
Sign up to save your podcasts
Or


สำหรับในเรื่องของการฉันภัตตาหารนั้น ใน อรรถกถาปปัญจสูทนี อรรถกถากีฏาคิริสูตร มีข้อความเรื่องการละการบริโภคในเวลาวิกาลกลางวัน และในเวลาวิกาลกลางคืน คือ ตอนค่ำ
พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงให้ละ ๒ อย่างนี้พร้อมกัน
แสดงให้เห็นว่า ในเบื้องต้นนั้นบุคคลใดจะฉันในเวลากลางวัน หรือในเวลากลางคืนอย่างไร ก็ยังไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัย
ปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ธรรมเจติยสูตร มีข้อความอธิบายเรื่องโรคพันธุกรรมว่า
พันฺธุกโรโค คือ กุลโรโค
อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ผู้ที่เกิดแล้วในตระกูลของพวกเราเป็นอย่างนี้
หมายความว่า ถ้าปฏิบัติในสายเดียวกัน ก็จะมีลักษณะของโรคนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็นโรคประจำลัทธิ ถ้าไปสู่ที่หนึ่งที่ใด หรืออารามหนึ่งอารามใด หรือสถานที่หนึ่งที่ใด แล้วก็ปฏิบัติเหมือนกันไปหมด ผิดปกติหรือว่าเป็นปกติจริงๆ ของท่านทุกวันๆ ซึ่งแต่ละคนจะเหมือนกันอย่างนั้นได้ไหม จะชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่เหมือนกัน จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะพูด จะคิด ก็ไม่มีเหมือนกันเลย เพราะเหตุว่าสะสมเหตุปัจจัยมาต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้น การเจริญปัญญาไม่ใช่ไปแสร้งทำให้เกิดโรคพันธุกรรมขึ้น คือ ไปเหมือนๆ กันหมด ทรมานจนกระทั่งซูบผอม ผอมเหลือง ตามเนื้อตามตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น และดูเหมือนว่าไม่ตั้งใจจะแลดูคน
สราคจิตซึ่งมีเป็นประจำ แต่ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐาน ไม่มีโอกาสที่จะรู้ลักษณะของสราคจิตเลย เพราะโดยมากเวลาที่เกิดโทสมูลจิต ความไม่แช่มชื่นของใจ ก็อาจจะระลึกได้ รู้ว่าเป็นลักษณะที่หยาบกระด้าง ขัดเคือง เป็นทุกข์ ไม่แช่มชื่น แต่โลภมูลจิตเกิดเป็นประจำตลอดเวลา ไม่มีโอกาสจะรู้เลยว่า โลภมูลจิตอยู่กับท่านจนชินจนกระทั่งไม่รู้เลยว่ามี เพราะความละเอียดลึกซึ้งของโลภะนี่เองจึงทำให้ไม่รู้ว่าวันหนึ่งๆ นั้น พอกพูนสมุทยสัจจ์ที่ทำให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะมากเท่าไร
จะเจริญสติปัฏฐานเป็นปกติในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะมีคำถามว่า จะมีอันตรายเกิดขึ้นถ้าเจริญสติปัฏฐานเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เช่น บางท่านกลัวเหลือเกินว่า เวลาที่ขับรถยนต์แล้วก็เจริญสติด้วย รถก็จะชน หรือกลัวเหลือเกินว่า เวลาที่กำลังเดินบิณฑบาตแล้วเจริญสติด้วย ก็จะไม่รู้ว่าใครนิมนต์ แล้วจะไม่ได้อาหารบิณฑบาต ความกลัวอย่างนี้ผิดหรือถูก อุบัติเหตุรถยนต์ที่ชนกันทุกวันนี้เพราะผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุนั้นเจริญสติหรือเปล่า ลองไปสอบถามดูว่า ผู้ที่มีอุบัติเหตุรถชนนั้นกำลังเจริญสติหรือเปล่า
ถ้าลักษณะนั้นประกอบด้วยปีติหรือโสมนัส เป็นโลภมูลจิตที่เป็นไปกับโสมนัส บาลีใช้คำว่า โสมนัสสสหคตัง เวลาที่สติจะเกิดขึ้นก็เกิดในขณะที่สิ่งนั้นๆ กำลังเป็นไปตามปกติในชีวิตประจำวัน แล้วสติก็เริ่มระลึกรู้ลักษณะของสภาพของจิตนั้นว่าเป็นสราคจิต
การเจริญสติจริงๆ นั้น ต้องพิจารณาแล้วก็เทียบเคียงเสมอ ถ้าท่านเริ่มระลึกรู้ลักษณะของนามทางหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ระลึกรู้ลักษณะของนามทางอื่น เป็นต้นว่า ถ้าท่านเริ่มระลึกรู้ลักษณะของได้ยินว่า เป็นสภาพรู้ทางหู แต่ว่าทางตายังไม่ได้เริ่มระลึกรู้เลย ท่านเองจะต้องเป็นผู้ที่พิจารณาธรรมเทียบเคียงธรรมว่า ทางหูขณะที่กำลังได้ยิน เป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้น ทางตาที่กำลังเห็น สภาพรู้ก็คือการเห็นที่กำลังเห็นในขณะนี้นั่นเอง เทียบเคียงกับทางอื่น แล้วท่านก็สามารถจะระลึกได้ว่า ขณะที่กำลังเห็นนี้ก็เป็นแต่เพียงนามธรรมชนิดหนึ่ง
สีลัพพตปรามาสกายคันถะ มีตั้งแต่อย่างหยาบ เช่น การคิดว่าข้อปฏิบัติเช่นโคจะเป็นหนทางทำให้บริสุทธิ์หมดกิเลส นั่นเป็นสีลัพพตปรามาส-กายคันถะอย่างหยาบที่เห็นได้ชัด แต่ถ้ายังมีข้อปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนจากมรรคมีองค์ ๘ เข้าใจว่าเป็นข้อปฏิบัติถูก นั่นเป็นสีลัพพตปรามาสกายคันถะ เช่น คิดว่าปัญญาไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นปกติประจำวัน นี่เป็นสีลัพพตปรามาสกายคันถะ เพราะเป็นเหตุให้ลูบคลำข้อประพฤติปฏิบัติอื่น ที่ไม่ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปที่กำลังปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เพราะเข้าใจว่ารู้ไม่ได้
ท่านที่เห็นแก่บุคคล ไม่ได้เห็นแก่ธรรม เป็นอภิชฌากายคันถะที่จะผูกไว้กับหมู่คณะหรือพวกพ้อง อภิชฌากายคันถะก็เป็นเครื่องผูกอันหนึ่ง โลภเจตสิกมีกิจทางฝ่ายอกุศลครบถ้วนทุกประการทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาสวะ ไม่ว่าจะเป็นโอฆะ ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ไม่ว่าจะเป็นคันถะ
ผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคล มี ๓ จำพวก คือ
๑. ผู้ที่จมแล้วไม่โผล่
ไม่โผล่เลยยังจมอยู่ใต้น้ำ ได้แก่ คนที่เกิดมาแล้วก็แวดล้อม พัวพัน หมกมุ่นอยู่แต่เฉพาะในอกุศลธรรม ก็เป็นบุคคลที่จมแล้วไม่โผล่
๒. ส่วนอีกบุคคลหนึ่ง คือ บุคคลจำพวกที่ ๒ นั้นโผล่ขึ้น แล้วก็จมลงอีก ได้แก่ ผู้ที่โผล่ขึ้นทำกุศลธรรม แต่ไม่เจริญกุศลอยู่เป็นนิจ
๓. ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่งนั้น ก็เป็นผู้ที่โผล่ขึ้นจากน้ำ แล้วก็หยุดอยู่ ไม่จมลงไปอีก
ได้แก่ บุคคลที่เจริญกุศลแล้วไม่ประมาท เพียรเจริญกุศลสม่ำเสมอตลอดไป จนกว่าจะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล
โคจรรูป ๗ หรือวิสยรูป คือ รูปที่เป็นอารมณ์ มี ๗ รูป คือ สีเป็นอารมณ์ทางตา เสียงเป็นอารมณ์ทางหู กลิ่นเป็นอารมณ์ทางจมูก รสเป็นอารมณ์ทางลิ้น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึงไหวเป็นอารมณ์ทางกาย ๗ รูป ทางใจไม่ใช่รู้รูปอื่น ก็รู้สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในเมื่อมีรูปซึ่งมีลักษณะปรากฏให้รู้แล้วไม่รู้ ก็ไม่สามารถรู้ชัดในลักษณะของรูปได้
From the publisher's feed

57 Listeners