
Sign up to save your podcasts
Or


การที่บุคคลใดเกิดกุศลศรัทธาที่จะสละวัตถุเพื่อประ โยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ไม่ใช่เป็นเหตุที่จะให้หมดไป แต่ว่าเป็นจิตที่ดี ที่จะทำให้กุศลวิบากจิตเกิดขึ้นได้รับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะตามควรแก่เหตุ ซึ่งแต่ละคนก็บังคับจิตของตนเองไม่ได้ว่าจะให้มาก หรือว่าจะให้น้อย
หนทางของสัตบุรุษและอสัตบุรุษเมื่อไปจากโลกนี้จึงต่างกัน ไม่ ควรจะลืมว่า ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แล้ววันไหนก็ไม่ทราบด้วย แต่โดยมากทุกท่านหลงชีวิต แล้วก็ลืมเสียจริงๆ ว่า จะต้องสิ้นชีวิต ไม่ได้คิดถึงเลยว่า จะต้องจากโลกนี้ไป เดี๋ยวก็หลงไปตามรูปชั่วครู่หนึ่ง เดี๋ยวก็หลงไปตามเสียง ยังไม่ทันไรก็หลงไปตามกลิ่น หลงไปตามรส หลงไปตามโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ลืมความจริงข้อนี้ คือไม่ลืมความจริงว่า จะต้องตาย และไม่ลืมความจริงว่า หลงชีวิตเสียเหลือเกิน ทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านเจริญกุศลทุกประการ แม้ในทานด้วย ไม่ใช่ว่าท่านมุ่งที่จะเจริญวิปัสสนาโดยที่สะสมอกุศลไว้มาก ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้หลงลืมสติ
บาทของวิปัสสนา หมายความว่าจะต้องอาศัยสภาพธรรมที่มีจริง และสติระลึกตรงลักษณะ เมื่อระลึกแล้วค่อยๆ รู้ขึ้นจนกว่าจะชัด เมื่อรู้ชัดจึงเป็นวิปัสสนา แต่จะต้องระลึกรู้ตรงลักษณะของนามธรรมแต่ละชนิด รูปธรรมแต่ละชนิด
สภาพที่เป็นสุข เพราะรู้อารมณ์อะไร สุขเพราะเห็น หรือว่าสุขเพราะได้ยิน หรือว่าสุขเพราะได้กลิ่น หรือว่าสุขเพราะรู้รส หรือว่าสุขเพราะกระทบสัมผัส หรือว่าสุขเพราะคิดนึก สภาพที่เป็นสุข เป็นสุขในสิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เนื่องมาจากสิ่งที่ปรากฏ เนื่องมาจากสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นสามารถที่จะรู้ความหมายของคำว่า นาม (นามะ) หรือ นามธรรม ไม่ใช่เป็นแต่เพียงชื่อ แต่ที่ว่าเป็นนามธรรมนั้น ก็เพราะมีลักษณะน้อมไปสู่ อารมณ์ เป็นสภาพที่รู้อารมณ์ลักษณะต่างๆ กัน
เพราะฉะนั้น ผู้ที่เจริญสติจะไม่ติดอยู่ที่ชื่อ จะไม่บอกว่าอะไรเป็นนามเป็นรูปโดยชื่อ แต่เพราะสติระลึกลักษณะที่เป็นนามธรรม หรือว่าลักษณะที่เป็นรูปธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง
การเจริญสติปัฏฐานนั้น คือ ปัญญาที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง การที่ปัญญาจะรู้ชัดอย่างนั้นได้ ก็จะต้องอาศัยสติ การระลึกตรงลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ รู้ว่าสภาพนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลจริงๆ จึงจะละความเห็นผิดที่เคยยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลได้พบสมณะ พราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพกแล้ว ย่อมไม่แบ่งข้าว น้ำและเครื่องบริโภคให้ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้เป็นบุรุษต่ำช้านั้นแลว่า เป็นผู้เสมอด้วยฝนไม่ตก
บุคคลใดย่อมไม่ให้ไทยธรรมแก่บุคคลบางพวก ย่อมให้แก่บุคคลบางพวก ชนผู้มีปัญญาทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ดุจฝนตกในที่บางส่วน
บุคคลผู้มีวาจาว่า ภิกษาดี ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้า มีใจยินดี ประดุจเรี่ยรายไทยธรรมกล่าวอยู่ว่า จงให้ จงให้ ดังนี้
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เช่นนั้น รวบรวมทรัพย์ที่ตนได้แล้วด้วยความหมั่นโดยชอบธรรม ยังวณิพกทั้งหลายผู้มาถึงแล้วให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำโดยชอบ เปรียบเหมือนเมฆบันลือ กระหึ่มแล้ว ย่อมยังฝนให้ตก ยังน้ำให้ไหลนอง เต็มที่ดอน และที่ลุ่ม ฉะนั้น
ผู้ที่หนักในลาภ กับ ผู้ที่หนักในสัทธรรม
ถ้าผู้ที่หนักในลาภ ก็สรรเสริญคุณซึ่งกันและกัน ท่านผู้นี้ได้บรรลุคุณธรรมขั้นนั้น ท่านผู้นั้นได้บรรลุคุณธรรมขั้นนี้
นั่นคือผู้ที่หนักในลาภ แต่ว่าผู้ที่หนักในสัทธรรมนั้นจะไม่สรรเสริญว่า ท่านผู้นี้หรือว่าตน หรือว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้ที่บรรลุคุณธรรม คือ ไม่มีการโอ้อวด หรือว่าบอกโดยนัยต่างๆ ให้บุคคลอื่นรู้ว่าตนหรือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่บรรลุธรรมขั้นนั้น ขั้นนี้ เพื่อประโยชน์อะไรในการที่จะกล่าวว่า บรรลุญาณนั้นหรือญาณนี้ หรือได้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว
การที่จะรู้แจ้งอริยสัจ แต่ละบุคคลนั้นไม่เหมือนกันเลย ผู้ที่เคยเจริญอานาปานสติสมาธิมาก่อน จิตโน้มไปที่จะระลึกรู้ลักษณะของจิตที่สงบบ้าง ของรูปลมที่กำลังปรากฏบ้าง โดยที่ยังไม่ถึงอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิก็ได้ หรือว่าบางท่านสมาธิเกิดมาก ไปแทงตลอดที่อุปจารสมาธิก็ได้ หรือที่อัปปนาสมาธิก็ได้ ที่ปฐมฌานก็ได้ ทุติยฌานก็ได้ จะถึงปัญจมฌาน สติระลึกรู้ความไม่ใช่ตัวตนก็ได้
การมีความเห็นถูกตามสภาพธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่ง่ายนักสำหรับผู้ที่สะสมความเห็นผิด ความเข้าใจผิดมาแล้วมาก แต่ว่าไม่ยากสำหรับท่านที่สะสมอบรมการพิจารณาเหตุและผลของสภาพธรรมให้ตรงตามคลองของธรรม ท่านได้เคยเป็นผู้ที่สะสมความเข้าใจสภาพธรรม การพิจารณาธรรมตรงตามเหตุและผลถูกต้องมาแล้วอย่างมากทีเดียวในอดีต เพราะฉะนั้น แม้คาถาในชาดกก็จะเกื้อกูลให้ท่านพิจารณาเทียบเคียงว่า ทั้งๆ ที่ท่านอยากจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอริยบุคคล แต่ท่านมีความเห็นถูกตามคลองของธรรม ตามเหตุตามผลแล้วหรือยัง หรือว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งจะเป็นเหตุที่ทำให้ท่านไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้
นักปราชญ์ไม่ควรเป็นคนมีคนลามกเป็นสหาย เพราะกลัวจะแปดเปื้อน การเสพคนพาล ย่อมเป็นเหมือนบุคคลเอาใบไม้ห่อปลาเน่า แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ฉะนั้น
ส่วนการคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ ย่อมเป็นเหมือนบุคคลเอาใบไม้ห่อของหอม แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไป ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตน ดังใบไม้สำหรับห่อ จึงไม่คบหาสมาคมอสัตบุรุษ คบหาสมาคมสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ
From the publisher's feed

57 Listeners