
Sign up to save your podcasts
Or


ชีวิตประจำวันของแต่ละคนนั้นก็ไม่พ้นไปจากขณะที่เป็นการได้รับผลของกรรมกับ ขณะที่เป็นการสะสมเหตุ ที่เป็นกุศล บ้าง เป็นอกุศล บ้าง ตามการสะสมของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ไม่เหมือนกันเลย ขณะที่เป็นกุศล เช่น ให้ทาน รักษาศีล ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา เป็นต้น
วิบาก ก็ได้แก่ ขณะทีเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรม รู้สิ่งที่กระทำสัมผัสทางกาย ตลอดจนถึงขณะที่หลับสนิท กล่าวว่าเป็นวิบาก ซึ่่งก็คือ จิต และเจตสิกธรรม เกิดขึ้นเป็นการรับผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว นั่นเอง วิบากทั้งหมด ต้องมาจากเหตุ คือ กรรมที่กระทำแล้ว ทั้งหมด
รูปารมณ์ คืออารมณ์ที่เป็นรูป ได้แก่สีต่างๆ เป็นอารมณ์ของจิตที่รู้ทางตา คือจักขุวิญญาณ ถ้าออกเสียงตามที่นิยมกันคือ รู-ปา-รม
กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดขึ้นกระทำ ชวนกิจ คือแล่นไปในอารมณ์ ทางปัญจทวารวิถีนั้น โวฏฐัพพนจิตตัดสินอารมณ์แล้ว ชวนจิตจึงเกิด และทางมโนทวารวิถี มโนทวาราวัชชนจิตรับรู้อารมณ์แล้ว ชวนจิตจึงเกิด ฉะนั้น กุศลจิตหรืออกุศลจิตซึ่งเกิดต่อจึงมีกิจเดียวเท่านั้นคือ "แล่นไป" ในอารมณ์ ตามปรกติแล้ว จิตที่ทำชวนกิจเกิดดับสืบต่อกัน 7 ขณะ ถ้าชวนจิตขณะแรกเป็นกุศล ชวนจิตที่เกิดสืบต่อ 6 ขณะก็เป็นกุศล ถ้าชวนจิตขณะแรกเป็นอกุศล ชวนจิตที่เกิดสืบต่อ 6 ขณะก็เป็นอกุศล เรารู้ไหมว่า ขณะไหนชวนจิตเป็นโลภมูลจิต หรือโทสมูลจิต หรือโมหมูลจิต หรือกุศลจิต ส่วนใหญ่แล้วเราไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงเลยแม้ในขณะที่ชวนจิตเกิด
ชาติของจิต หรือ ประเภทของจิตที่มีการเกิดขึ้น มี ๔ ชาติ ดังนี้
1. กุศลจิต หรือ กุศลชาติ
2. อกุศลจิต หรือ อกุศลชาติ
3. วิบากจิต หรือ วิบากชาติ
4. กิริยาจิต หรือ กิริยาชาติ
เพราะฉะนั้นเวลาที่เรากำลังนอนหลับสนิท ยังไม่ตาย จิตก็เกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ ทำภวังคกิจ ที่เราใช้คำว่า ภวังค์ ภวังค์ อย่างบางคนง่วง เราบอกว่า กำลังจะเข้าภวังค์ หรือกำลังเป็นภวังค์ แต่ให้ทราบว่า ความหมายจริงๆ ก็คือว่า ขณะที่เป็นภวังค์ จิตจะไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่คิดนึก ไม่ฝัน เพราะฉะนั้นเป็นช่วงขณะที่กำลังหลับสนิท ขณะนั้นเป็นจิตซึ่งไม่ใช่วิถีจิต เพราะเหตุว่าไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่คิด ไม่รับรู้อารมณ์ใดๆทั้งสิ้น
จุติจิต คือ จิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ ที่ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เมื่อดับแล้ว จิตที่เกิดต่อทำปฏิสนธิกิจ คือ สืบต่อจากชาติก่อน
ปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงแรกของชาตินี้ เกิดต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ไม่มีระหว่างคั่นเลย ไม่มีจิตอื่นคั่นระหว่างจุติจิตของชาติก่อนกับปฏิสนธิจิตของชาตินี้ จิตเห็นทำทัสนกิจ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ จิตได้ยินก็ทำสวนกิจ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตดวงเดียวเท่านั้นที่ทำปฏิสันธิกิจ เพราะฉะนั้น จิตเห็นจะเป็นปฏิสนธิจิตไม่ได้เลย
ปฏิสนธิจิต หมายถึง จิตดวงแรกของชาตินี้ ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนเท่านั้น มีขณะเดียวในชาติหนึ่งมีปฏิสนธิจิตขณะเดียว แต่ว่ามีจักขุวิญญาณหลายขณะได้ตามเหตุตามปัจจัย
จิตที่เกิดต่อจากโวฏฐัพพนจิต กระทำ “ชวนกิจ” ที่ท่านผู้ฟังได้ยินคำว่า “ชวนวิถี” สั่งสมสันดานตน
ข้อที่ว่า ในคำว่า “จิตฺตํ” นี้ กุศลจิตฝ่ายโลกีย์ อกุศลจิต และมหากิริยาจิต จึงชื่อว่า จิต เพราะสั่งสมสันดานของตน ด้วยสามารถแห่งชวนวิถี
หลังจากโวฏฐัพพนวิถีจิตดับไปแล้ว จิตที่เกิดต่อเป็น “ชวนวิถี” ซึ่งจะกระทำการสั่งสมสันดาน เวลาที่เป็น “ชวนจิต”
จิตเป็นปรมัตถธรรมที่เกิดขึ้น รู้สี รู้เสียง รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้สิ่งต่างๆ ตามประเภทของจิตนั้นๆ เช่น จิตที่เกิดขึ้นเห็นสีทางตาเป็นจิตประเภทหนึ่ง จิตที่เกิดขึ้นได้ยินทางหูเป็นจิตประเภทหนึ่ง จิตที่เกิดขึ้นรู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง รู้ตึง รู้ไหวทางกายเป็นจิตประเภทหนึ่ง จิตคิดนึกที่เกิดขึ้นรู้เรื่องต่างๆ
จิตปรมัตถ์จึงเป็นสภาพธรรมที่รู้สี รู้เสียง รู้สิ่งต่างๆ ปรมัตถธรรมคือ สภาพธรรมที่มีจริงนี้เป็นอภิธรรม เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น เป็นสภาพธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ประสูติ และตรัสรู้ สภาพธรรมทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว [อังคุตตรนิกาย อุปปาทสูตร ข้อ 576] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระบรมศาสดา เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และธรรมทั้งปวง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น
From the publisher's feed

58 Listeners