
Sign up to save your podcasts
Or


นามรูปปริจเฉทญาณ หมดความสงสัยในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเป็นลักษณะที่ต่างกัน และปัจจยปริคคหญาณ ก็รู้ชัดถึงสภาพที่เกิดปรากฏเพราะเหตุปัจจัย เมื่อยังไม่หมดโลภะ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่เป็นพระโสดาบันบุคคล ความยินดีพอใจยึดถือนามรูปว่าเป็นตัวตนก็ยังมี แต่จะค่อยๆ หมดไปได้ เพราะเหตุว่าสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมมากขึ้น แล้วก็ละคลายมากขึ้น การเจริญสติปัฏฐานต้องเจริญนาน เป็นปกติ
ใน วิสุทธิมรรค ท่านได้กล่าวไว้ชัดเจนเหมือนกันในเรื่องรูปกลาป แต่ละกลาปมีรูปอยู่ ๘ รูป คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา แต่ความปรากฏของรูปที่มาประชุมรวมกัน รูปเดียวเท่านั้นที่จะปรากฏได้ทางตา คือ สี เย็นจะปรากฏได้ทางกาย และอย่างอื่นก็ปรากฏอย่างละรูปๆ แต่รูปทั้งหมดนี้มาทั้งกลุ่มจริงๆ ทั้ง ๘ รูปจริงๆ แต่จะปรากฏได้ทีละหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ปรากฏหมดทั้ง ๘ อย่าง และท่านยังสรุปอีกว่า เมื่อถึงคราวที่ทิฏฐิจะวิสุทธิได้ ต้องมี ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะหนึ่งจะต้องรู้สามัญลักษณะ อีกลักษณะหนึ่งจะต้องรู้สภาวลักษณะ
ในรูป ๒๘ รูปนั้น วรรณะ คือ สี สัททะ คือ เสียง คันธะ คือ กลิ่น รสะ คือรส ปฐวี อ่อนแข็ง เตโช เย็นร้อน วาโย ตึงไหว รวมทั้งหมดเป็นโคจรรูป ๗ กับปสาทรูป ๕ คือ จักขุปสาทรูป ๑ โสตปสาทรูป ๑ ฆานปสาทรูป ๑ ชิวหาปสาทรูป ๑ กายปสาทรูป ๑ รวม ๑๒ รูปนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ๑๒ รูปหยาบนี้เป็นรูปใกล้ คือ เป็นสันติเกรูป เพราะว่าเป็นรูปซึ่งแทงตลอดได้ง่าย โดยลักษณะหมายความว่า พิจารณาได้ง่าย
ท่านที่เข้าใจมหาภูตรูป ๔ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมแล้ว ก็ขอให้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกว่า เวลาที่รูปเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ นั้น ไม่ได้มีแต่เฉพาะมหาภูตรูป ๔ ที่เกิดรวมกันในกลุ่มนั้นเท่านั้น ในกลุ่มเดียวกันจะต้องมีรูปอย่างน้อยที่สุด ๘ รูปเกิดร่วมกัน คือ มหาภูตรูป ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็มีสี มีกลิ่น มีรส มีโอชา คือ อาหารรูปที่มีอยู่ในมหาภูตรูป เป็นรูปที่เมื่อกลืนกินเข้าไปแล้ว เป็นปัจจัยสร้างให้รูปอื่นเกิดขึ้น เจริญขึ้น เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่มหาภูตรูป ๔ เกิดขึ้น จะต้องมีอุปาทายรูปเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุดอีก ๔ รูป ฉะนั้น ในกลุ่มนั้นจึงต้องมีรูปรวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป
ผู้ที่มีปกติเจริญสติอย่าพยายามไปทำอะไรที่ผิดจากชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร ก็เป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติ เพราะเหตุว่าโดยมากท่านที่ไม่ได้เจริญสติปัฏฐานตามปกติในชีวิตประจำวัน อยากประจักษ์ความเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรม แต่ท่านไม่ได้เจริญความรู้เลย มีวิธีใดที่จะทำให้ท่านได้ประจักษ์ความเกิดขึ้นและดับไปได้ บรรลุญาณต่างๆ ได้ ท่านก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง แต่ไม่ได้เจริญความรู้ เพื่อละความไม่รู้ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันธรรม คือ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งสติจะต้องระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ปัญญาจึงจะเพิ่มความรู้ชัดในลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะว่าลักษณะที่สติกำลังระลึกรู้นั้น เป็นนามธรรมบ้าง เป็นรูปธรรมบ้าง
นี่เป็นความต่างกัน สำหรับผู้ที่จะขัดเกลากิเลสในครั้งโน้น และในครั้งหลัง เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในกาลต่อๆ มาจะมีอะไรเกิดขึ้น และความรู้สึก ความนึกคิดของบุคคลในครั้งหลังจะเป็นอย่างไร ที่ยกตัวอย่างนี้เพื่อที่จะเทียบเคียงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าเป็นสมัยที่ไม่ใช่ทุพภิกขภัย และท่านทั้งหลาย ทั้งบรรพชิตและฆราวาสก็ยังมีอาหารที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ มีรสที่ประณีต แต่ก็ควรที่จะย้อนระลึกถึงท่านเหล่านั้นในอดีตด้วยว่า ท่านเป็นผู้ที่เจริญสมณธรรม ไม่ว่าสิ่งอะไรจะเกิดขึ้นแก่ท่าน
ใน ปปัญจสูทนี มีข้อความว่า
คำว่า อาตาปิ แปลว่า ผู้มีอาตาปะ มีเนื้อความว่า สิ่งใดเผากิเลสทั้งหลายในภพ ๓ สิ่งนั้นชื่อว่า อาตาปะ แปลว่า ผู้เผา
คำนี้เป็นชื่อแห่งความเพียร ผู้ใดมีอาตาปะ ผู้นั้นชื่อว่า อาตาปี
แต่ในสติปัฏฐาน ใช้พยัญชนะว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา
เพราะฉะนั้น คำว่าอาตาปีนั้น เผาอะไร
แก้ว่า เผาความไม่รู้
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อที่พระโคดมผู้เจริญตรัสกามสุขว่า เลิศกว่ากามทั้งหลาย ตรัสความสุขอันเป็นที่สุดของกามว่า เลิศกว่ากามสุข ในความสุขอันเป็นที่สุดของกามนั้น ตรัสว่าเป็นเลิศนี้ ตรัสดี น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสิ่งที่ไม่มี เช่น วัณณะใดเป็นวัณณะที่ประณีตกว่า งามกว่า แต่ว่าพูดถึงสิ่งที่มี ที่ปรากฏทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าพอใจ ก็ทำให้เกิดความสุข แต่ว่าความสุขนั้นก็เป็นเพียงกามสุข คือ สุขที่ยินดีพอใจ เพราะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้โผฏฐัพพะที่น่าพอใจเท่านั้น แต่ว่ายังมีสุขที่เลิศกว่านั้นอีก ซึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ เวขณสปริพาชกก็เห็นด้วย แล้วก็กราบทูลว่า พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสนั้น ตรัสดี น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา
นามและรูปที่กำลังปรากฏเป็นปกติในขณะนี้ เป็นธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง ในพระไตรปิฎก ทั้งพระวินัยปิฎก ทั้งพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก สอบทานได้ว่า ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย นอกจากเรื่องธรรมที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
การเห็นเป็นธรรมดา ทำไมทรงแสดงไว้เรื่องของการเห็น เรื่องของสี รูปารมณ์ที่ปรากฏให้รู้ได้ทางตา เรื่องของสภาพที่รู้อารมณ์ทางตา การได้ยินมีอยู่ทุกวันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน
ดูกร ราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แว่นมีประโยชน์อย่างไร ท่านพระราหุลกราบทูลตอบว่า
มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ฉันนั้นเหมือนกันแล ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
นี่เป็นพระโอวาทที่ตรัสกับท่านพระราหุลเมื่อท่านเป็นสามเณรอายุ ๗ ขวบ และมีราหุโลวาทสูตร ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสเพื่อทรงพระโอวาทท่านพระราหุลเนืองๆ นอกจากนั้นยังมี ราหุลสังยุตต์ ใน สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสเทศนาเรื่องของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ไม่เที่ยงใน รูปสูตร
From the publisher's feed

57 Listeners