
Sign up to save your podcasts
Or


Native Thinker EP นี้ผมจะมาแนะนำวิธีการติดจรวดความคิดพิชิตเป้าหมายด้วยการหา “ฮีโร่” เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาตัวเองที่ผมได้เรียนรู้มาครับ เชิญรับฟังครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาแชร์ 6 เคล็ดลับที่จะทำให้ช่วงเย็นของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชิญรับฟังครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาสรุปบทเรียนที่ผมได้รับจากหนังสือ Good Vibes, Good Life ครับ
1. “ให้ความสำคัญกับความคิด”
ยิ่งเราคิด Positive มี Growth Mindset และเชื่อมั่นใจตัวเราเองว่าอะไรก็เป็นไปได้ ผลลัพท์ที่ตามมาย่อมดีเสมอ คนที่คิดดีแชร์ความรู้สึกดีๆให้กับสังคมและคนรอบข้างย่อมดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัวเองตามกฏของแรงดึงดูดและแรงสั่นสะเทือน
2. “จงปรับพฤติกรรมของวิถีชีวิตที่เป็น”
คนเขียนเขาบอกว่าชีวิตเรามันก็เหมือนเป็นดั่งเมล็ดพันธ์ การเจริญเติบโตที่ดีของคนๆหนึ่งนั้นย่อมเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตการใช้ชีวิตตั้งแต่ตื่นยันนอนว่าเราใช้เวลาไปกับการทำอะไร และสภาพสังคมรอบข้างไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว ที่ทำงานหรือแฟน สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นตัวกำหนดและสนับสนุนให้เจริญเติบโตของคุณเป็นไปตามที่คุณต้องการและ คุณแค่จะต้องจริงจังกับมัน คัดเลือกมันและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะแวดล้อมที่ดีต่อชีวิตคุณ
3. “จงให้ความสำคัญกับความรู้สึกตัวเองและรักตัวเองให้มากๆ”
การรักตัวเองไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นแก่ตัวแต่เป็นการที่อยากจะพัฒนาตัวเองให้ตัวเองกลายเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ การให้ความสำคัญกับตัวเองมากๆและทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดีมากที่สุดในตลอดเวลาย่อมส่งผลกระทบเชิงบวกกับคนรอบข้างและสังคม จงให้ความสำคัญกับความรู้สึกและใส่ใจกับจิตใจของตัวเองมากๆ จิตใจด้านไหนควรพัฒนาก็ต้องพัฒนา สิ่งไหนหรือความสัมพันธ์ไหนควรจะละทิ้งก็ควรจะละทิ้ง
4. “ยอมรับตัวเอง”
จงยอมรับว่ามนุษย์เราแตกต่างกันตั้งแต่นิสัยใจคอ รากฐานของแนวคิดที่เติบโตขึ้นมา และเป้าหมายชีวิต จงยอมรับในความแตกต่างและความเป็นตัวเอง จงเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ใช่เป็นในสิ่งที่สังคมรอบข้างอยากจะให้เป็น จงเคารพตัวตนของคุณ อ่อนโยนและให้อภัยตัวเองเวลาทำอะไรผิดพลาด และจงฉลองความสำเร็จเล็กๆของตัวเองในทุกๆครั้งที่ทำสำเร็จ
5. “ทางใจ”
จงจดจ่อกับเป้าหมาย จงใช้อำนาจของจิตใจและความคิดที่เป็นบวกนำพาชีวิตของคุณ พูดให้กำลังใจตัวเองบ่อยๆ จงจดเป้าหมายของคุณให้ชัดเจน มองดูมันทุกวันว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร จงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะได้มันมา การทำ Loop แบบนี้ซ้ำๆย่อมเสริมแรงในทางบวกที่จะทำให้คุณเข้าใกล้เข้าหมายของคุณมากๆยิ่งขึ้นในทุกๆวัน
6. “ลงมือทำ”
นอกจากจะจูงใจตัวเองให้เชื่อว่าเราทำได้แล้ว ความสำเร็จใดจะไม่มีทางสำเร็จเลยถ้าเราไม่ลงมือทำ มันไม่มีคำว่าพร้อมหรอก แต่สิ่งที่เราควรจะทำก็คือ เริ่มลงมือทำเลย กำหนดหมุดหมายความสำเร็จเป็นที่ละก้าวเล็กๆ จงโอบรับความล้มเหลวและความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู้ในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นตัวเอที่ดีขึ้นและลงมือทำต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็จะบรรลุเป้าหมายที่เราฝันไว้
7. “จงโอบรับความเจ็บปวด”
ว่ากันว่าคนเรานั้นย่อมเติบโตมาจากความล้มเหลว จงกล้าที่จะทำสิ่งต่างๆ จะกล้าที่จะล้มเหลวและเรียนรู้จากความล้มเหลวเหล่านั้น อย่าโฟกัสทีเงินแต่จงโฟกัสที่เป้าหมาย ถ้าโฟกัสทีเงินเกินไปจะทำให้เป้าหมายของเราไม่ชัดเจน จงเป็นเลิศในสิ่งที่คุณทำและไปสู่จุดสูงสุดในการพัฒนาตัวเองจากการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เราเจอในแต่ละวัน
บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากการอ่านหนังสือ Good Vibes, Good Life ครับก็หวังว่าเพื่อนๆจะได้แนวคิดไปประยุกต์ใช้ในชีวิตไม่มากก็น้อยนะครับและสุดท้ายถ้าใครสนใจก็สามารถไปหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปจ้า
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าทุกๆคนที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองหวังเอาไว้กันนะครับ
ขอขอบคุณที่ติดตาม พบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
พีซ
Native Thinker ตอนนี้ก็จะนำ 10 Advices for younger generation หรือ 10 คำแนะนำกับคนรุ่นหลังจากคนรุ่นก่อนหน้นะครับโดยโดยเขาไปถามคนที่เกษียณใน Retired Resident ว่าถ้าให้สรุปเป็นคำพูดง่ายๆอยากจะแนะนำอะไรให้กับคนรุ่นหลังครับโดยผมก็ได้เอา 10 คำแนะนำที่ผมชอบมานำเสนอให้กับเพื่อนๆครับมาเริ่มกันเลย
1. Life goes better if you’re always having fun
2. Mind your own business
3. Do what you want to do, but do it the right way
4. Don’t smoke
5. Don’t get old
6. Always stay healthy and eat your oatmeal
7. Think twice before you do something
8. Get up and sell the roses
9. Life is hard, don’t give up
10. Don’t give up on today, there’s always tomorrow
ก็หวังว่าเพื่อนๆจะได้บทเรียนและนำไปปรับใช้กับชีวิตไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามครับและพบกันในครั้งถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
Native Thinker EP นี้เราก็ยังอยู่กับหนังสือ สู่จุดสูงสุดของชีวิตด้วย ปีระมิดสามสุข โดยบทนี้เป็นบทสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้วนะครับ
โดยเขาพูดถึงว่า “เงินทอง การเที่ยวเล่น การกิน” สามอย่างนี้จะเป็นนิสัยที่เปลี่ยนชีวิตคุณ โดยผมก็จะเอาบางส่วนที่ผมชอบมานำเสนอให้เพื่อนๆฟังเผื่อจะได้เอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเพื่อนๆกันได้เนอะ
เงินทอง เขาบอกว่า "การจัดการความปรารถณาในตัวคุณได้หรือไม่คือตัวตัดสินชีวิตคุณ"
เที่ยวเล่น เขาบอกว่า "การเที่ยวเล่นมีความสำคัญยิ่งบวดกับการพัฒนาตนเอง"
กิน การกินก็สามารถช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นได้ครับโดยเขาเสนอวิธีไว้ดังนี้ครับ
ก็หวังว่าทุกๆคนจะชอบเนื้อหาที่ผมเอามานำเสนอนะครับเดี๋ยวคราวหน้ามาดูว่าผมจะเอาหนังสืออะไรมาสรุปให้ฟังกันนะครับ
ขอ ขอบคุณที่คิดตามแล้วพบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับ ขอบคุณครับ
Road to Harvard University เป็นบันทึกการเดินทางของผมเพื่อที่จะได้ไปเรียน Harvard University เชิญรับฟังแล้วร่วมผจญภัยไปพร้อมกันได้เลยครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาอัพเดต Monthly OKRs ของตัวผมประจำเดือนมิถุนายน 2022 กันครับ
มีรายละเอียดดังนี้
Value (คุณค่าของชีวิต)
Mission (พันธกิจของชีวิต)
Vision (วิสัยทัศน์ของชีวิต)
1 Year OKRs (สิ้นปี 2022)
Objective: เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
Key Results:
Objective: แบ่งปันความรู้เพื่อสังคมที่ดีขึ้น (1/1 - 31/12)
Key Results:
Objective: มีสุขภาพแข็งแรง (1/6 - 31/12)
Key Results:
Objective: เกษียณให้ได้ภายในอายุ 40 (1/7 - 31/12)
Key Results:
ขอขอบคุณทุกๆคนมากที่ติดตามครับ เดี๋ยวเรามาดูว่าเดือนหน้าผมจะพัฒนาและทำตามเป้าหมายได้ขนาดไหนครับ ขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
Native Thinker EP นี้ผมจะมาพูดถึง Self-Reflecting หรือวิธีการทบทวนตัวเองครับ ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาตัวเองที่คนมันจะมองข้ามกันครับ
ประโยชน์ของ Self-Reflecting นั้นมีสามอย่างครับ
วิธีการทำ Self-Reflecting มีสามขั้นตอนครับคือ
3. จดบันทึกบทเรียน
ก็หวังว่าเพื่อนๆจะชอบนะครับ พบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับ ขอบคุณครับ
พีซ
Native Thinker EP.43
ชีวิตดีขึ้นได้ด้วยการสร้างสมดุลระหว่าง Input และ Output
ต้องบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่เจอและตกตะกอนมากันตัวเองล้วนๆเลยอยากจะเอามาบอกเล่าให้เพื่อนๆฟังว่าการ Balance Input กับ Output จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไร ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าชีวิตผมก็ไม่ได้ดีเยี่ยมอะไรขนาดนั้นที่จะเอามาเป็นตัวอย่างนะครับแต่ผมแค่อยากจะเอามาแชร์ว่าพอผมทำแบบนี้แล้วมันทำให้ชีวิตผมดีกว่าแต่ก่อนอย่างไรเท่านั้น ถ้าใครเห็นด้วยก็สามารถทดลองเอาไปใช้กับตัวเองได้ครับ
ต้องเล่าย้อนไปก่อนว่าสมัยก่อนผมเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้อยู่แล้วแต่ไหนแต่ไร ปัญหาที่เจอคือทำไมเราเรียนเยอะมากๆ แล้วเราไม่เก่งขึ้นเท่าที่เราคาดหวัง ทำไมมันไม่ได้ผลแบบที่เราคาดหวัง ทำไมผลกระทบของตัวเรากับสังคมรอบข้างมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราคิดว่าเราก็เรียนเยอะมากๆแล้วนะ ต้องบอกว่าผมติดอยู่ใน Loop นี้อยู่นานเกือบสิบปีได้ครับ ตั้งแต่อายุ 18 จนถึง 28 เลย
ผมมา Realize เรื่องนี้ได้ตอนอายุ 28 ครับตอนที่ผมเริ่มเขียน Blog เพื่อแบ่งปันความรู้ มุมมองซึ่งช่วงนั้นก็ต้องบอกว่าผมกำลังเรียนต่อโทใบที่สองของผมเกี่ยวกับ AI ที่ Scotland ครับ ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้คิดอะไรหรอกเอาตรงๆช่วงนั้นว่าง แล้วเราก็อ่านหนังสือเยอะเลยอยากจะให้ที่ Note ความคิด ไอเดียที่เราเจอ เป็นการทำ Self-Reflection ไปในตัวด้วย ก็เลยเขียน Blog ใน Medium และ Facebook อาทิตย์ละ Blog ครับหลังจากเริ่มเขียน Blog ไปได้สักพักชีวิตเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
1. ความคิดที่ได้รับนั้นตกตระกอนมากยิ่งขึ้นและเราจำ มันได้อย่างแม่นยำและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น
2.คนรอบข้างเริ่มมี Feedback ในทางทีดีกลับมาทั้งทางตรงเช่นการ Comment โต้ตอบกันใน Blog นั้นและทางอ้อมก็คือเขาได้รับผลจากการที่เราแบ่งปันและภายหลังก็มาบอกว่ามันดีกับชีวิตเขานะ
สิ่งที่มันเกิดขึ้นนี้มัน Shape ไอเดียผมไปพอสมควรเลยและผมก็เริ่มตระหนักว่าโอเค การพัฒนาตัวเองนั้นถ้าจะให้ดีทั้งต่อชีวิตเราและคนอื่นเราต้องมีการ Balance ระหว่าง Input และ Output ให้ดี สมัยก่อนผมเรียนรู้ 99% แล้วเก็บเอาความรู้ที่มีไว้กับตัวเองและแบ่งปันแต่ 1% ในสมัยนี้ผมเรียนรู้ 70% แล้วเอาความรู้ที่ได้มาแบ่งปัน 30% . การทำแบบนี้ผมพบว่ามันทำให้ชีวิตผมลุ่มรวยมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นแถมยังไม่พอยังทำให้สังคมรอบข้างเราดีขึ้นได้ สมันก่อนผมคิดถึงการแข่งขันอยู่เสมอ คิดว่าถ้าเขาได้ที่ตรงนั้นไปเท่ากับเราเสียไป แต่ตอนนี้ผมคิดว่าโลกนั้นมันกว้างใหญ่เกินกว่าจะยัดตัวเราเองลงไปหมดอยูแล้วโอกาสมันมีสำหรับทุกคนดังนั้น อย่าแข่งขันแต่จงแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไปด้วยกันไปได้ไกลครับ
เราสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องนี้ได้กับชีวิตในหลายๆแง่มุมเลยนะครับ คนอยากจะเป็น Programmer ที่เก่งนอกจากคุณจะเรียนเขียนโปรแกรมแล้วคุณจะต้องสร้างโปรแกรมครับ คุณอยากจะคนเรียนเก่งนอกจากอ่านหนังสือแล้วคุณต้องสอนหนังสือครับ ถ้าคุณอยากเป็น Management ที่เก่งนอกจากคุณจะศึกษาศาสตร์การบริหารแล้วคุณจะต้องทดลองเอาไปปรับใช้กับที่ทำงานคุณครับ
แนวคิดมัน Simple นะแต่ผมพบว่าหลายๆคนนั้นรู้อยู่แล้วจากการศึกษาว่าโอเคชีวิตที่เราคาดหวังมันจะดีขึ้นได้โดยการทำสิ่งนี้ๆซึ่งก็คือ Input แต่ปัญหาคือคุณก็ไม่ต้อง Turn Input ให้เป็น Output สักทีหรือไม่ยอมลงมือทำมันสักที อันนี้ผมมองว่าเป็นปัญหา Classic เลย อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างของผมนะครับในปัจจุบัน
1. นอกจากผมอ่านหนังสือหาความรู้แล้ว ผมยังแปลง Input หรือสิ่งที่ผมเรียนรู้ให้มันมีทางออกคือการกระทำของผมซึ่งก็คือ การเขียน Blog ทำ Podcast
2. ในมหาลัยผมอ่านหนังสือเรียนจบแล้วผมก็นัดเพื่อนๆพี่ๆ Weekly Meeting เพื่อทบทวนความเนื้อหาที่เรียนและพูดคุยถึงปันหาที่เจอ
3.ในเรื่องการออกกำลังกายผมศึกษาวิธีออกกำลังกายรูปแบบต่างๆและก็เอามาทดลองปรับใช้กับชีวิตตัวเอง
จะเห็นได้ว่าแทบทุกๆ Input ของผม ผมจะหา Output ให้กับมันเสมอครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นอันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับไม่มีผิดไม่มีถูก ผมแค่มานำเสนอวิธีการที่ผมทำแล้วพบว่ามันมีประโยชน์และทำให้ชีวิตผมพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นในขณะเดียวกันก็เราก็สามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ด้วยในเวลาเดียวกันครับ
คราวนี้เพื่อนๆก็ต้องถามตัวเองแล้วว่าทุกๆวันนี้ Input ของคุณคืออะไร แล้วคุณจะ Turn Input เหล่านั้นให้กลายเป็น Output ได้อย่างไรครับ ขอขอบคุณทุกๆคนมากที่ติดตามครับ พบกันในตอนถัดไปและขอให้ทุกๆคนมีความสุขในทุกๆวันของชีวิตครับขอบคุณครับ
พีซ
Native Thinker วันนี้ผมจะมาบอกเล่าบทเรียนที่ผมชอบจากการที่ผมไปฟังคลิปของคุณต้อง กวีวุฒิใน Cariber ครับ เชิญรับฟังครับ :)
From the publisher's feed

0 Listeners