
Sign up to save your podcasts
Or


ถีนเจตสิก เป็นสภาพที่ทำให้จิตท้อแท้ เซื่องซึมในอารมณ์ ส่วนมิทธเจตสิก เป็นสภาพที่ทำให้เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยท้อแท้ เซื่องซึมในอารมณ์ เมื่อเจตสิกทั้ง ๒ ดวงนี้เกิดขึ้น จะทำให้บุคคนั้นมีอาการหดหู่ ท้อถอย เกียจคร้าน หรือง่วงเหงาหาวนอน อกุศลจิต ๕ ดวง ที่ถีนมิทธเจตสิกสามารถเกิดร่วมได้ คือโลภมูลจิตที่เป็นสสังขาริก ๔ ดวง และโทสมูลจิตที่เป็นสสังขาริก ๑ ดวง
มิจฉาสติ คือความระลึกผิด ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ตัวสติที่ระลึกผิด เพราะ สติเกิดกับจิตฝ่ายดีเท่านั้น แต่มิจฉาสติเป็นอกุศลจึงไม่ใช่สติครับ แต่ที่พระพุทธองค์ทรง
แสดงว่า การระลึกผิด ที่เป็นมิจฉาสติเพื่อแสดงให้เห็นว่าหนทางที่ผิด ก็มีทั้งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ....มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ มิจฉาญาน เป็นต้น
โลภมูลจิตเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา (โสมนสฺสสหคตํ) ความรู้สึกดีใจเป็นสุข เป็นไปกับความเห็นผิด (ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ) คือ มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นจิตมีกำลัง เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการชักจูง (อสงฺขาริกํ)
อตีตภวังค์ ภวังค์คจลนะ ภวังค์คุปัจเฉทะ เป็นวิบากจิตประเภทเดียวกัน มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเท่ากัน และมีอารมณ์เดียวกันกับปฏิสนธิจิต จุติจิตในชาติเดียวกันและทำกิจอย่างเดียวกันกับภวังค์ดวงอื่นๆ (เป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ทราบอายุของรูปเท่านั้น)
เมื่อวิถีจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางปัญจทวาร ซึ่งเป็นปสาทรูป ทวารหนึ่งทวารใดดับไปแล้ว ภวังคจิตก็เกิดดับสืบต่อ คั่นแล้วต่อจากนั้นมโนทวารวิถีจิต คือ จิตที่อาศัยใจ (ภวังคุปัจเฉทจิต) เป็นทวารรู้อารมณ์ก็เกิดขึ้น รู้อารมณ์เดียวกับวิถีจิตทางปัญจทวารที่เพิ่งดับไปแล้วนั้นในวาระหนึ่งๆ
จิตใดมีโสภณเหตุเกิดร่วมด้วย จิตนั้นเป็นโสภณจิตคือ เป็นจิตที่ดีงาม จิต ๑๘ ดวง ไม่เกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นเหตุ ๖ เลย จิต ๑๘ ดวงจึงเป็นอเหตุกจิต และเป็น อโสภณจิต ด้วย ส่วนจิตอื่นๆ ๗๑ ดวงนั้นเกิดร่วมกับเจตสิกที่เป็นเหตุ จิต ๗๑ ดวงจึงเป็นสเหตุกจิต
อัพยากฤต อัพยากตธรรม ธรรมที่เป็นอัพยากตะ ทั้ง ๓ นี้ ล้วนมีความหมายอย่างเดียวกันคือ เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่เป็นธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศล และไม่ใช่ทั้งอกุศล ว่าโดยพยัญชนะแล้ว คือ เป็นธรรมที่พระองค์ไม่ทรงแสดงว่าเป็นกุศล และอกุศล ตามความเป็นจริงของสภาพธรรม
จุติจิต คือ จิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ ที่ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เมื่อดับแล้ว จิตที่เกิดต่อทำปฏิสนธิกิจ คือ สืบต่อจากชาติก่อน
16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ไม่มีในพระไตรปิฎกในเรื่องการแบ่งภพภูมิแบบนี้ครับ และไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าครับ ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แบ่งเป็น ๓๑ ภพภูมิ คือ กามภูมิ ๑๑ คือ สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ ๑ อบายภูมิ ๔
สวรรค์ ๖ ชั้น คือ จาตุมมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิสสวัตตี
อบายภูมิ ๔ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน
รูปภูมิ ๑๖ ได้แก่ พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา ปริตตาภาพรหม อัปปมาณาพรหม อาภัสสราพรหม ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณสุภาพรหม สุภกิณหาพรหม เวหัปผลาพรหม อสัญญสัตตาพรหม อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา
อรูปภูมิ ๔ ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ และ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 80
[๑๔] กัมมปัจจัย ธรรมที่ช่วยอุปการะ โดยความปรุงแต่งเพื่อให้กิจต่างๆ สำเร็จลง กล่าวคือ
๑. กุศลกรรมและอกุศลกรรม ก็เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ทั้งหลายและกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย
๒. สภาวธรรมคือเจตนาทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับเจตนา และแก่รูปทั้งหลายที่มีเจตนา และธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับเจตนานั้นเป็นสมุฏฐานด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย
From the publisher's feed

57 Listeners