เพลง Itna Na Mujh Se Tu Pyar Badha
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Chhaya (เงา) ฉายในปี ค.ศ. 1961 ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยหฤษีเกศ มุเขอร์จี (Hrishikesh Mukherjee) ดารานำคือสุนีล ทัตต์ (Sunil Dutt) อาศา ปาเรข (Asha Parekh) และนิรูปา รอย (Nirupa Roy) เพลงนี้ขับร้องโดยฏอลอาต มะห์มูด (Talat Mahmood)
.
อำนาจเปลี่ยนมือ บทบาทของบริเตนที่เปลี่ยนไป
เมื่อควีนเอลิซาเบธที่ 2 ประสูติในปี ค.ศ. 1926 เวลานั้นพระอัยกา (ปู่) คือพระเจ้าจอร์จที่ 5 ยังเป็นกษัตริย์อยู่ในเวลานั้นด้วยอินเดียยังคงเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ ในปี ค.ศ. 1952 คือ 5 ปีหลังจากอินเดียได้รับเอกราช ควีนเอลิซาเบธที่ 2 จึงจะขึ้นครองราชย์
บริเตนในขณะนั้นแม้จะมีอำนาจน้อยกว่าในยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิโดยเฉพาะในรัชสมัยของควีนวิคตอเรีย ทว่าบริเตนก็ยังเป็นมหาอำนาจโลกที่สำคัญอยู่
สำหรับนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มองว่า บทบาทของบริเตนถดถอยอย่างเห็นได้ชัดในช่วง ค.ศ. 1954 – 1956 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์คลองสุเอซ กล่าวอย่างรวบรัดคือ สหรัฐอเมริกาทะยานขึ้นมามีบทบาทมหาอำนาจโลกอย่างโดดเด่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เราชวนให้ขบคิดไปกับเราก่อนคือ บริบทในสมัยนั้นคือพระเจ้าจอร์จที่ 6 (พระชนกของของควีนเอลิซาเบธที่ 2) ทรงเริ่มเห็นแล้วว่า อำนาจโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว บริเตนไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบเดิมอีกต่อไป ส่วนสำหรับควีนเอลิซาเบธที่ 2 ก็คือ อำนาจของบริเตนในเวทีโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง และท่านจะเป็นพระราชินีองค์แรกที่จะเยือนอินเดียในฐานะประเทศที่กำหนดชะตากรรมด้วยตนเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น “Jewel in the Crown” (อัญมณีในมงกุฎ)
การเสด็จเยือนอินเดียของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ต้องทำอย่างระมัดระวัง
แน่นอนว่าการเสด็จเยือนอินเดียของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ต้องทำอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะอาณานิคมเต็มไปด้วยความขมขื่น เช่น
1. การสังหารหมู่ที่สวนญัลเลียนวาลา บาฆ (Jallianwala Bagh) หรือ สังหารหมู่แห่งอมฤตสระ (Massacre of Amritsar) ในปี ค.ศ. 1919
2. การปล้นของมีค่าไปจากอินเดีย
3. การกระทำที่เข้าข่าย “แบ่งแยกและปกครอง” ซึ่งชาวอินเดียหลายคนมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้อนุทวีปอินเดียต้องแบ่งแยกด้วยการนองเลือดเป็นอินเดียและปากีสถาน
.
ท้ายสุดนี้ก็ขอกล่าวตามประเพณีที่ทำกันมา The Queen is dead. Long Live the King. “ราชินีสวรรคตแล้ว ขอพระราชาแกล้ว สถิตยั้งยืนยง”
________________
รายการปกิณกะอินเดีย
สุรัตน์ โหราชัยกุล และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย