
Sign up to save your podcasts
Or


ปัญญาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ต้องมาจากการศึกษาในขั้นปริยัติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระอริยสาวกทั้งหลายอาศัยการศึกษาปริยัติธรรมแล้วจึงถึงความเป็นพระอริยบุคคล จะไม่มีใครแม้แต่คนเดียว ซึ่งกล่าวว่าปัญญาที่ได้มาที่ได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมนั้น ไม่ได้เกิดจากการฟังพระธรรม ไม่สามารถที่จะกล่าวอย่างนี้ได้ เพราะปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูก ต้องเริ่มที่การฟังพระธรรมในแนวทางที่ถูกต้อง บุคคลผู้ที่เห็นคุณของพระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ย่อมไม่ขาดการฟังพระธรรมซึ่งเป็นปริยัติธรรม มิฉะนั้นแล้ว ชีวิตวันหนึ่งๆ ก็อยู่ไปๆ โดยไม่รู้ลักษณะสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ในเรื่องของมงคลตื่นข่าวก็มากมายหลากหลายไปตามยุคสมัย ในสมัยพุทธกาล บางบุคคลเชื่อว่า การได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในตอนเช้านั้นเป็นมงคล เช่น การเห็นนกนางแอ่นลม มะตูมอ่อน ปลาตะเพียน ในสมัยปัจจุบันบางบุคคลก็เชื่อว่าการได้เห็นหรือได้กราบไหว้ต้นไม้ หรือสัตว์ที่มีลักษณะประหลาด นั้นเป็นมงคล ชนชาติต่างๆ ก็มีการยึดถือในมงคลตื่นข่าวแตกต่างกันไป
มงคลตื่นข่าว คือ การเชื่อในเรื่องที่ตื่นกันไปเองว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นมงคลโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตามสภาพธรรมก็คือทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะของการกระทำ หรือข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นไปด้วยความเห็นผิดนั้น (สีลพตปรามาส) ดังนั้น การกระทำตามๆ กันไป โดยไม่มีเหตุผลและยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเป็นมงคล นั่นก็คือมงคลตื่นข่าว
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ต้องมั่นคงในสิ่งนี้เสมอ ที่จะเป็นสัจจญาณ ที่จะทำให้เกิด สติและปัญญาที่รู้ความจริงในขณะนี้ เพราะธรรมเป็นอนัตตา สติและปัญญาก็เป็นอนัตตา จึงไม่มีสัตว์ บุคคล หรือ ใครไปทำให้เกิดได้เลย แต่ จะต้องอาศัยเหตุ ที่ดี ที่ถูกต้อง คือ ความเข้าใจขั้นการฟัง ศึกษาพระธรรมเป็นสำคัญ เพราะ มีความเข้าใจถูก จึงเป็นปัจจัยให้สติและปัญญารู้ความจริงในขณะนี้ โดยไม่ต้องไปทำคิดให้ถูก ไม่ต้องไปพิจารณาให้เกิดสติ และ ไม่ต้องไปพยายามทำให้สติและปัญญาเกิด เพราะ เป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ และ เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สติและปัญญาจึงเกิดขึ้นเอง
สติปัฏฐาน คือความรู้จริงในสภาวะของรูปธรรมและนามธรรมด้วยว่าเป็นสภาวะที่มีจริง ถึงรูปธรรมเป็น สภาพไม่รู้อะไรแต่นามธรรมที่บัญญัติว่าเป็นพ่อ แม่ เช่น คุณคือเมตตามีอยู่จริง ไม่ใช่ให้เห็นว่าคุณพ่อ แม่ เป็นรูปไปด้วย ต้องศึกษาพระอภิธรรมให้รอบคอบและโดยเคารพ จึงจะหมดความถือมั่นได้ตามสมควรแก่เหตุ
สังวร เป็นศีล และ สังวรเป็นศีล ไม่ใช่เพียงปาฏิโมกสังวรศีล แต่รวม สังวร ทั้ง ๔ มีสติสังวรก็เป็นศีลด้วย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 588
ในบทว่า สรโร สีล ความสำรวมเป็นศีลนี้
พึงทราบความสำรวมมี ๕ อย่าง คือ
ปาติโมกขสังวร - ความสำรวมในปาติโมกข์ ๑
สติสังวร - ความสำรวมในสติ ๑
ญาณสังวร - ความสำรวมในญาณ ๑
ขันติสังวร - ความสำรวมในขันติ ๑
วีริยสังวร - ความสำรวมในความเพียร ๑.
[๒๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งทิฐิ ๖ ประการเหล่านั้น ๖ ประการเป็นไฉน ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำแล้วในธรรมของสัตบุรุษ
ย่อมพิจารณาเห็นรูปว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสัญญาว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นรูปที่เห็นแล้ว เสียงที่ฟังแล้ว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแล้ว อารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว ถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ย่อมพิจารณาเห็นเหตุแห่งทิฐิว่า นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก เรานั้นจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาจักตั้งอยู่ เสมอด้วยความเที่ยงอย่างนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา
ความเห็นผิด จึงเป็นอันตรายมาก ถ้าความเห็นของแต่ละบุคคลคลาดเคลื่อนไป ผิดไปไม่ตรงกับความเป็นจริง ทุกอย่างก็จะผิดไปด้วย โดยที่สิ่งที่ผิดก็จะเห็นว่าถูก สิ่งที่ถูกก็จะเห็นว่าผิด นี่แหละคือความเห็นผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรมประการต่างๆ มากมาย เป็นไปเพื่อความเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เลยทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น
ลักษณะของโลภะ ซึ่งเป็นอาการปรากฏ คือ อปริจาค ปจฺจุปัฏฺฐาโน มีการไม่ละไป เป็นอาการปรากฏ ดุจการติดสีที่หยอดน้ำมัน
โลภะ ก็เกิดได้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว แม้จะให้ หรือไม่ให้ก็ตาม และ ที่สำคัญ ของที่ให้ ก็เหมาะสมกับวัยของเด็ก ที่จะเกิดการพัฒนาของเด็กได้ด้วย ก็เป็นของที่เหมาะสม ไม่ได้ให้เหล้า สุรา บุหรี่ อันเป็นของที่ไม่เหมาะสม และที่สำคัญ สุขทางใจนั้น ตามได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็ไม่ได้เป็นความสุขใจที่เป็นไปในการทำอกุศลกรรมที่มีโทษในการเบียดเบียนผู้อื่น
โลภมูลจิตเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริกก็ได้ ในอัฏฐสาลินี มีตัวอย่างของโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิและเป็นสสังขาริก อุปมาว่า บุตรชายเศรฐีคนหนึ่งแต่งงานกับหญิงที่มีความเห็นผิด เขาจึงส้องเสพกับพวกที่มีความเห็นผิด ไม่ช้าเขาก็คล้อยตามและพอใจในความเห็นผิดนั้น
From the publisher's feed

57 Listeners