
Sign up to save your podcasts
Or


แต่ก่อนอื่นอยากขอย้ำนิดนึงว่า Black Swans ที่ Nassim Taleb ให้นิยามนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนะครับ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งผลกระทบด้านบวกและผลกระทบด้านลบ
ที่จริงแล้ว Black Swans ที่ Taleb พูดถึงนั้น เขาแจกแจงองค์ประกอบเหตุการณ์ที่เข้าข่าย Black Swans เพื่อให้เข้าใจชัดเจนมากขึ้นดังนี้
1) เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์โดยปกติ หรือ ไม่มีข้อมูลในอดีตใดๆ ที่จะบ่งชี้ไปสู่การเกิดขึ้นได้เลย หรือในความคิดของเรานั้น ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย เพราะไม่รู้
2) เหตุการณ์นั้นนำมาซึ่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นด้านลบก็สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีอย่างมาก แต่ก็บางคนก็อาจจะได้รับผลกระทบ
3) เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว เราจะสามารถกลับไปวิเคราะห์พิจารณาเพื่อหาคำอธิบายของการเกิดเหตุการณ์นั้นได้
การที่ Taleb ให้คำนิยามที่รวมไปถึงข้อ 3 นั้น คงอยากจะเน้นว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ Black Swans เราไม่รู้ แต่เมื่อเกิดแล้ว เรารู้อย่างไม่แปลกใจ เพราะสามารถอธิบายได้
คุ้น ๆ ไหมครับ เหมือนสิ่งที่เราเคยคุยให้ฟังใน EP ก่อนเรื่อง Unknown Unknown ที่ Donald Rumsfeld พูดถึงความเสี่ยงที่เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร
คำว่า Black Swan ถูกนิยามขึ้นใช้กับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดย Nassim Nicholas Taleb ย้ำนะครับว่า “ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว”
Nassim Taleb เขียนในหนังสือชื่อ The Black Swan: The impact of the highly improbable เป็นหนังมือที่ออกในปี 2007 หรือ 14 ปีที่ผ่านมาก
ในหนังสือบอกไว้ประมาณว่า ทุกคนเชื่อว่า All swans are white หรือ หงส์ทุกตัวเป็นสีขาว ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในจิตใจที่จะตั้งคำถามว่า “เอ.... จะมีหงส์สีอื่นบ้างหรือไม่” เมื่อในมีคำถามแบบนี้ในความนึกคิด เมื่อพูดถึงหงส์ ภาพหงส์สีขาวก็จะลอยมาในใจทันที
“หงส์ดำ” ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดว่ามันมีอยู่ หรือเข้าใจว่า “หงส์” ทุกตัวเป็นสีขาว จนกระทั่งในปี 1697 ที่ Willem de Vlamingh นักสำรวจชาวดัตช์ได้พบหงส์ดำในเขตออสเตรเลียตะวันตก
หลังจากนั้น คนที่ได้ทราบเรื่องนี้ ก็รู้แล้ว่า โลกนี้มีหงส์สีดำอยู่ด้วย ไม่ได้มีแต่หงส์สีขาว
หลายท่านคงเคยได้ยินคำเปรียบเทียบว่า Perfect Storm หรือพายุที่สมบูรณ์แบบ
มีการเปรียบเทียบ คนหรือองค์กร ที่เจอปัญหาที่ส่งผลกระทบใหญ่โตมากจนอาจจะทำให้ คนหรือองค์กรนั้นประสบความยากลำบากอย่างมาก
Perfect Storm เป็นคำศัพท์ที่ใช้อย่างแพร่หลายหลังจากการออกหนังสือเรื่อง “Perfect Storm” ของ Sebastian Junger ในปี 1997 หนังสือกึ่งนิยาย based on trues Trory เล่าเรื่องเรือชาวประมงที่อับปางท่ามกลางมหาพายุที่ใหญ่ที่สุดในแถบแอตแลนติกเหนือ
คำว่า Perfect Storm แพร่หลายใช้กันมากขึ้นไปอีกเมื่อมีหนังชื่อเดียวกัน สร้างจากหนังสือเล่มนี้ออกฉายในปี 2000
EP นี้เราจะมาดู Risk Eventและ Uncertainty Event ว่า เราจะมีมุมมองในการพิจารณาโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างไร
อย่างที่กล่าวไว้ว่า Risk Event คือเหตุการณ์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หรือ ไม่เกิดขึ้น มี 2 เหตุการณ์ เราจะประเมินโอกาสในลักษณะที่เรียกว่า ความน่าจะเป็น หรือ Probability นั่นคือ โอกาสกี่เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิด Risk Event นี้ โอกาสที่เหลือก็คือ โอกาสที่จะไม่เกิด Risk Event นี้นั่นเอง เช่น Risk Event คือ รถยนต์เกิดอุบัติเหตุในรอบหนึ่งปี มีโอกาส 5% ที่เหลือ 95% คือไม่เกิดอุบัติเหตุ
ส่วน Uncertainty Event ที่บอกถึงผลกระทบว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง โดยสมมติว่าเกิด Risk Event นั้น หลักสถิติที่นำมาใช้ มี 2 รูปแบบคือ มองแบบเหตุการณ์ที่สามารถระบุได้ชัดเจนและประเมิน ความน่าจะเป็น หรือ Probability เหมือนกับการพิจารณา Risk Event เพื่อให้เห็นภาพรวมว่า ความเสี่ยง นี้มี Likelihood หรือ โอกาสในระดับใด
แต่ Uncertainty Event ในบางกรณี สามารถสร้างการกระจายตัวของผลกระทบได้ โดยอาศัยข้อมูลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต หรือ การจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าจะเกิดผลกระทบอะไรได้บ้าง
มีคำอีก 2 คำ มาแนะนำต่อ เพื่อให้เห็นถึงลักษณะเหตุการณ์ที่แตกต่างกันไป
2 คำที่ว่าคือ Risk กับ Uncertainty
ที่จริงแล้ว 2 คำนี้ เราก็ใช้พูดใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน บางบทสนทนา ก็ใช้ทดแทนกัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ แต่ถ้าเอามาดูกันจริง ๆ 2 คำนี้จะบอกถึงเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน และนำไปสู่การพิจารณาว่า อะไรคือความเสี่ยง และยังนำไปสู่ การบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะแตกต่างกันด้วย
ในมุมมองของ Low Risk High Return Podcast จะมองว่าแตกต่างกันอย่างไร
ไปฟังกันเลยครับ
อย่างที่เราทราบกัน การประเมินความเสี่ยง เราจะประเมินกันใน 2 มิติ
มิติแรก คือ โอกาสที่ความเสี่ยงนั้นจะกลายเป็นปัญหา หรือ Likelihood
มิติที่สอง คือ ผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ Impact
ในการมองความเสี่ยงทั้งสองมิติ จะมีคำ 2 คำที่น่าสนใจที่ทำให้หลายคนมองเหตุการณ์เดียวกัน แต่ให้ความสำคัญของเหตุการณ์แตกต่างกัน คือ คำว่า
มันเป็นไปได้นะ หรือ possible กับ มันน่าจะเกิดขึ้นนะ หรือ probable
ในภาษาพูดทั่วไป เรามักจะใช้คำ 2 คำนี้ในความหมายที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่จริงแล้วต่างกัน ต่างกันมากด้วย และสอดคล้องกับจิตวิทยาในการตัดสินใจ
EP นี้เรามาดูคำถามที่ว่า แล้วอะไรล่ะคือความเสี่ยง
คำถามแบบนี้ คืออยากจะรู้ว่า ตัวเรา หรือ หน่วยงานที่เราทำงานอยู่ มีความเสี่ยงอะไรบ้าง ที่จริงแล้ว คำถามลักษณะนี้ คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการบริหารความเสี่ยง นั่นคือ การระบุหรือค้นหาความเสี่ยงหรือ Risk Identification
แต่ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในโลกนี้มีความเสี่ยงอยู่แค่ 2 อย่าง คือ
1) ความเสี่ยงที่เรารู้ หรือ known risks
2) ความเสี่ยงที่เราไม่รู้ หรือ unknown risks
ถ้าใครฟังถึงตรงนี้แล้วเห็นหน้าผม อย่าเพิ่งเอาอะไรมาขว้างผมนะครับ การแบ่งประเภทความเสี่ยงแบบกวน ๆ แบบนี้ มีนัยยะที่สำคัญกับวิธีคิดอยู่ไม่น้อยครับ
เมื่อมีการนำเอาแนวคิด การบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management มาใช้ การเข้าใจคำจำกัดความของคำว่า Risk หรือ ความเสี่ยง ให้ชัดเจน ก็จะทำให้เราสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ ความเสี่ยงมันถูกตีกรอบให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าความหมายทั่วไปในพจนานุกรม
ไปดูกันว่า คำจำกัดความของคำว่า ความเสี่ยง ตามมาตรฐานของ 2 เจ้าสำนักใหญ่ เขากำหนดว่าอย่างไร
คราวที่แล้ว เราพูดถึงความเสี่ยงในความเข้าใจของตัวมันจริงๆ โดยยกไปเปรียบเทียบกับ ปัญหา ที่ดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกัน โดยมีเส้นแบ่งแยกคือ เส้นแห่งกาลเวลา
ถ้าจะพูดให้งงเล่น ก็จะพูดได้ว่า "ปัญหาคืออนาคตของความเสี่ยง" หรือ "ความเสี่ยงคืออดีตของปัญหา"
ถ้าไปเปิดพจนานุกรมดูคำจำกัดความของคำว่าความเสี่ยง ในบริบทของความหมายทั่วไป คำว่า “ความเสี่ยง” หรือ “Risk” นั้น จะมีความหมายอย่างไรกันบ้าง ไปฟังกันเลยครับ
ความเสี่ยงคือ เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยสมมติว่า ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากใคร จะเป็นตัวเรา คนอื่น สัตว์ สิ่งของที่มีตัวตน หรือเกิดจากสิ่งที่ไร้ตัวตน เกิดจากการจงใจทำให้เกิดขึ้น เกิดจากความพลั้งเผลอ เกิดจากความบังเอิญ เกิดจากธรรมชาติ หรือไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ตัวเราได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น เสียเงินเสียทอง บาดเจ็บ ดำรงอยู่ด้วยความยากลำบาก เสียชื่อเสียง หรือ ทำให้ตัวเราต้องไปรับผิดชอบเพราะทำให้คนอื่นเสียเงินเสียทอง ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต เสียชื่อเสียง ทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพสินเสียหาย และอีกมากมายแห่งผลกระทบ
ความเสี่ยง มีความหมายเกือบจะเหมือนกับคำว่า ปัญหา เลย ต่างกันตรงที่ มีคำว่า “ถ้า” อยู่ข้างหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งแปลว่า ความเสี่ยงเป็น เรื่องอนาคต เพียงแต่ว่า อนาคตนั้นจะเกิดขึ้นจริง หรือ ไม่เกิดขึ้นจริง แค่นั้นเอง
From the publisher's feed