
Sign up to save your podcasts
Or


เวทนา คือ ความรู้สึก,อารมณ์,การรับรู้อารมณ์ที่มากระทบ มี 5 อย่าง คือ
ไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ บุคคล มีแต่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ทำกิจหน้าที่ การประจักษ์แจ้งธรรม ก็ไม่ใช่เราประจักษ์แจ้ง แต่เป็นกิจหน้าที่ของสภาพธรรม คือ ปัญญา ที่เป็นสภาพธรรมที่รู้ตามความเป็นจริง และปัญญาที่ประจักษ์แจ้งว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ก็คือขณะนี้ที่รู้ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่า ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธรรม ซึ่งปัญญาระดับนี้เกิดขึ้นได้ เพราะอาศัยการฟัง ศึกษาพระธรรมในหนทางที่ถูกต้องอย่างยาวนาน สะสมมาแล้วในอดีตชาติมามากมาย
รูปพรหมภูมิ
รูป (รูป) + พฺรหฺม (ผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่) + ภูมิ (ที่เกิด ที่อยู่)
ภูมิของพรหมที่มีรูป หมายถึง สถานที่เกิดของบุคคลที่อบรมสมถภาวนาจนจิตสงบถึงอัปปนาสมาธิ เป็นฌานจิตตั้งแต่รูปฌานที่๑ ถึงรูปฌานที่๕ ถ้าฌานจิตไม่เสื่อมก่อน เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว เจตนาเจตสิกที่เกิดกับฌานจิตนั้นเป็นครุกรรม นำเกิดในรูปพรหมภูมิ เป็นรูปพรหมบุคคล รูปพรหมภูมิมี ๑๖ ภูมิ หรือ ๑๖ ชั้น
กุศลกรรมที่เป็นบุญ และ อกุศลกรรมที่เป็นบาป สามารถให้ผลของกรรมที่เป็นรูปและนาม ที่เป็น จิต เจตสิก ได้ เมื่อมีรูปนามตั้งเกิดขึ้น ที่เกิดจากกรรมที่ได้ทำมา ก็ทำให้บัญญัติเรียกว่า เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์เดรัจฉาน
สังโยชน์ คือ เครื่องผูกให้ติดอยู่ในวัฏฏะ พ้นไปไม่ได้ ผู้ที่อบรมเจริญสติปัฏฐาน อบรมอริยมรรคมีองค์แปด เจริญโพธิปักขิยธรรมฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ตามลำดับของปัญญาคือ ปัญญาระดับพระโสดาบันละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ปัญญาระดับพระอนาคามีละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๕ ปัญญาระดับพระอรหันต์ละสังโยชน์เบื้องบนได้ทั้งหมดไม่มีเหลือ
กามภูมิ
กาม (กาม) + ภูมิ (ชั้น ระดับ ที่อยู่)
ชั้นหรือระดับของกาม ที่อยู่ของกาม หมายถึง ชั้นหรือระดับของจิตเจตสิกที่ยังข้องอยู่ในกาม คือมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นอารมณ์ ได้แก่ กามาวจรจิต ๕๔ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ๕๒ หรือ หมายถึง ที่อยู่หรือที่เกิดของกามาวจรจิตเจตสิก และรูปเป็นส่วนมาก ได้แก่ กามภูมิ ๑๑ คือ
อบายภูมิ ๔
มนุสสภูมิ ๑
สวรรค์ ๖
รูป ๒๘ จัดเป็นกามภูมิ เพราะที่เป็นติดข้องของกามตัณหา และเกิดในกามภูมิ ๑๑ เป็นส่วนมาก
กิริยาจิต
กิริยา (สักว่ากระทำ) + จิตฺต (จิต)
จิตที่สักว่ากระทำกิจ หมายถึง จิตที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบากจิต ไม่ใช่จิตชาติที่เป็นเหตุ และไม่ใช่จิตชาติที่เป็นผล เป็นกิริยาชาติ คือ เกิดขึ้นสักแต่ว่าทำกิจการงานให้สำเร็จเท่านั้น กิริยาจิตมี ๒๐ ดวงผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์มีกิริยาจิตเพียง๒ ดวง ซึ่งเป็นอเหตุกกิริยาจิตเท่านั้น คือ ปัญจทวารวัชชนจิตทำกิจรำพึง (รู้) อารมณ์ทางปัญจทวาร และมโนทวารวัชชนจิตทำกิจรำพึงถึง (รู้) อารมณ์ทางมโนทวาร หรือทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร ส่วนกิริยาจิตนอกนั้น ล้วนเป็นของพระอรหันต์ทั้งสิ้น พระอรหันต์จึงมีกิริยาจิตได้ถึง ๒๐ ดวง
กุศลจิต คือ จิตที่ดีงาม จิตใจในขณะที่ให้ เป็นจิตที่ดีงาม ไม่ตระหนี่ ไม่หวงแหนจึงสละได้ ในขณะที่ให้สิ่งใดนั้น ไม่มีความหวงแหน ติดข้องในวัตถุที่จะให้ เพราะถ้ายังพอใจหวงแหนติดข้องก็ให้ไม่ได้ ฉะนั้น จิตที่สามารถสละวัตถุให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ จึงเป็นกุศลจิต ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นอกุศลจิตก็เกิดไม่ได้
สัมปยุตตธรรม : สํ (พร้อม) +ป (ทั่ว) +ยุตฺต (ประกอบ) +ธมฺม (ธรรม)
ธรรมที่ประกอบทั่วพร้อม หมายถึง จิตและเจตสิกที่ประกอบกันได้อย่างสนิทเพราะเป็นนามธรรมด้วยกัน นามธรรมที่เป็นสัมปยุตต์กับนามธรรมนั้น จะต้องเป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกันเท่านั้นจิตคนละดวงไม่เป็นสัมปยุตต์ต่อกันและเจตสิกที่เกิดกับจิตคนละดวงก็ไม่เป็นสัมปยุตต์ต่อกัน
สัมปยุต แปลว่า ประกอบพร้อม หมายเอาเฉพาะนามธรรมที่เป็นสภาพรู้เท่านั้น ลักษณะสัมปยุต มี ๔ คือ เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดวัตถุเดียวกัน
วิปปยุต แปลว่า ไม่ประกอบทั่ว อธิบายว่า ไม่เกิดพร้อมกัน ไม่ดับพร้อมกัน ไม่รู้อารมณ์เดียวกัน ได้แก่ นามและรูปที่ไม่ปะปนกัน บางนัยหมายถึง วิปปยุตโดยความไม่มี
From the publisher's feed

57 Listeners