
Sign up to save your podcasts
Or


สังฆทาน ๗ ประการนั้น
ประการที่ ๑ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
ประการที่ ๒ ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อพระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว
ประการที่ ๓ ให้ทานในภิกษุสงฆ์ ข้อนี้ก็สามารถที่จะมีได้ แต่ใจจะต้องนอบน้อมยำเกรงในสงฆ์ มุ่งตรงต่อพระอริยเจ้า
ประการที่ ๔ ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ สมัยนี้มีไม่ได้
ประการที่ ๕ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ประการที่ ๕ สมัยนี้ทำไม่ได้ เพราะว่าไม่มีภิกษุณีสงฆ์
ประการที่ ๖ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน ประการที่ ๖ สมัยนี้ยังกระทำได้
ประการที่ ๗ เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน สมัยนี้ประการที่ ๗ ทำไม่ได้
การให้ทานโดยเจาะจงนั้น ไม่จำเพาะแต่เฉพาะผู้ที่เจริญธรรมเพื่อการรู้แจ้งเป็นพระอริยบุคคล แต่แม้การให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม ได้แก่พวกสมณพราหมณ์ หรือบรรพชิตในศาสนาอื่น ก็เป็นทักษิณาปาฏิ-บุคคลิกประการที่ ๑๑
ปัญญา คือ การรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง กำลังระลึกลักษณะของความชอบใจก็รู้ว่า เป็นแต่เพียงความชอบใจ เป็นสภาพที่พอใจเท่านั้น ไม่เที่ยง และก็มีเห็น ซึ่งไม่ใช่ความชอบใจ มีได้ยิน ซึ่งไม่ใช่ความชอบใจ สติก็ตามระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละชนิดบ่อยๆ เนืองๆ จนกว่าจะชิน ไม่ใช่ปัญญาจะรู้ชัดได้ทันทีที่สติระลึก
การเจริญสติปัฏฐานในภูมิที่ไม่มีขันธ์ ๕ เช่น อรูปพรหมภูมิ ไม่มีรูปธรรมเลย มีแต่นามธรรมเท่านั้น ถ้าบุคคลใดไม่ได้เป็นพระอริยบุคคลในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เวลาไปเกิดเป็นอรูปพรหมบุคคลในอรูปพรหมภูมิ โดยไม่ใช่พระอริยเจ้า ไม่มีโอกาสที่จะเป็นพระโสดาบันเลย เช่น อาฬารดาบสและอุทกดาบส เป็นต้น ไม่สามารถเป็นพระอริยเจ้าในอรูปพรหมบุคคลได้ เพราะว่าไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้าในภูมิที่มีขันธ์ ๕
ลักษณะปรมัตถธรรมอะไรปรากฏให้รู้ มีลักษณะของรูปปรมัตถ์อะไรที่ปรากฏให้รู้
ทางตา รู้รูปปรมัตถ์ คือ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา
ทางหู รู้รูปปรมัตถ์ คือ เสียงที่กำลังปรากฏทางหู
ทางจมูก รู้รูปปรมัตถ์ คือ กลิ่นที่กำลังปรากฏทางจมูก
ทางลิ้น รู้รูปปรมัตถ์ คือ รสที่กำลังปรากฏทางลิ้น
ทางกาย รู้รูปปรมัตถ์ คือ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ที่กำลังปรากฏทางกาย
ผู้ที่เจริญสติเป็นผู้ที่ละเอียด เมื่อเจริญสติ รู้ในสภาพของนามธรรมและรูปธรรมที่เกิดกับตนซึ่งเป็นปุถุชน ฉันใด ปุถุชนอื่นก็ฉันนั้น เมื่อเจริญสติก็สำเหนียก รู้ลักษณะของนามของรูป แม้แต่ปัจจัยที่จะทำให้กายชนิดใดเป็นไป วาจาชนิดใดเป็นไป ผู้นั้นก็ทราบว่า การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะเอ่ยว่า เป็นผู้บรรลุคุณธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ เพราะอะไร มีอะไรที่ทำให้ต้องเอ่ยออกมาว่า เป็นผู้ที่บรรลุคุณธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ เพื่ออะไร แต่ถ้าแสดงเหตุผลตามธรรมวินัยให้ผู้อื่นได้ฟังได้เข้าใจ ก็ย่อมไม่เหมือนกับการที่จะพูดถึงผล แต่พูดถึงเหตุที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจ ได้พิจารณา ได้สอบทาน ได้ประพฤติ ได้ปฏิบัติ ได้ตรวจสอบ และได้พิสูจน์ด้วยตนเอง
ในการปฏิบัติ เมื่อผู้ฟังเข้าใจปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนแล้ว การเจริญสติเพื่อจะได้รู้ตามความเป็นจริงว่า สภาพธรรมทั้งหลายเป็น ปรมัตถธรรมจริงๆ จะต้องอาศัยสติระลึกรู้สภาวะลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรม อย่างขณะที่กำลังคิดเป็นนามธรรม เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่เราคิด ไม่ใช่ตัวตนที่คิด สภาพธรรมที่คิดนั้นเป็นของจริง เป็นนามธรรมที่กำลังรู้เรื่องที่คิด ไม่ใช่รู้สี ไม่ใช่รู้เสียง ไม่ใช่รู้กลิ่น ไม่ใช่รู้รส สติจะต้องระลึกได้ มิฉะนั้นแล้วเวลาคิดทีไรก็เป็นตัวตนทุกที ละคลายอัตตาไม่ได้เลย หวั่นไหวไป หรือใช้วิธีพยายามไปกั้นไว้ บังคับไว้ไม่ให้คิด ผู้นั้นจะไม่รู้ปัจจัยของนามธรรมและรูปธรรมตามความเป็นจริง
การที่บุคคลใดจะเป็นพระโสดาบันบุคคล ไม่ใช่จะไปรู้ชีวิตของคนอื่นที่มีศีล ๒๒๗ โดยที่ตัวท่านไม่ใช่ผู้มีศีล ๒๒๗ แต่มีศีลเพียง ๕ เท่านั้น เมื่อท่านเป็นผู้มีศีล ๕ ท่านจะต้องรู้ความจริงของตัวท่าน ไม่ใช่ของบุคคลผู้มีศีล ๒๒๗ ตามสภาพธรรมตามความเป็นจริง และไม่ใช่มีความตั้งใจว่า จะให้สติเกิดสัก ๕ นาที ๖ นาที ซึ่งไม่ใช่ขณะที่สติเกิดระลึกได้จริงๆ
เวลาที่สติที่เป็นสัมมาสติเกิดระลึกได้จริงๆ เป็นอนัตตา กะเกณฑ์ไม่ได้ สติเกิดขณะใดก็ระลึกรู้ลักษณะของนามหรือรูปที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจในขณะนั้น เพื่อละการยึดถือ
ผู้ที่จะละนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉท ไม่ใช่ละด้วยการเจริญสมถ-ภาวนา เพราะเหตุว่าการเจริญสมถภาวนาเป็นการระงับไว้เพียงชั่วคราว แต่ผู้ที่จะดับนิวรณ์ทั้ง ๕ ได้หมดสิ้น ผู้นั้นต้องเป็นพระอรหันต์ ซึ่งไม่มีกามฉันทะ ไม่มีพยาปาท ไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีอุทธัจจกุกกุจจะ และไม่มีวิจิกิจฉาด้วย
ผู้ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ คือ
พระอรหันต์นั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ที่เป็นของพระอเสกขะ ๑
ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ที่เป็นของพระอเสกขะ ๑
ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสกขะ ๑
ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์ที่เป็นของพระอเสกขะ ๑
ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนะขันธ์ที่เป็นของพระอเสกขะ๑
คำว่า ”ปรมัตถธรรม” หมายความถึงธรรมที่มีจริง ลักษณะสภาพของธรรมที่เป็นปรมัตถ์นั้นไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน แต่มีสภาพ มีสภาวะลักษณะเฉพาะของตนๆ
ปรมัตถธรรม มี ๔ คือ จิตปรมัตถ์ ๑ เจตสิกปรมัตถ์ ๑ รูปปรมัตถ์ ๑ นิพพานปรมัตถ์ ๑ ที่เรากล่าวกันว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน
จิต ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
เจตสิก ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
รูป ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
นิพพาน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
From the publisher's feed

57 Listeners