
Sign up to save your podcasts
Or


วันนี้จะมาแนะนำอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เราทำ IF ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ
มีงานวิจัยมากมายที่พูดเกี่ยวกับ IF หรือ Intermittent Fasting นะครับ หรือการอดอาหารเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งนั่นเอง ต้องออกตัวไว้นะครับว่า “การอดอาหาร” ไม่ใช่การขาดสารอาหารนะครับ แต่เรามีการกำหนดช่วงระยะเวลาของการเกินเท่านั้น มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนการทำ IF และให้ผลลัพท์งานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ว่าการทำ IF นั้นมีประโยชน์จริงๆ แต่ในวันนี้ผมไม่ได้จะมาพูดถึงว่า IF คืออะไรหรอกแต่จะมาพูดถึงตัวช่วยในการทำ IF ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและสิ่งนั้นก็คือ Application ที่ชื่อว่า Fastic
Fastic เขาเคลมตัวเองว่า “You partner for everyday well-being Find your joy of Life through a healthy lifestyle” เอาง่ายๆก็คือ Fastic เป็น App ที่ช่วยให้เราทำ IF ได้ดีมากยิ่งขึ้น ดีขึ้นยังไงก็ต้องมาลองดูว่า Application นี้ทำอะไรได้บ้างเนอะ
1. App Customize IF Plan ที่เข้ากับตัวเราครับ โดยเริ่มต้นจากการถาม Questionnaire เพื่อที่จะทำไปสู่ IF Plan ครับ
2. มันช่วยจับเวลาการทำ IF ของเรา หนึ่งในปัญหาที่ผมพบคือ You Can't Manage what you cannot measure เนอะ เราไม่ชัดเจนว่าเวลาที่เรากินมื้อแรกและมื้อสุดท้ายของวันเราจบตอนไหนและเราควรเริ่มกินครั้งถัดไปตอนไหน แอพตัวเป็นตัวช่วยมันช่วย Countdown ให้เลยว่าเริ่ม Fasting ตอนไหนและจะจบ Fasting ตอนไหน
3.มันช่วย Keep Track ให้เราด้วยว่า Fasting History ของเราเป็นอย่างไร คล้ายๆแบบ App ออกกำลังกายที่มี Historical Performance ให้แบบนั้นแหละ
4. เขามีแผนการพัฒนา Health Habit ให้เราเลือกด้วยซึ่งสามารถทำตามได้ที่เขาแนะนำเลยแบบ IF เท่าไหร่ Meal Design เป็นยังไงควรกินอะไร ออกกำลังกายกี่นาทีและยังมี Feature ที่ปรับนิสัยเราเพื่อให้นอนหลับได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วยและยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน
5. เขามี Academy ที่ช่วยสอนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพให้กับเราเป็นคลิปและบทความที่เราสามารถเข้าไปดูได้ซึ่งดีมากๆเลย
6. เป็น Network ของการทำ IF เราสามารถ Create Family เพื่อแชร์เรื่องราว IF ด้วยกันและเป็นแรงพลักดันซึ่งจะช่วยให้เราทำ IF ได้สำเร็จมากยิ่งขึ้น
ก็สำหรับใครที่ทำ IF อยู่แล้วอยากลองตัวช่วยอะไรใหม่ๆผมก็แนะนำให้เพื่อนไปลองโหลดมาใช้ดูได้ครับมีทั้งแบบ Free และแบบเสียตังก็ลองดูกันได้และก็หวังว่าเพื่อนๆจะชอบนะครับสำหรับสิ่งที่ผมมานำเสนอ ก็ขอขอบคุณที่ติดตาม พบกันในครั้งถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับ ขอบคุณครับ
Native Thinker วันนี้จะมาแนะนำอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตของเรา Productive
อาจารย์นพดลเคยพูดไว้ว่า “You can't manage, what you cannot measure” มันแปลว่า “เราไม่สามารถที่จะควบคุมสิ่งใดได้ถ้าเราตรวจวัดมันไม่ได้”
ปัญหาของคนเราส่วนใหญ่ที่มักจะพบเจอเวลาเราตั้งเป้าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วเราทำมันไม่สำเร็จและล้มเลิก หลักๆก็เพราะว่า
ซึ่ง ณ จุดๆนี้การตั้งเป้าหมายและการวัดผลแบบ OKRs จึงเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ที่จะเป็นตัวช่วยให้เราตั้งเป้าและบรรลุผลได้
ผมได้มีการทำ EP ที่เกี่ยวกับ OKRs ไว้หลายตอนเลยครับเพื่อนๆสามารถกลับไปย้อนฟังกันได้ แต่ใน EP นี้ผมจะมาพูดถึงตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้เรา Keep Track เป้าหมายของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้นและสามารถเอามาใช้กับ OKR ได้ 100% เลย ซึ่งๆสิ่งๆนั้นก็คือ Habit Journey ว่าง่ายๆมันคือหนังสือ Diary ที่ใช้จดบันทึกความคิดและเอาไว้ใช้บันทึกนิสัยที่เราทำในแต่ละวันนั่นแหละ
Habit Journey นี้ถูกจัดทำโดยคุณ James Clear หรือคนที่เขียนหนังสือในตำนานอย่าง Atomic Habits นั่นแหละ Habit Journey ประกอบไปด้วยหลายส่วนทั้ง สารบัญ หน้าที่เราให้บันทึกหนึ่งสิ่งต่อวัน หน้าเปล่าเอาไว้จดบันทึกความคิด ส่วนของตารางบันทึกติดตามผลของนิสัย และสุดท้ายก็คือคำแนะนำสำหรับใช้สมุดเล่มนี้
ในแต่ละส่วนนั้นมีประโยชน์ในตัวของตัวเอง สารบัญเอาไว้ช่วยให้เราจดไว้ว่าเราบันทึกความคิดไว้ในหน้าไหนจะได้เปิดดูง่ายๆ หนึ่งสิ่งต่อวันสามารถช่วยให้เราบันทึกเรื่องสำคัญๆ หน้าเปล่าเอาไว้จดความคิด ตารางบันทึกติดตามนิสัยที่เป็นตารางเอาไว้ให้เรา Check ว่า Task ที่เราทำในแต่ละวันนั้นบรรลุหรือล้มเหลว
ต้องบอกว่า Habit Journey นี้ตอบโจทย์ชีวิตผมมากและเป็นสมุดที่ผมพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาเลยละ ตั้งแต่เขียน Diary มาสี่ปีลองสมุดมาก็หลากหลายแบบทั้ง Physical และ Electronic ผมพบว่า Habit Journey นี้ตอบโจทย์ที่สุดครับเพราะทุกส่วนของ Habit Journey สามารถเอามาใช้บันทึกชีวิตและกิจกรรมเราได้หมดเลย
ส่วนที่ผมชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ ตาราง บันทึกนิสัยครับเพราะมันตรงไปตรงมา Simple และตรงจุดมาก เราบันทึกกิจกรรมหรือ Atomic Habit ที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะทำในแต่ละวันแล้วก็ตรวจสอบผลของกิจกรรมนั้นในทุกๆวันโดยการ Check Pass หรือ Fail และท้ายตารางก็ยังมี Column ให้เราสรุปคะแนนด้วยว่าเราทำไปสำเร็จหรือล้มเหลวกี่ครั้งในแต่ละเดือน ต้องบอกว่าผลของการบันทึกนิสัยนี้ก็สามารถเอาไปตรวจวัดกับ OKRs ได้เลยแบบตรงๆซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายมาก
ผมขอลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับว่าใน Checklist ที่ผมมีในตารางบันทึกนิสัยมีอะไรบ้าง
จะเห็นได้ว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นนิสัยหรือกิจกรรมที่ผมต้องทำในแต่ละวันและถ้าทำสำเร็จก็จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นซึ่งก็ Align เป้าหมายระยะยาวเราก็คือ OKRs เรานั่นแหละ
เป็นยังไงบ้างครับ ก็หวังว่าสิ่งที่เอามาแนะนำในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อยนะครับและถ้าใครสนใจอยากได้ Habit Journey ก็สามารถไปซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำเลย ส่วนตัวผมซื้อมาดองไว้หลายเล่มมากเพราะกลัวเขาเลิกผลิตเพราะเฉลี่ยแล้วเล่มหนึ่งเขา Design มาให้จดได้หนึ่งปีดั้งนั้นก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆสำหรับการมีไว้ครอบครองครับ
สำหรับใครที่ลองซื้อและเอามาใช้แล้วพบว่ามีประโยชน์ก็ IB มา Feedback ได้นะครับยินดีมากๆ
ก็ขอขอบคุณที่ติดตาม พบกันในครั้งถัดไป ขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาแชร์เทคนิคการเติมพลังที่จะช่วยให้เราสามารถมีชีวิตที่ Productive และ Effective ขึ้นได้ครับ เชิญรับฟังครับ
Road to Harvard University ผมจะมา Reflect ชีวิตการผจญภัยการเรียน MSc. Computer Science และหนทางเพื่อนำไปสู่ PhD Harvard University ครับ เชิญรับฟัง
Native Thinker EP นี้ผมจะมาเฉลิมฉลองความสำเร็จของตัวด้วยที่วิ่งได้ติดต่อกัน 1 ชั่วโมงครั้งแรกในชีวิตครับโดยการบอกเล่าเรื่องราวว่าทำไมผมถึงเริ่มวิ่งครับ เชิญรับฟัง :)
Native Thinker EP นี้สิ่งที่จะนำมาแชร์วันนี้เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่ในทุกๆวันเวลาเจอกับอะไรที่ยากๆครับ
ผมเชื่อว่าในชีวิตคนเรานั้นย่อมเผชิญกับความยากลำบากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ชีวิตคู่ ปัญหาที่เราต้องแก้หรืออะไรก็ตามและในทุกๆครั้งที่ผมเชิญหน้ากับปัญหาอะไรยากๆโดยเฉพาะอย่างการเรียนและการทำงาน ผมมักจะบอกตัวเองด้วยคำพูดคำหนึ่งเสมอว่า “มันไม่ได้ยากแค่เรายังไม่ชิน”
มันเป็นประโยคที่ Simple แต่โคตรจริงเลยครับ ปัญหาหรืออุปสรรค์ใดๆที่เราพบเจอมันยากแหละ แต่พอเราเข้าใจมันเราผ่านมันไปได้ เราจะกลับมามันเราก็จะมองว่าอ่อมันแค่นี้เองเหรอเนี่ย พอเรากลับมาเจอมันใหม่เราก็มีชุดความคิดในการแก้ปัญหานั้นให้ผ่านไปโดยใช้พละกำลังที่น้อยลงดังนั้นจงอดทนผ่าฝันอุปสรรค์เหล่านั้นไปให้ได้ด้วยแรงกำลังที่มีครับ
ผมขอเล่าย้อนหน่อยว่าผมได้คตินี้มาอย่างไรนะครับตอนที่ผมเป็นเด็กน้อยประมาณ 8 ปีที่แล้วตอนผมเรียน ป โทใบแรกซึ่งก็คือ MSc.Finance ผมได้มีโอกาสเรียนวิชาหนึ่งซึ่งก็คือ Financial Theory เป็นวิชา Fundamental ที่ดีมากๆวิชาหนึ่งเลยที่ผมเรียนในชีวิตเลยแต่สำหรับผมตอนนั้นมันคือโคตรยาก ยากมากๆที่จะเข้าใจมันครับ และอาจารย์ที่สอนวิชานี้ก็คืออาจารย์หนึ่งในสามที่ผมนับถือมากที่สุดในชีวิตเลยครับ และเป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดที่ผมเคยเรียนด้วยเลย พออาจารย์เขาสอนไปมันมี Moment หนึ่งแหละที่คนในห้องเริ่มออกอาการว่าแบบไม่ไหว ยากที่จะเข้าใจ 555 อาจารย์เขาเลยเล่าเรื่องให้ฟังว่าตอนเขาไปเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศในมหาวิทยาลัยระดับโลกเขาก็มี Moment แบบนี้เหมือนกันและสิ่งที่อาจารย์ของอาจารย์เขาก็บอกกับอาจรย์ผมว่า “มันไม่ได้ยากหรอกแค่เรายังไม่ชิน” และคำพูดนี้อาจารย์ก็ได้ส่งต่อมันให้กับลูกศิทย์ของอาจารย์ที่มาสอนเช่นกัน
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรแต่พอเวลาผ่านไปคำพูดนี้มันก้องอยู่ในหัวผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเลยครับผมก็ใช้มันมาตลอดเลยแต่ผมก็ใช้มันกับชีวิตเสมอมาเวลาผมเจออะไรที่ยากๆในชีวิตครับ ซคางปัจจุบันนี้ก็ใช้อยู่ในทุกๆวันนะครับเพราะ ป โท CS คือโคตรยากกกกกกดังนั้นผมลาที่คุณเจอกับอุปสรรค์หรืออะไรยากๆในชีวิตนะครับจงบอกกับตัวเองว่า “มันไม่ได้ยากแค่เรายังไม่ชิน” ครับ
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์มากๆนะครับที่สั่งสอนบทเรียนที่ล้ำค่านี้กับผมมาทั้งเรื่องของความรู้ทางด้านการเงิน การใช้ชีวิตและคติประจำใจก็ต้องขอขอบคุณมากจริงๆก็ขอขอบคุณที่คิดตามและพบกันในครั้งถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับ
Native Thinker นี้ผมจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการมุ่งสู้ความเป็นเลิศด้วยกฏ 10,000 ชั่วโมงครับ
เมื่อวานผ่านไปเจอคลิปหนึ่งที่ชื่อว่า Guitar Progress | What if a Beginner Learns to Play Guitar for 10,000 Hours
เป็นคนญี่ปุ่นคนหนึ่งหัดเล่นกีต้าร์โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะหัดเล่นมัน 10,000 ชั่วโมงและเขาก็บันทึกมันไว้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกทีเขาหัดมันและก็ถ่าย Progress เรื่อยๆพอผ่านไป 100, 200, 300, 1,000 มันสร้างความมหัศจรรย์มากๆเลย ก็เลยเกิดได้ไอเดียที่อยากจะมาแชร์เรื่องกฏ 10,000 ชั่วโมงให้กับเพื่อนๆฟังเผื่อคนที่ไม่รู้จะได้เข้าใจและนำไปใช้
คราวนี้เรามาดูว่ากฏ 10,000 ชั่วโมงคืออะไร มัล คอล์ม แกลดเสลล์ เคยกล่าวไว้ว่า ““เราทุกคนสามารถที่จะมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งได้ หากเราใช้เวลากับมันอย่างต่ำ 10,000 ชั่วโมง” นั่นแปลว่าคุณสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ในทุกศาสตร์ถ้าอยู่กับมันนานพอ ไม่ว่าจะเป็นการเงิน กีฬา การลงทุน ดนตรีหรือไม่จะศาสตร์ใดก็ตาม คราวนี้เรามาดูว่า 10,000 ชั่วโมงนั้นนานแค่ไหน
การที่เราจะทำกฏ 10,000 ชั่วโมงได้สำเร็จนั้นผมอยากจะมาแชร์ทริกเล็กๆน้อยๆครับเผื่อที่จะทำให้เราทำมันให้ได้สำเร็จครับ
1. มีเป้าหมายชัดเจน
2 เริ่มทำมัน
3. มีวินัย
4. จงเฉลิมฉลองให้กับความสำเร็จเล็กๆ
5. Build - Measure - Lean
ในชีวิตผมเจอคนที่เป็นเลิศในวิชาชีพต่างๆที่ใช้กฏหมื่นชั่วโมงมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ครั้งที่ผมประทับใจเพิ่งเกิดขึ้นในที่ทำงานก่อนหน้า มันเกิดเหตุการณ์ที่ช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์ LUNA ตกมา 99% แล้วผมก็ไปคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าจังหวะนี้เป็นจังหวะที่น่าซื้อที่สุดแล้ว ด้วยเหตุผล 1 2 3 ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรก็โอเคซื้อๆตามกันไปสรุปสุดท้ายการซื้อครั้งนั้นให้ผลตอบแทน 15 เท่าครับ ผลตอบแทนมันไม่ได้สำคัญหรอกครับสำหรับผมเพราะว่าลงเงินไปน้อยแต่สิ่งสำคัญสำหรับผมก็คือสงสัยว่าพี่เขารู้ได้ยังไงว่ามันใช่จังหวะนี้ที่เราควาจะไปซื้อ ผมก็เลยเดินไปตามพี่เขาตรงๆเลยว่า ผมถามพี่จริงๆเถอะพี่รู้ได้ยังไง
… คำตอบของพี่เขาที่ตอบกลับมานั้นมีค่าแล้วเปลี่ยนชีวิตผมไปมากๆเลยครับโดยคำตอบของพี่เขาก็คือ พี่อยู่กับช่วงเวลาแห่งความกว่าของตลาดมามากกว่า 10,000 ชั่วโมง แค่นี้ละครับเนตรที่ 3 ถูกเบิกเลย การที่เราเป็นเลิศในการเข้าใจสิ่งต่างๆเราต้องอยู่กับมันนานพอและนี่แหละคือผลตอบแทนของการอยู่กับมันนานกว่า 10,000 ชั่วโมงผลตอบแทนมหาศาล การเข้าใจอารมณ์ของตลาดอย่างหาที่สุดไม่ได้ ซึ่งถ้าเราอยากจะเป็นเลิศในสิ่งใดจงอยู่กับมันให้ได้มากกว่า 10,000 ชั่วโมงครับ
ขอบคุณที่ติดตาม แล้วพบกันในครั้งถัดไป และขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาบอกเล่าวิธีการเริ่มทำ Podcast ได้ง่ายๆด้วยตัวคุณเองครับ เชิญรับฟัง
Software
Hardware
Website Tools
Native Thinker EP นี้ผมจะมาแชร์บทเรียนที่ผมได้เรียนรู้จากความล้มเหลวกันครับ เชิญรับฟัง
Native Thinker EP นี้ผมจะนำบทเรียนเกี่ยวกับความรักที่ผมได้เรียนรู้ช่วงอายุ 30 มาบอกเล่าให้กับเพื่อนๆฟังครับเผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆไม่มากก็น้อย ปล.อันนี้เป็นบทเรียนที่ผมเรียนมาจากประสบการณ์ของตัวเองนะครับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกหรือสิ่งที่ผิดครับ มันเป็นแค่แนวคิดที่ผมตกตะกอนจากสิ่งที่ตัวเองเจอมาแค่นั้นครับ เชิญรับฟังครับ
From the publisher's feed

0 Listeners