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ได้เน้นย้ำในคำกล่าวสุนทรพจน์วันชาติว่าการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เป็นสิ่งสำคัญ ไต้หวันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานและพัฒนานโยบายพลังงานสีเขียวแบบหลากหลาย รวมถึงพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังน้ำขนาดเล็ก คาดว่าภายในปี 2050 พลังงานหมุนเวียนจะครองส่วนแบ่ง 60-70% ในการผลิตไฟฟ้า
       ในปีที่แล้ว ไต้หวันติดอันดับที่ 7 ของโลกในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมนอกชายฝั่ง โดยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีกำลังผลิตทะลุ 2GW ณ เดือนสิงหาคมปี 2024 นี้ ไต้หวันได้ติดตั้งกังหันลมรวม 364 ตัว คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 2.7GW ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก ผู้พัฒนาโครงการได้สะท้อนว่าต้นทุนการพัฒนานั้นสูงมาก อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนเป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก
       เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมปี 2024 นี้ สหภาพยุโรปได้ยื่นขอให้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในองค์การการค้าโลก (WTO) โดยประเด็นการปรึกษาหารือเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการระยะที่ 3-2 หลังจากการเจรจาหลายรอบระหว่างไต้หวันและสหภาพยุโรป ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในช่วงไม่นานมานี้ ส่งผลให้ฝ่ายยุโรประงับกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทใน WTO ชั่วคราว.
       นายเหลียนจิ่นจางกล่าวว่า ปัจจุบันนโยบายการผลิตกังหันลมนอกชายฝั่งในไต้หวันมีแนวทางที่ชัดเจนแล้ว สำหรับโครงการระยะที่ 3-2 จะยึดหลักการทั่วไปและพิจารณารายกรณี ส่วนโครงการระยะที่ 3-1 ก็จะดำเนินการพิจารณาตามลักษณะเฉพาะของแต่ละกรณีด้วยเช่นกัน เพื่อช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ นายกั๋วจื้อฮุย ได้มอบหมายไว้ ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐกิจจะช่วยผู้พัฒนายกเลิกอุปสรรคด้านการลงทุน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศของไต้หวันควบคู่กันไป.
       สำหรับพลังงานความร้อนใต้พิภพ รัฐวิสาหกิจอย่าง Taipower และ CPC ได้จัดตั้งกลุ่มส่งเสริมพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยขณะนี้ CPC ได้เริ่มขุดเจาะบ่อน้ำลึก 4,000 เมตรแห่งแรกของไต้หวันในพื้นที่อี๋หลาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนปีหน้า และในปี 2024 จะมีการดำเนินโครงการสำรวจพลังงานความร้อนใต้พิภพระดับลึกทั่วไต้หวันประมาณ 20 โครงการ
       นายเหลียนจิ่นจาง ยังได้เรียกร้องให้ธนาคารสนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการเอกชนที่ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน และคาดหวังให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในพลังงานความร้อนใต้พิภพระดับลึกในอนาคต
     

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 26 พ.ย.2567

       บริษัท GOLDSUN BUILDING MATERIALS แถลงว่าได้ร่วมกับสถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งไต้หวัน(Taiwan Construction Research Institute หรือ TCRI)  ดำเนินโครงการ “ระบบช่วยจัดการการผลิตด้วย AI ขนาดใหญ่ - โมดูลการผลิตอัจฉริยะคอนกรีตผสมเสร็จ 4.0” โดยเลือกใช้โรงงานในเมืองไทจงของบริษัทเป็นโรงงานต้นแบบในการติดตั้งระบบช่วยการผลิต AI 4.0 แห่งแรกของไต้หวัน และคาดว่าจะทดสอบระบบเสร็จในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 ก่อนขยายไปยังโรงงานอื่นๆ

       บริษัทคาดหวังว่า ด้วยนวัตกรรมการผลิตอัจฉริยะที่ใช้ AI จะทำให้การผลิตเป็นไปโดยอัตโนมัติเพียงกดปุ่มเดียว ลดการสูญเสียวัตถุดิบและประหยัดต้นทุน อีกทั้งช่วยปรับปรุงการควบคุมคุณภาพ มุ่งสู่ความยั่งยืนและลดการปล่อยคาร์บอน
       ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านคอนกรีตผสมเสร็จของไต้หวัน บริษัทนี้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 60 ปี และมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 18% กล่าวได้ว่าในไต้หวันในทุก  5 อาคารจะมี 1 อาคารที่ใช้คอนกรีตของบริษัทในการก่อสร้าง
       ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready Mix Concrete) มากถึง 28 แห่งทั่วไต้หวัน สามารถจัดการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น สนับสนุนกันและกัน และมีศักยภาพในการผลิตสูง นอกจากนี้ยังได้ลงทุนสร้างศูนย์ควบคุมการดำเนินงานและบริการ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายทั้งท่าเรือพาณิชย์ไทเปและสถานที่สำคัญอื่นๆ เพื่อสร้างซัพพลายเชนที่มั่นคง และใช้ระบบจัดการการตรวจสอบย้อนกลับ
       หยางจื้อเฉียง(楊志強) รองผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทกล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโรงงานอัจฉริยะตามมาตรฐานอุตสาหกรรม 4.0 ที่สามารถทำงานอัตโนมัติได้เพียงปุ่มเดียว คอนกรีตผสมเสร็จเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตตามความต้องการทันที ไม่สามารถผลิตเก็บล่วงหน้าได้ จึงต้องพึ่งพาความชำนาญของผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดี แต่ก็อาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากความผิดพลาดของมนุษย์ การติดตั้งระบบ AI จะช่วยควบคุมคุณภาพคอนกรีตแบบเรียลไทม์ รักษาคุณภาพของคอนกรีต ลดการสูญเสียวัตถุดิบและข้อผิดพลาด
       โครงการนี้ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยการก่อสร้างแห่งไต้หวันดำเนินการ โดยเป็นแผนระยะ 3 ปีในการพัฒนาระบบผลิตคอนกรีตอัจฉริยะ AI ซึ่งในปีแรกพัฒนาเทคโนโลยีวัดความชื้นพื้นผิวเม็ดวัสดุละเอียด ระบบจัดการกากเหลือในรถขนส่งคอนกรีต ปีที่ 2 พัฒนาระบบจำแนกเม็ดวัสดุหยาบ ระบบจัดการคลังวัตถุดิบแบบเรียลไทม์ และในปีสุดท้ายพัฒนาระบบจำแนกประเภทวัสดุในคอนกรีต รวมถึงการพัฒนาสูตรผสมคอนกรีตที่ดีที่สุดโดย AI เพื่อผลิตคอนกรีตที่มีคุณภาพดีเยี่ยม
       ที่โรงงานไทจง มีการติดตั้งอุปกรณ์ AI สามชุดสำหรับการตรวจสอบ ได้แก่ ระบบวัดความชื้นบนพื้นผิวของวัสดุละเอียด ระบบจัดการปริมาณวัสดุคงคลัง และระบบติดตามสภาพรถขนส่งคอนกรีต
       การควบคุมอัจฉริยะด้วย AI และอุปกรณ์อัตโนมัติเป็นแกนหลักของอุตสาหกรรม 4.0 โดยข้อมูลที่รวบรวมจากระบบ AI นี้จะส่งไปยังศูนย์ปฏิบัติงานเพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตคอนกรีต  สร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น การผลิตที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบ ลดต้นทุนได้มากกว่า 10%

    15 min
  • ไต้หวันไฮเทค วันอังคารที่ 19 พ.ย.2567

    เทคโนโลยีการใช้การรู้จำภาพด้วย AI ช่วยให้โรงงานรีไซเคิลมีแรงงานเสมือนเพิ่มขึ้น

       ที่โรงงาน AIRECO ในเช้าตรู่ ขยะจากหลากหลายแหล่งถูกนำมาส่งยังพื้นที่ขนาดใหญ่ของโรงงานรีไซเคิล ขวดพลาสติก กล่องโฟม แผ่นอะคริลิก กล่องกระดาษ, กล่อง Tetra Pak และอลูมิเนียมฟอยล์ถูกคัดแยกโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องแยกมากถึง 30 ประเภท ก่อนที่จะส่งไปยังสายพานลำเลียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง โดยปริมาณขยะที่โรงงานรีไซเคิลต้องจัดการเฉลี่ยเกินกว่า 100 ตันต่อวัน

       คนทั่วไปจะคิดว่า "การรีไซเคิลขยะ" หมายถึงการแยกขยะที่รีไซเคิลได้ออกจากขยะทั่วไปเท่านั้น แต่สำหรับโรงงานรีไซเคิล การคัดแยกเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่โรงงานรีไซเคิลยังจะต้องอัดวัสดุชนิดเดียวกันให้เป็นก้อน และส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูปจึงจะนับว่าเป็นการรีไซเคิลที่สมบูรณ์" หลิวจวิ้นเฟิง(劉郡峯) CEO ของ บริษัท AIRECO ในไต้หวันอธิบาย เขาเห็นปัญหาหลัก 2 ประการคือการขาดแคลนแรงงานและการที่ขยะรีไซเคิลยังขาดการกำหนดให้เป็นมาตรฐาน
       ขยะจากอาคาร รถขยะ หรือผู้รับซื้อขยะ ไหลเข้ามามากมาย โรงงานรีไซเคิลต้องเผชิญกับความท้าทายในการแยกขยะออกเป็นกว่า 30 ประเภทตามวัสดุและสี ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องแยกวัสดุที่ติดอยู่ด้วยกัน เช่น แก้วกระดาษที่ต้องแยกชั้นพลาสติกกันน้ำออกจากเนื้อกระดาษ ส่วนขยะที่มีเศษอาหารหรือไม่สามารถแยกได้ก็จะถูกนำไปเผาเป็นขยะทั่วไป
       การใช้แรงงานมนุษย์ จึงมักจะไม่สามารถคัดแยกได้ทันเวลา และอาจส่งผลให้ขยะที่ส่งไปยังโรงงานแปรรูป มีความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ "ทั่วโลกมีเพียง 9% ของขยะพลาสติกเท่านั้นที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล" คุณหลิว จึงตัดสินใจมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจรีไซเคิลขยะซึ่งจะเป็นการช่วยอนุรักษ์โลก
    คุณหลิวจวิ้นเฟิงมองว่าการใช้ AI สำหรับการรู้จำภาพเป็นโซลูชันที่สามารถใช้งานได้ทันทีและเห็นผลเร็วที่สุด เนื่องจากเขามีพื้นฐานด้านสถาปัตยกรรม ไม่มีความรู้ในด้านนี้ จึงได้ร่วมงานกับคุณหลี่เจี๋ยฮั่น (李杰翰) ร่วมทีมก่อตั้งบริษัทและประธานฝ่ายเทคนิคของ AIRECO
       หลี่เจี๋ยฮั่นมีความชำนาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการรู้จำภาพคนหนึ่งมีทักษะเทคนิค อีกคนมีความรู้ในอุตสาหกรรม ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ AI สำหรับการรู้จำภาพได้อย่างรวดเร็ว หลี่เจี๋ยฮั่นกล่าวว่า AI นี้ให้คุณค่ากับโรงงานรีไซเคิล 2 ประการ
    1. การคัดแยกขยะเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน: AI ของ AIRECO จะคัดแยกขยะตามสี ขนาด ชนิดวัสดุ ตามมาตรฐานที่รัฐบาลอุดหนุน แยกได้ 30 ประเภท
    2. การวิเคราะห์ความบริสุทธิ์ AI แสดงความบริสุทธิ์ของขยะแต่ละประเภทได้ทันที เช่น หากขยะพลาสติกมีความบริสุทธิ์ 90% AI จะระบุว่าอีก 10% ประกอบด้วยอะไร เช่น โฟม 8% และกระดาษ 2% จากนั้นสามารถเพิ่ม AI ที่คัดกรองโฟมให้บริสุทธิ์ขึ้นเป็น 98%

    โรงงานรีไซเคิลส่วนใหญ่ต้องพึ่งแรงงานจำนวนมากในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิล

    15 min

About ไต้หวันไฮเทค

From the publisher's feed

เรื่องราวเทคโนโลยี ชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในไต้หวัน ติดตามได้ในรายการ ไต้หวัน Hi-Tech