
Sign up to save your podcasts
Or


ในมหาสติปัฏฐานไม่ว่าจะเป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม ผู้ที่จะรู้ชัดในสภาพของธรรมตามความเป็นจริง ก็ระลึกรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะถูกไหม ชื่อว่าระลึกชอบไหม ถ้าในขณะนี้กำลังเห็น จักขุนทรีย์สังวร ระลึกรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้ากำลังได้ยิน โสตินทรีย์สังวร ระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปทางหู ที่กำลังปรากฏทางจมูก ลิ้น กาย ใจ ถึงมนินทรีย์สังวร
ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ขอกล่าวถึง สัมปชัญญะบรรพ ซึ่งมีข้อความว่า
ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ ความรู้ตัวในการก้าวไปข้างหน้า และถอยกลับมาข้างหลัง ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการแลไปข้างหน้า และเหลียวไปข้างซ้าย ข้างขวา
ลักษณะของเวทนา ก็ต้องมีนั่ง นอน ยืน เดิน มีรูปที่ประชุมรวมกัน ตั้งอยู่ ทรงอยู่ในอิริยาบถหนึ่งอิริยาบถใด แต่ก็มีเวทนาปรากฏที่สติจะต้องระลึกรู้ ถ้าไม่ระลึกที่กาย ก็ระลึกที่เวทนา ที่จิต ที่ธรรม แต่ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถยืนอย่างไร ยืนงอเท้า นั่งยกแขน ก็จะต้องมีส่วนของรูปที่ปรากฏ กายมีปรากฏ สติระลึกรู้กายที่ปรากฏ ต้องมีลักษณะของรูปแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ธรรม คือ ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ๑. กรรม ๒. กิเลส ๓. วิบาก ๔. อริยุปวาท ๕. อาณาวีติกกมะ
กรรม ได้แก่ อนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ กระทำโลหิตพระผู้มีพระภาคให้ห้อ และสังฆเภท (กระทำสงฆ์ให้แตกกัน) นอกจากนั้นก็ยังมีประทุษร้ายภิกษุณี
สำหรับกิเลสนั้น ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นว่าบาป บุญ กรรมไม่มี ไม่ให้ผล หรือไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดผล
สำหรับ วิบาก คือ การปฏิสนธิ เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นบัณเฑาะก์
บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลายและความดับของเสียงทั้งหลาย บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลายและความดับของกลิ่นทั้งหลาย บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลายและความดับของรสทั้งหลาย บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลายและความดับของโผฏฐัพพะทั้งหลายนั่นแล บุคคลเมื่อทราบความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความคลายและความดับของธัมมารมณ์ทั้งหลายนั่นแล แล้วเห็นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ธัมมารมณ์ในก่อนและในบัดนี้ ทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ย่อมเกิดโสมนัสขึ้น โสมนัสเช่นนี้เราเรียกว่า โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ เหล่านี้ โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ๖
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกร อานนท์ เวทนามี ๓ เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา
ดูกร อานนท์ เหล่านี้เราเรียกว่าเวทนา เพราะผัสสะเกิดขึ้นเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา-สังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา
อนิจฺจํ หมายถึงขันธ์ ๕ เพราะเหตุว่ามีความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป ความแปรเปลี่ยนเป็นอื่น ความมี และไม่มี ความเป็นสิ่งที่มี ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และแปรเปลี่ยนเป็นอื่นนั่นเอง เป็นอนิจจลักษณะ หรือหมายถึงอาการ และวิการ กล่าวคือ เป็นแล้วไม่เป็น
การที่รู้ความจริง ก็คือขณะนั้นเห็นถูก เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเห็นถูกเลย จะกล่าวว่า รู้ความจริงไม่ได้ หรือว่าเห็นความจริงไม่ได้ ต้องเป็นขณะที่มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ที่กำลังปรากฏ แล้วเข้าใจลักษณะที่กำลังปรากฏถูกต้อง ซึ่งต้องใช้เวลาที่นานมาก เพราะว่าไม่ใช่เราที่จะไปใช้สติ ไปทำสติ เพราะว่าไม่มีใครใช้สติได้ ไม่มีใครใช้ปัญญาได้ สติจะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย และลักษณะของสติที่เป็นสติปัฏฐาน ก็คือว่าขณะนี้ระลึกลักษณะของสภาพธรรมทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ ที่มีจริงๆ ที่ไม่มีใครไปคิด ไปฝัน ไปทำ แต่ว่าขณะนี้มีเหตุปัจจัย สภาพธรรมนั้นเป็นสังขตะปรุงแต่งแล้วเกิดปรากฏ
เมื่อวิถีจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางปัญจทวาร ซึ่งเป็นปสาทรูป ทวารหนึ่งทวารใดดับไปแล้ว ภวังคจิตก็เกิดดับสืบต่อ คั่นแล้วต่อจากนั้นมโนทวารวิถีจิต คือ จิตที่อาศัยใจ (ภวังคุปัจเฉทจิต) เป็นทวารรู้อารมณ์ก็เกิดขึ้น รู้อารมณ์เดียวกับวิถีจิตทางปัญจทวารที่เพิ่งดับไปแล้วนั้นในวาระหนึ่งๆ
บุคคลใดไม่มีกิเลส ก็รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ไม่มีกิเลสในภายใน ย่อมจะไม่มนสิการสุภนิมิต ราคะไม่ครอบงำ มีจิตไม่เศร้าหมองทำกาละ เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์ เป็นของหมดจด เจ้าของใช้ขัดสี และไม่เก็บไว้ในที่มีละออง สมัยอื่นภาชนะสัมฤทธิ์นั้นก็พึงเป็นของหมดจดผ่องใสยิ่งขึ้น
From the publisher's feed

57 Listeners