
Sign up to save your podcasts
Or


กามาวจรจิต คือ จิตขั้นกามที่ท่องเที่ยวไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นจิตที่ยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นจิตที่ไม่พ้นจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ บางท่านก็บอกว่าทำบุญแล้วอยากจะเกิดในสวรรค์ สวรรค์ก็ไม่พ้นจากรูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ แต่เป็นกามอารมณ์ที่ประณีตกว่ากามอารมณ์ในโลกมนุษย์ ฉะนั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย ขณะใดที่จิตสงบไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ คือไม่เป็นฌานจิต และไม่เป็นโลกุตตรจิต ขณะนั้นก็เป็นกามาวจรจิต ขณะหลับและตื่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกต่างๆ นั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเลย แต่เป็นจิตขั้นกาม คือ กามาวจรจิต ทั้งสิ้น
ความต่างระหว่าง เหตุ กับ นเหตุ แล้ว ต่อไปก็จะสามารถเข้าใจถึง สเหตุกะ และ อเหตุกะ ได้ เพราะตามศัพท์แล้ว สเหตุกะ หมายถึง มีเหตุเกิดร่วมด้วย ธรรมใดก็ตามที่มีเหตุเกิดร่วมด้วย ธรรมนั้น ชื่อว่า สเหตุกะ เช่น โลภมูลจิต (จิตที่มีโลภะเป็นมูล) โดยสภาพของจิตแล้ว เป็น นเหตุ (ไม่ใช่เหตุ) แต่โลภมูลจิต เป็นจิตที่มีเหตุเกิดร่วมด้วย นั่นก็คือ มีโลภเหตุ และ มีโมหเหตุ เกิดร่วมด้วย ดังนั้น โลภมูลจิต จึงชื่อว่า สเหตุกะ (มีเหตุเกิดร่วมด้วย) เป็นต้น
อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ หมายความว่า จิตจำพวกนี้ไม่มีเหตุบาป คือ อกุศลเหตุอันได้แก่ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ และไม่มีเหตุบุญ คือ กุศลเหตุ อันได้แก่ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ รวม ๖ เหตุนี้มาสัมปยุตต คือมาประกอบด้วยเลยแม้แต่เหตุเดียว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อเหตุจิตเป็นจิตที่ไม่มีสัมปยุตต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖
ขันธ็ ๕ คือ ขณะนี้เองที่เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ต้องดูแลรักษา เป็นภาระค่ะ เปรียบเหมือนเรามีแล้ว ๕ ขันธ์ แล้วถ้าเรามีสามี ก็เพิ่มภาระ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๑๐ ขันธ์ ถ้ามีลูก ๑ คน ก็เพิ่มอีก ๕ ขันธ์ เป็น ๑๕ ขันธ์ ค่ะ ยิ่งมีขันธ์เยอะ ยิ่งทุกข์
สังขารธรรม จึงกินความหมายกว้างกว่า คือ รวม ทั้ง จิตทั้งหมด เจตสิกทั้งหมดและ รูปทั้งหมดด้วย เพราะเหตุว่า เป็นธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงเกิดขึ้น ดังนั้นสังขารขันธ์ ที่เป็นเพียง เจตสิก 50 ประเภท เว้น เวทนาเจตสิก และ สัญญาเจตสิก จึงเป็นส่วนหนึ่งของ สังขารธรรม ครับ แต่ สังขารธรรม ไม่ใช่ สังขารขันธ์ทั้งหมด เพราะสังขารธรรม มี ทั้งจิต และ รูป ด้วย ครับ แต่ทั้งหมดก็สัมพันธ์กัน คือ แม้จะเป็นสังขารขันธ์ ที่เป็นเจตสิก 50 ดวง ก็ไม่พ้นจาก ความเป็นสังขารธรรม เพราะมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นเป็นไป
รูปขันธ์ ทุกอย่างซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ทั้งหมด เสียงก็เป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป ทุกอย่างซึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรม ซึ่งสมัยนี้ยุคนี้ รู้สึกจะใช้คำนี้กันมาก แต่ไม่ตรงตามพุทธศาสนาเลย ทุกอย่างที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ทราบความนิยมทำไมไปเอาคำซึ่งไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้องมาใช้ แต่ว่าถ้าตามธรรมแล้ว รูปธรรมหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่สภาพนั้นไม่รู้อะไร ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งใดก็ตามซึ่งมีจริง แต่ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งนั้นเป็นรูป หรือรูปธรรม เพราะเหตุว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่ง สี เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง พวกนี้เป็นรูป
ปสาทรูปเป็นรูปที่เกิดจากกรรม เป็นรูปที่เกิดดับ ตามสมุฏฐาน คือ กรรมเป็นปกติ
ปสาทรูป มี 5 คือ จักขุปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ ๑ รูปโสตปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับเสียงได้ ๑ รูปฆานปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับกลิ่นได้ ๑ รูปชิวหาปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับรสได้ ๑ รูปกายปสาทรูป เป็นรูปที่กระทบกับ....เย็น/ร้อน (ธาตุไฟ) ๑ อ่อน/แข็ง (ธาตุดิน) ๑
สัญญาขันธ์ สัญญาที่นี่ก็เป็นภาษาบาลีอีก ถ้าเราเริ่มเข้าใจภาษาบาลีให้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย เราจะฟังพระธรรมเข้าใจขึ้นอีก สัญญาเป็นสภาพธรรมที่จำ แต่ว่าในภาษาไทยเราต้องมีการเซ็น ต้องมีการร่าง ต้องมีการลงชื่อให้จำกันแม่นๆ แต่ว่าจริงๆ แล้ว ขณะใดก็ตามที่เห็นสิ่งใด จำสิ่งนั้นทันที เพราะฉะนั้นพอเห็นอีกทีเราก็จำได้ เพราะสิ่งนี้เราเคยเห็นแล้วจำได้ นี้ก็เป็นขันธ์หนึ่ง เป็นสัญญาขันธ์
เหตุที่จำแนกอกุศลจิต ๑๒ ดวง เป็นโลภมูลจิต ๘ เป็นโทสมูลจิต ๒ เป็นโมหมูลจิต ๒ ตามลำดับนั้น โดยแยกตามเหตุที่ประกอบ คือ
สำหรับโลภมูลจิตประกอบด้วยเหตุ ๒ คือ ประกอบด้วยโลภเจตสิก ๑ และโมหเจตสิก ๑
สำหรับโทสมูลจิตประกอบด้วยเหตุ ๒ คือ ประกอบด้วยโทสเจตสิก ๑ และโมหเจตสิก ๑
แต่สำหรับโมหมูลจิตประกอบด้วยเหตุเดียว คือ ประกอบด้วยโมหเจตสิก ซึ่งเป็นอกุศลเหตุ เหตุเดียว
ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อรัญญวัคคที่ ๔ อรัญญกสูตรพระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๕ จำพวกนี้ ๕ จำพวกเป็นไฉน คือ ...
ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะโง่เขลา เพราะหลงงามงาย ๑
มีปรารถนาลามกถูกความอยากครอบงำจึงถืออยู่ป่าเป็นวัตร ๑
ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะเป็นบ้าเพราะจิตฟุ้งซ่าน ๑
ถืออยู่ป่าเป็นวัตร เพราะรู้ว่าเป็นวัตรอันพระพุทธเจ้าและสาวกแห่งพระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑
ถืออยู่ป่าเป็นวัตรเพราะอาศัยความเป็นผู้มีความปราถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความเป็นผู้มีความต้องการด้วยข้อปฏิบัติอันงามเช่นนี้ ๑
From the publisher's feed

57 Listeners