
Sign up to save your podcasts
Or


ทราบหรือไม่คะว่าประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางชีวภาพที่เอื้อต่อการนำมาใช้ในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเทศไทยมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1หมื่นชนิด แต่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพียง 1,000 กว่าชนิด หรือเพียง 15.5% เท่านั้น
ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสมุนไพรสามารถนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเกษตรอาหาร อุตสาหกรรมยา รวมไปถึงอุตสาหกรรมเวชสำอางด้วย ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคจะมีการเติบโตมากขึ้น
ด้านรัฐบาลไทยเองก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากสำหรับการวิจัยสมุนไพรไทยและ
เพื่อเป็นการขยายฐานของอุตสาหกรรมสมุนไพรในประเทศ และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่เป็นปลายน้ำได้รับการส่งเสริมการลงทุนและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย โดยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บอร์ดบีโอไอได้เห็นชอบให้ปรับปรุงประเภทกิจการผลิตสารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ หรือผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ให้ครอบคลุมไปถึงยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เวชสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้สมุนไพรเป็นวัตถุดิบ รวมทั้งยา สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน และเครื่องสำอาง เพื่อสนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยอย่างครอบคลุม
ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับปลายน้ำที่จะได้มีโอกาสสร้างแต้มต่อจากการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือ การผลิตสารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากบีโอไอ เช่น สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี
บีโอไอเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของคนไทย และพร้อมผลักดันในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ผู้ประกอบการท่านใดที่มีแผนจะลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือ การผลิตสารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติสามารถติดต่อ บีโอไอได้ที่ 0 2553 8111 หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.boi.go.th
กระแสความสนใจของผู้ประกอบการเรื่องการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อการประหยัดพลังงาน และการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกิจการมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถิติของบีโอไอ พบว่า
ทั้งนี้ แผงโซล่าหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจะนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการ
หากมองถึงทิศทางการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เช่น
ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของ
บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับผู้ที่ต้องการขอรับการส่งเสริมการลงทุนตาม มาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี จะต้องมีความร่วมมือทั้ง 2 รูปแบบ ดังนี้
1) ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาได้แก่ ความร่วมมือในโครงการ Work-integrated Learning หรือ WiL สหกิจศึกษา และทวิภาคี หรือความร่วมมือเพื่อพัฒนาบุคลากรไทย ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ ทั้งนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากบีโอไอนะคะ
2) ความร่วมมือกับสถาบันหรือหน่วยงานของภาครัฐเช่น โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย เป็นต้น ในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech เช่น MedTech โดยได้รับความเห็นชอบจากสานักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใน มาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีจะต้องดำเนินกิจการที่บีโอไอกำหนด เช่น กิจการเทคโนโลยีชีวภาพ กิจการวิจัยทางคลีนิค โดยผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนใน มาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี
ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี ซึ่งถือเป็นย่านใจกลางเมืองที่มีการกระจุกตัวของสถาบันการแพทย์ และสถาบันต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านสาธารณสุขที่หลากหลายด้วยค่ะ
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลอดจนถึงวันนี้ที่ยังไม่สามารถจัดการได้ขั้นเด็ดขาด ส่งผลให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เติบโตขึ้น อีกทั้งสินค้าจำเป็นสำหรับการป้องกันตัว อย่างเช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย ชุด PPE แอลกอฮอล์เจล ขาดตลาดและมีราคาสูง ในส่วนของบีโอไอก็ได้เพิ่มมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ไปเมื่อปี 2563 เพื่อกระตุ้นการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าได้รับการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 ได้สร้างอุปสงค์เครื่องมือแพทย์ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ภายในประเทศและยังคงต้องอาศัยการนำเข้า เช่น ชุดตรวจ Antigen Test Kit (อ่านว่า แอนติเจน เทสต์ คิท) เครื่องช่วยหายใจ และห้องความดันลบสำหรับคนไข้แพร่เชื้อทางอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศก็ประสบเช่นกัน และมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ประเทศที่มีความชำนาญ ทำให้เกิดความขาดแคลนของเครื่องมือแพทย์เหล่านี้
ด้วยแนวทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดให้อุตสาหกรรมการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อสร้างให้ไทยเป็นผู้นำด้านการแพทย์ครบวงจร หรือ Medical Hub (อ่านว่า เมดิคอล ฮับ) ในภูมิภาค
หากมองถึงระบบนิเวศของไทยในอุตสาหกรรมทางการแพทย์นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จากศักยภาพที่ประเทศมี ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไทยยังต้องนำเข้า ซึ่งหากเครื่องมือเหล่านี้สามารถผลิตในไทยได้เอง โอกาสที่ไทยจะกลายเป็น Medical Hubในภูมิภาคก็ไม่ไกลเกินจริง
เมื่อพูดถึงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ SEZ ซึ่งครอบคลุม
บีโอไอมีประเภทให้การส่งเสริมการลงทุนกว่า 400 ประเภทกิจการ และสำหรับการส่งเสริมในพื้นที่ SEZ บีโอไอมีประเภทกิจการให้การส่งเสริมที่พิเศษอีก 5 กิจการ เช่น กิจการผลิตวัสดุก่อสร้างและกิจการผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงสำหรับงานสาธารณูปโภค กิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งสำหรับประทินร่างกาย เช่น สบู่
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ใช่คนพื้นที่ใน 10 จังหวัด ก็สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมฯ ในมาตรการนี้ได้เช่นกัน โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่ได้กล่าวมา จะลงทุนด้วยตัวเองทั้งสิ้นหรือชวนนักลงทุนต่างชาติมาร่วมทุนด้วยก็สามารถทำได้นะคะ
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคิดว่าการเล่นเกมที่คนส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องไร้สาระนั้น จะสามารถเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างอาชีพได้อย่างทุกวันนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมเกมเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการออกแบบเกมที่สามารถเข้าถึงทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ รายงานจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA (ดีป้า) ระบุว่า ปี 2563 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยขยายตัวสูงขึ้น
มีปัจจัยที่ดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจเล่นเกมมีอยู่มากมาย และนักพัฒนาเกมตระหนักถึงความท้าทายนี้เป็นอย่างดี ว่าจะต้องพัฒนาเกมที่มอบประสบการณ์การเล่นที่สนุก น่าตื่นเต้น และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เล่น โดยจุดนี้เองที่เป็นช่องทางการสร้างรายได้อันมหาศาลให้แก่บริษัทพัฒนาเกม
นอกจากนี้ เกมมีหลากหลายประเภทและหลายแพลตฟอร์ม ยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีไอเดียที่สร้างสรรค์สามารถสร้างผลงานที่น่าจดจำให้แก่ผู้เล่น และสำหรับคอเกม จะทราบดีว่าเกมไทยที่ดังในระดับโลกมีอยู่ไม่น้อย
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเกมไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น เช่น การกีฬาแห่งประเทศไทยประกาศรับรองให้อีสปอร์ตเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬา และการให้การสนับสนุนสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทยในการพัฒนาศักยภาพนักพัฒนาเกมไทย นอกจากนี้ บีโอไอ ในฐานะหน่วยงานให้การส่งเสริมการลงทุน ได้ให้
วิกฤตโรคระบาดก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวาง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่จำเป็นจะต้องหาวิธีป้องกันและรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งด้านการพัฒนาวัคซีนและการทดลองยาที่จะสามารถลดความรุนแรงของเชื้อลงได้
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายของพืชพันธุ์ ประกอบกับภูมิปัญญาด้านสมุนไพรไทย ทำให้มีการนิยมนำสมุนไพรมาใช้ในการบรรเทาอาการป่วย อย่างที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันมีการนำฟ้าทะลายโจรและกระชายขาวมาช่วยบรรเทาอาการของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก็มีการพบว่ามีการนำสมุนไพรดังกล่าวในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดผลข้างเคียงไปหลายราย
เพื่อให้คนไทยมีความมั่นคงด้านสุขภาพพร้อมรับมือกับไวรัสโควิด-19และโรคอื่น ๆ ที่จะอุบัติขึ้นในอนาคต บีโอไอได้ให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตยา ทั้งยาแผนโบราณ และยาแผนปัจจุบัน รวมถึงยาตามบัญชีมุ่งเป้าที่ประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุข
สำหรับวันนี้จะเห็นได้ว่าการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในการผลิตยามีสูงมาก ซึ่งบีโอไอพร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนกับผู้ประกอบการทุกราย ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. แล้ว และได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (อ่านว่า จีเอ็มพี) ตามแนวทาง PIC/S โดยผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการ นอกจากนี้ หากเป็นการพัฒนาวิจัยสูตรใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์ยาก็สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนได้ในกิจการวิจัยและพัฒนา
เชื่อว่าท่านผู้ฟังน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาลนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ โดย BCG ประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน โดย B คือ เศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy (C หมายถึง เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy (อ่านว่า เซอร์คูล่า อีโคโนมี ) และ G เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ซึ่งทั้ง 3 ด้านนี้จะช่วยนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน
ทั้งนี้ บีโอไอมีประเภทกิจการที่เปิดให้การส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้านตามที่ได้กล่าวมากว่า 50 ประเภทกิจการ สำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ถือเป็นหนึ่งในประเภทกิจการที่ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมฯ สามารถขอรับการส่งเสริมเพิ่มเติมจากโครงการเดิม เพื่อให้เกิดการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความคุ้มค่าที่เกิดจากกระบวนการผลิตภายใต้กิจการต่าง ๆ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษวัสดุธรรมชาติ เช่น กิจการผลิตเชื้อเพลิงจากเศษวัสดุ หรือขยะ หรือของเสียที่ได้จากผลผลิตทางการเกษตร กิจการบำบัด หรือกำจัดของเสีย และกิจการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ซึ่งกิจการที่บีโอไอให้การส่งเสริมเหล่านี้ จะช่วยลดปริมาณของเสียให้น้อยลงหรือเท่ากับศูนย์
โดยผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการ
Food Tech หรือเทคโนโลยีอาหารได้พัฒนาสู่การผลิตเป็นอาหารแห่งอนาคต ซึ่งปัจจุบันนี้อาหารแห่งอนาคตก็ได้รับการยอมรับและเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รักสุขภาพ ทั้งนี้ อาหารแห่งอนาคตไม่ได้มีเพียงประโยชน์สำหรับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ทำร้ายสัตว์อีกด้วย
อาหารแห่งอนาคตที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันจะมี 4 ประเภท คือ 1) อาหารอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี เช่น เนื้อสุกรที่เลี้ยงด้วยวีถีธรรมชาติ หรือนมพาสเจอร์ไรซ์ออร์แกนิก 2) อาหารเสริมสุขภาพหรืออาหารฟังก์ชั่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำหน้าที่ให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยจะเป็นอาหารที่เติมสารอาหารเข้าไป เช่น ซุปไก่สกัด ไข่ไก่ที่เพิ่มโอเมก้า 3
อย่างไรก็ตาม อาหารแห่งอนาคตยังสามารวิจัยและพัฒนาได้อีกมาก ซึ่งบีโอไอพร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างทางเลือกใหม่ๆ ของอาหารแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภค ภายใต้ประเภทกิจการวิจัยและพัฒนา กิจการอาหารทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และกิจการผลิตและถนอมอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร หรือสิ่งปรุงแต่งอาหารโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ด้วย โดยรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็นเวลา 8 ปี และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรสำหรับใช้ในการผลิต อุหรือเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือที่เรียกกันว่า SEZ ซึ่งครอบคลุม
ปัจจุบันการเดินทางสู่จังหวัดตากสามารถเดินทางได้ทั้งรถและเครื่องบิน จุดเด่นของตาก คือ การเป็นเป็นประตูการค้าไทย – เมียนมา ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญของเมียนมาผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเมย ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าคล่องตัวเหมาะกับกิจการที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากเมียนมา เพื่อนำมาผลิตสินค้าในไทย เช่น กิจการอุตสาหกรรมเกษตร สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงกิจการที่ต้องการขยายตลาดส่งออกไปเมียนมา เช่น กิจการวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้า และกิจการโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ตากยังเหมาะกับกิจการที่ต้องการใช้แรงงานเข้มข้นด้วย เนื่องจากค่าแรงในไทยสูงกว่าเมียนมาและแรงงานทำงานแบบไปกลับได้ สำหรับผู้ที่ลงทุนในกิจการเป้าหมายที่บีโอไอกำหนด และอยู่ใน 14 ตำบลใน 3 อำเภอ ได้แก่ แม่สอด อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในมาตรการ SEZ ได้ โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี และบางประเภทกิจการจะได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เพิ่มอีก 5 ปี และพิเศษมากๆ สำหรับการลงทุนในพื้นที่ SEZ เพราะจะได้รับการหักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้าและค่าประปา 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นเวลา 10 ปี
From the publisher's feed