
Sign up to save your podcasts
Or


โลภมูลจิต คือ อกุศลจิตประเภทที่มีโลภะเป็นมูล กล่าวคือ เป็นอกุศลจิต ประเภทที่มีโลภะ เกิดร่วมด้วย
โทสมูลจิต คือ อกุศลจิตประเภทที่มีโทสะ เป็นมูล กล่าวคือ เป็นอกุศลจิตประเภทที่มีโทสะเกิดร่วมด้วย
"อสุภสัญญา"
สำหรับโลภมูลจิตทั้ง ๘ ดวง จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยตั้งแต่ ๑๗ ดวงถึง ๒๑ ดวง นี่ก็เป็นจำนวนที่ได้แสดงไว้เพื่อที่จะให้รู้ว่าสภาพธรรมที่เกิดเป็นโลภะประเภทต่างๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด หรือว่าประกอบด้วยมานะไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดนั้น ก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยโดยมีเจตสิกแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นปรุงแต่งให้เป็นไป สำหรับเรื่องของโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ โดยนัยของพระอภิธรรม ก็จะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรมาก แต่ที่เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ นั้นมากด้วยความวิจิตรต่างๆ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหนทางที่จะให้ละโลภะด้วย นี่คือประโยชน์ของการฟังพระธรรมนะคะ เมื่อทรงแสดงเรื่องของโลภะมากมายโดยประการต่างๆ พระองค์ผู้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ก็ได้ทรงแสดงทางที่จะทำให้กัน หรือกั้น หรือละ หรือคลาย หรือระงับโลภะต่างๆ ด้วย
การเวียนว่ายตายเกิดจากภพหนึ่งไปอีกภพหนึ่ง แสดงถึงการที่ยังเป็นผู้มีกิเลสอยู่ จึงมีการเกิดการตายอย่างไม่จบสิ้น, การตายของสัตว์โลก คือ จุติจิตเกิดขึ้น ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ ในภพนี้ชาตินี้, เมื่อจุติจิตดับไปแล้ว เป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น ทำกิจสืบต่อความเป็นบุคคลใหม่ สืบต่อทันที (สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลส) เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ได้บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสได้ทั้งหมด เมื่อตายไป (จิตขณะสุดท้ายของชีวิตในชาตินี้ เกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้) ย่อมเกิดทันที แต่จะไปเกิดเป็นอะไร และ ที่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกรรมที่กระทำแล้ว กล่าวคือ ผู้ทำกรรมดี เมื่อตายไป กรรมดีให้ผลย่อมเกิดในสุคติภูมิ ได้แก่ ภูมิมนุษย์ ภูมิสวรรค์ ตามควรแก่เหตุ (คือกรรม) ในทางตรงกันข้ามผู้ทำกรรมชั่วไว้ (ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคล) เมื่อกรรมชั่วนั้นให้ผลย่อมเกิดในอบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย และ สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีคนเกิด สัตว์เกิด แต่มีความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม (คือจิต เจตสิก รวมถึง รูป ด้วย)
มานะ คือ ความสำคัญตน สำคัญกว่าดีกว่าเขา เสมอเขา ต่ำกว่าเขา ขณะที่เปรียบเทียบมีการสำคัญตนเช่นนี้ ขณะนั้น มีมานะเจตสิกที่เกิดกับโลภะมูลจิต
มหาภูตรูป คือ รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานของรูปทั้งหลาย มี ๔ ได้แก่ ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) ธาตุลม (วาโยธาตุ) เพราะมีมหาภูตรูป ๔ จึงมีรูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด มี สี กลิ่น รส โอชา เป็นต้น ที่เรียกว่า อุปาทายรูป รูปธรรมเวลาเกิดไม่ได้เกิดเพียงรูปเดียว เดี่ยวๆ แต่เกิดเป็นกลุ่ม ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นกลุ่มของรูปที่เกิดจากสมุฏฐานใด กลุ่มของรูปที่เล็กที่สุดจะมีรูปรวมกัน ๘ รูป ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๔ (สี กลิ่น รส โอชา) สำหรับกลุ่มของรูปที่มีเสียงเกิดร่วมด้วยนั้น จะมีรูปรวมกันเกิน ๘ รูป เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน ก็มี เกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐาน ก็มี ซึ่งจะต้องมีเสียงเกิดร่วมด้วย เสียงก็เกิดพร้อมกับมหาภูตรูป นั่นเอง
วิถีจิต คือ จิตที่ไม่ใช่ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต ปฏิสนธิกิจนั้น ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ฯลฯปฏิสนธิเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม เช่น ปฏิสนธิที่เกิดเป็นมนุษย์เป็นกุศลวิบาก ขณะที่หลับสนิทไม่ฝันเป็นภวังคจิต ไม่รู้อารมณ์ของโลกนี้ไม่ใช่วิถีจิตแต่เป็นวิถีมุตจิต
คำว่า " รูปารมณ์ " เป็นชื่อของธรรมะอย่างหนึ่งที่ปรากฏทางตา โดยคำสมมุติบัญญัติแล้ว ในธรรมสังคณี อธิบาย รูปายตนะ พระพุทธองค์ทรงใช้คำหลายคำเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจความจริงว่า เป็นเพียงรูปรูปหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจแล้วจะใช้คำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น รูป สี แสง วรรณะ วัณโณ หรือคำอื่นๆ ที่สื่อให้เข้าใจได้ก็ใช้ได้ เพราะหมายถึงรูปประเภทหนึ่ง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครทั้งนั้น
มิจฉามรรค หนทางข้อปฏิบัติผิด เป็นทางแห่งความผิด
สมาธิก็มีระดับความตั้งมั่นของสมาธิเช่นกัน ซึ่ง ขณิกสมาธิ คือ ขณะที่จิตตั้งมั่นเพียงชั่วขณะจิต แต่เมื่อมีความตั้งมั่นที่มีกำลัง ก็จะเพิ่มเป็นอุปจารสมาธิ และ เมื่อถึงความแนบแน่นก็ถึงความเป็นอัปปนาสมาธิ
เวลาโลภะเกิดครั้งหนึ่ง ก็ดับไปเวลาโทสะเกิดครั้งหนึ่ง...ก็ดับไปแต่จะสะสมในจิตต่อๆ ไปทำให้คนเรามีอุปนิสัยต่างกัน
From the publisher's feed

58 Listeners