
Sign up to save your podcasts
Or


“นามบัญญัติ” มี ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติสิ่งที่มีอยู่ ชื่อว่า “วิชชมานบัญญัติ” เรื่องคำก็เป็นเรื่องที่จะต้องค่อยๆจำว่า
บัญญัติที่หมายถึงสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีอยู่ ชื่อว่า เป็น “วิชชมานบัญญัติ” แต่บัญญัติคือคำที่ใช้หมายถึงสิ่งที่ไม่มี เป็น “อวิชชมานบัญญัติ”
เพราะฉะนั้นก็มีบัญญัติ คือ คำหรือชื่อที่ใช้หมายถึงสิ่งที่มี อย่างหนึ่ง และบัญญัติ คือ คำหรือชื่อที่หมายถึงสิ่งที่ไม่มี อีกอย่างหนึ่ง และยังมีบัญญัติ คือ คำหรือชื่อ ซึ่งรวมกัน หมายถึงสิ่งที่มีและสิ่งที่ไม่มี ประกอบกัน รวมกัน จึงเป็นบัญญัติ หรือนามบัญญัติ ๖ อย่าง
“อวิชชมาเนน อวิชชามานบัญญัติ” บัญญัติสิ่งที่ไม่มีกับสิ่งที่ไม่มี เช่น พระโอรสของพระราชา พระโอรส ก็ไม่มี พระราชาก็ไม่มี
สัมมุติสัจจะมีทั้งนั้น ใช่ไหมคะ พระโอรสก็มี พระราชาก็มี แต่โดยสภาพตามความเป็นจริงแล้ว ก็คือ จิต เจตสิก รูป
การประจักษ์ คือ เห็น เห็นจริง ๆ เห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่คิด คิดอย่างไรก็ไม่เห็น เพราะว่ากำลังนึกถึงคำ นึกถึงเรื่อง ไม่ใช่รู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังเป็นจริงอย่างนี้ สภาพธรรมะกำลังเป็นจริงอย่างนี้ ไม่ต้องใช้คำอะไรเลย แต่ว่ามีความเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละอย่าง แล้วก็ทีละอย่างด้วย จนกระทั่งขณะนั้นสามารถเห็นสภาพธรรมะนั้นตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่เห็น ไม่ใช่เป็นปัญญาขั้นคิด หรือแค่คิด คิดอย่างไร
สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ ถ้าสมมุติสัจจะก็เป็นบัญญัติ ถ้าปรมัตถสัจจะก็เป็นปรมัตถ์ พอจะเข้าใจความต่างของสัจธรรมที่เป็นปรมัตถสัจจะกับสมมุติสัจจะว่า เพราะถ้าเป็นปรมัตถสัจจะหมายความถึงเป็นปรมัตถธรรม มีจริงๆ เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นปรมัตถ์ แต่ถ้าเป็นสมมุติสัจจะก็คือเป็นสิ่งที่มีจริง โดยคำที่ใช้ให้เข้าใจความหมายนั้นเท่านั้น เช่น ถ้วยแก้วเป็นสัจจะไหนคะ ปรมัตถสัจจะหรือสมมุติสัจจะ ถ้วยแก้ว สมมุติสัจจะ จาน ช้อน ซ้อมพวกนี้ก็สมมุติสัจจะ แต่ลักษณะที่แข็ง เป็นปรมัตถสัจจะ
โสภณจิต = โสภณ (ดีงาม) + จิตฺต (จิต)
จิตที่ดีงาม หมายถึง จิตที่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย เช่น สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ เป็นต้น
โสภณจิตมี ๕๙ ดวง (โดยย่อ) ได้แก่
กามโสภณจิต ๒๔ คือ มหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘
รูปาวจรจิต ๑๕ คือ รูปาวจรกุศลจิต ๕ รูปาวจรวิบากจิต ๕ รูปาวจรกิริยาจิต ๕
อรูปาวจรจิต ๑๒ คือ อรูปาวจรกุศลจิต ๔ อรูปาวจรวิบากจิต ๔ อรูปาวจรกิริยาจิต ๔
โลกุตรจิต ๘ คือ โลกุตรกุศลจิต ๔ โลกุตรวิบากจิต ๔
ผัสสเจตสิก และเจตสิกอื่นๆ เกิดขึ้นกระทำกิจการงานของตนๆ พร้อมกันแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว การกระทำกระทบอารมณ์ของผัสสเจตสิก จึงทำให้อารมณ์ปรากฏ พร้อมด้วยอาการของเจตสิกต่างๆ ที่เป็นไปในอารมณ์นั้น เช่นพอใจ (โลภะ) หรือไม่พอใจ (โทสะ) ในอารมณ์นั้นๆ เป็นต้น ผัสสเจตสิก จึงเป็นอาหารนำมาซึ่งผล คือ จิตและเจตสิกต่างๆ เกิดขึ้นร่วมกันทำกิจให้ปรากฏความเป็นไปของสภาพธรรมในขณะนั้น ฉะนั้น ผัสสเจตสิกจึงเป็นอาหารปัจจัยของจิตและเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกัน
สังขาร หมายถึง สภาพธรรมที่มีจริงที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นและดับไป ชื่อว่าสังขาร และ สังขาร ยังหมายถึงนัยอื่นอีก คือ สภาพธรรมที่ปรุงแต่งก็ชื่อสังขาร แต่จะปรุงแต่งอะไรนั้นก็แล้วแต่ว่าจะใช้กับในส่วนใด ก็มุ่งหมายถึงในส่วนนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึง คำว่า สังขาร หรือ สังขารธรรม จะกินความหมายกว้าง หมายถึง สภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นและดับไป มีการปรุงแต่ง สังขารธรรม จึงรวมทั้ง จิต เจตสิก และรูป
ธรรมชาติที่ชื่อว่า จิต เพราะ จิตเป็นธรรมชาติวิจิตร ธาตุรู้มีมากไม่ใช่อย่างเดียวเลย จิตเป็นธรรมชาติที่วิจิตร ความวิจิตรของจิตปรากฏเมื่อคิดนึกเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ว่าใครจะทำอะไรในวันหนึ่งๆ นั้น เมื่อพิจารณาแล้วย่อมรู้ว่าเป็นไปตามความวิจิตรของจิตทั้งสิ้น วันนี้ทำอะไรมาบ้างแล้ว และต่อไปเย็นนี้ พรุ่งนี้จะทำอะไร ถ้าไม่มีจิตก็ทำไม่ได้ เหตุที่ทุกคนมีการกระทำในวันหนึ่งๆ ต่างๆ กันตามวิถีชีวิตของแต่ละคนนั้น จะเห็นได้ว่าการกระทำทั้งหมดย่อมเป็นไปตามความวิจิตรของจิตของแต่ละคน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการกระทำทั้งทางกาย ทางวาจาต่างๆ กันในชีวิตประจำวัน จิตเป็นธรรมชาติที่คิด ซึ่งคิดมากเหลือเกิน แต่ละคนก็คิดต่างๆ กันไป
ความเห็นผิด เป็นทิฏฐิเจตสิก ที่เป็นเจตสิกที่ไม่ดี เกิดกับจิตที่เป็นโลภะมูลจิต เพราะฉะนั้น แม้ขณะที่ทำกุศล หรือ เกิดกุศลที่ไม่ใช่มีปัญญา เช่น ให้ทาน รักษาศีล แม้ขณะนั้น ไม่ได้รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ ขณะนั้น ไม่มีทิฏฐิเจตสิก ที่เป็นอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงไม่ได้มีความเห็นผิดเพียงแต่ว่า แม้ไม่เห็นผิด แต่ก็ไม่ได้เห็นถูก เป็นกุศลที่ไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา
อนุสัย หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดที่ตามนอนเนื่องอยู่ในจิต ไม่ปรากฏตัวออกมา ไม่เกิดขึ้น หรือเป็นกิเลสที่ยังละไม่ได้ ซึ่งจะละได้ด้วยอริยมรรค เท่านั้น
From the publisher's feed

57 Listeners