
Sign up to save your podcasts
Or


ความจริงคำว่า “เจริญสติ” หมายความว่า อบรมสติให้มีมากขึ้น เพิ่มขึ้นบ่อยๆ เนืองๆ ไม่ใช่บังคับว่า ตอนนี้จะเจริญสติ ตอนนั้นจะไม่เจริญสติ บางท่านก็ถามว่า แล้วจะเห็นทุกข์หรือ ขณะที่เดินไปเปิดพัดลม ซึ่งน่าจะทำไปด้วยโลภะด้วยความต้องการ แล้วจะเห็นทุกข์ได้อย่างไร
ความยินดีในธรรม ชำนะซึ่งความยินดีทั้งปวง รสแห่งธรรมชำนะซึ่งรสทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหาชำนะซึ่งทุกข์ทั้งปวง
แสดงให้เห็นว่า สิ่งใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ ควรให้ เป็นการขัดเกลาจิตใจ เป็นการไม่พอกพูนอกุศล เจริญสติเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แม้ในขณะที่ให้ เพราะเหตุว่าการเจริญสติปัฏฐาน เป็นทางที่จะทำให้ปัญญารู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า
ดูกร สารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤๅษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤๅษี วามกฤๅษี วามเทวฤๅษี เวสสามิตรฤๅษี ยมทัคคิฤๅษี อังคีรสฤๅษี ภารทวาชฤๅษี วาเสฏฐฤๅษี กัสสปฤๅษี และภคุฤๅษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว เป็นต้น ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก
ไม่ว่าเทวโลกชั้นไหนก็ตาม ก็ยังเป็นภพภูมิของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อยู่นั่นเอง
อกุศลกรรม หรืออกุศลจิตนั้น มีผลเป็นทุกข์ เป็นโทษ แต่กุศลจิต กุศลกรรมนั้นให้ผลเป็นสุข อานิสงส์ของกุศลจิต กุศลกรรม จะมากหรือจะน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัญญา การให้ของผู้ที่ยังเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ถ้าสติระลึกรู้จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกหรือจิตเกิดสลับสืบต่อกันหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเจริญสติปัฏฐานด้วย การให้ของท่านจะมีอานิสงส์ยิ่งขึ้น เพราะปัญญารู้ในสภาพของจิต
อัฏฐสาลินี ซึ่งเป็นอรรถกถา ธัมมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กล่าวถึงลักษณะของ สติ ว่า สตินั้น มีการระลึกได้ เป็นลักษณะ
ตรงกับสภาพธรรมที่ท่านเจริญหรือเปล่า ระลึกขณะใด รู้ลักษณะสภาพของสิ่งที่กำลังปรากฏ อีกพยัญชนะหนึ่ง มีข้อความว่า
มีการเข้าไปช่วยประคอง เป็นลักษณะ
มีการไม่หลงลืม เป็นกิจ คือ เป็นรสะ
มีการรักษาอารมณ์ เป็นอาการปรากฏ คือ เป็นปัจจุปัฏฐาน
เช่น ขณะที่กำลังรู้สึกเย็นตรงส่วนหนึ่งส่วนใด ปกติธรรมดา แล้วสติระลึกรู้สภาพที่เย็นส่วนนั้น ในขณะนั้นเป็นกิจของสติที่ว่า มีการรักษาอารมณ์ที่กำลังปรากฏให้ปรากฏโดยสภาพความเป็นอารมณ์นั้นจริงๆ
เรื่องการเจริญสติปัฏฐานทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องกฎเกณฑ์ ผลและอานิสงส์อย่างสูงในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เพียงให้จิตสงบเป็นสมาธิ แต่เพื่อปัญญาที่รู้ชัดในสภาพธรรมตามความเป็นจริง แม้บุคคลในครั้งพุทธกาลก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เคยเจริญฌาน เจริญสมถภาวนา หรือแม้อานาปานสติสมาธิ แต่นั่นไม่ใช่อานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา
การที่มีคนหนึ่งคนใดมีศรัทธา มีความคิด มีความเชื่ออย่างหนึ่งอย่างใด แล้วก็เสียเงินเสียทองกันเป็นล้านๆ เป็นแสนๆ นั้น ควรจะยึดถือเงินทองที่เสียไป เพราะความคิด ความเห็นความเข้าใจนั้นๆ เป็นเครื่องวัดข้อปฏิบัติว่า เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกได้ไหม ซึ่งในพระไตรปิฎก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยยกเงินทองขึ้นเป็นเครื่องตัดสินข้อปฏิบัติเลย เพราะเหตุว่าไม่มีใครที่มีความคิดความเชื่อถูกต้องเหมือนกันหมด แม้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ประสูติ ตรัสรู้ และได้ทรงแสดงธรรมแล้ว แต่แม้กระนั้นความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของคนก็ยังแตกแยกออกมากมาย ไม่จำกัดแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น
สำหรับรูปขันธ์ จะต้องระลึกรู้สิ่งที่ปรากฏให้รู้ได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ต่อไปในขันธ์ ๕ ก็มีเวทนาขันธ์ ความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง เฉยๆ บ้าง
ขันธ์ที่ ๓ คือ สัญญาขันธ์ สภาพที่จำได้นั้น ก็เป็นแต่เพียงนามธรรมชนิด หนึ่ง เห็นแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ที่จำได้เมื่อสักครู่นี้เองก็เป็นแต่เพียงนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เห็นสิ่งใดทางตา ความจำเกิดขึ้น รู้ทางตา แล้วก็ดับไป ได้ยินอะไรทางหู เข้าใจความหมายของสิ่งที่ได้ยินทางหูก็เป็นความจำได้ทางหู แล้วก็ดับไป เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
สัจจญาณ คือ การพิจารณา ใคร่ครวญเหตุผลของอริยสัจธรรมให้ถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน ทุกขอริยสัจจะ ได้แก่ นามธรรมและรูปธรรมที่เกิดปรากฏ ที่ว่าเป็นทุกข์ ก็เพราะเหตุว่าไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทุกอย่าง จึงไม่ใช่การบังคับสติให้รู้เพียงบางอย่าง ถ้าไม่มีสัจจญาณ ปัญญาที่รู้ในเหตุในผล กิจจญาณก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะปฏิบัติถูก เจริญสติปัฏฐานถูกจริงๆ จะต้องเป็นผู้ที่มี สัจจญาณ ซึ่งอาศัยการฟัง การพิจารณาเหตุผลในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะเป็นปัจจัยให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นกิจญาณ และการปฏิบัติที่ถูกต้องจะทำให้แทงตลอดสภาพลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ เป็น กตญาณ คือ ต้องเป็นขั้นๆ ไป
สิ่งที่เกื้อกูลการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นปกติในชีวิตประจำวันมาก คือ พระธรรม ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมโดยที่ไม่อาศัยการฟังธรรมมีบุคคลเพียง ๒ บุคคลเท่านั้น คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทั้ง ๒ ประเภทนี้ไม่อุบัติในสมัยเดียวกัน ในสมัยที่เป็นสมัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะมีพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ แต่ผู้ที่ได้สะสมอบรมบารมี อินทรีย์แก่กล้า ถึงกาลสมัยที่ว่างจากพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัม-พุทธเจ้าแล้ว การเจริญอินทรีย์ที่ได้อบรมมามากนั้น ก็ทำให้ผู้นั้นสามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ โดยที่ไม่ได้อาศัยการฟังธรรมของ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
From the publisher's feed

57 Listeners