
Sign up to save your podcasts
Or


ตัณหา เรียกว่า วิสัตติกา ได้แก่ ความกำหนัด, ความกำหนัดกล้า ความพอใจ, ความชอบใจ, ความเพลิดเพลิน, ความกำหนัดด้วยสามารถ แห่งความเพลิดเพลิน, ความกำหนัดกล้าแห่งจิต, ความปรารถนา, ความหลง, ความติดใจ, ความยินดี, ความยินดีทั่วไป, ความข้อง, ความติดพัน, ความแสวงหา, ความลวง, ความให้สัตว์เกิด, ความให้สัตว์ เกี่ยวกับทุกข์, ความเย็บไว้, ความเป็นดังว่าข่าย, ความเป็นดังว่ากระแสน่า
พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒- หน้าที่ 16 [๒๙๙] โลภะ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน ? การโลภ กิริยาที่โลภ ความโลภ การกำหนัดนัก กิริยาที่กำหนัดนักความกำหนัด ความเพ่งเล็ง อกุศลมูลคือโลภะ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่าโลภะมีในสมัยนั้น. [๗๙๒] บรรดากิเลสวัตถุ ๑๐ นั้น โลภะ เป็นไฉน ? ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดีความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสงบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้ายธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสองปณิธาน
อโสภณจิต เป็นจิตซึ่งไม่ดีงาม เป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยโสภณเจตสิก ซึ่งมี ๒ จำพวก คือ เป็นอกุศลจิต ๑๒ ดวง และอเหตุกจิต ๑๘ ดวง
สำหรับอเหตุกจิต ไม่ใช่อกุศลจิต แต่ทั้งอกุศลจิตและอเหตุกจิต ไม่ประกอบด้วยโสภณเจตสิก สำหรับอเหตุกจิตนั้นไม่ประกอบทั้งโสภณเจตสิกและอกุศลเจตสิก
แต่สำหรับอกุศลจิต ๑๒ ดวง ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก
ในอรูปพรหมภูมิ ไม่มีพระโสตาปัตติมัคคจิต แต่ผู้ใดก็ตามที่เกิดในภูมิที่มีขันธ์ ๕ บรรลุความเป็นพระโสดาบันบุคคลแล้ว อบรมเจริญฌานต่อจนกระทั่งบรรลุถึงอรูปฌาน และถ้าอรูปฌานนั้นไม่เสื่อมก่อนที่จะจุติ อรูปฌานหนึ่งอรูปฌานใดใน ๔ ขั้นเกิดขั้น จะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิในอรูปพรหมภูมิ ไม่มีรูปเลยก็จริง แต่บุคคลนั้นเป็นพระโสดาบันบุคคลแล้ว เพราะเหตุว่าดับกิเลสหมดเป็นสมุจเฉท
จิตมีลักษณะ มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ หน้าที่ของจิต คือการงานของจิต ท่านใช้คำว่า ปุพพคมรสัง มีการถึงก่อน ในการถึงก่อน หมายความว่า เป็นประธาน จิตทำกิจ ทำหน้าที่รู้อารมณ์ โดยความเป็นประธานในการรู้อารมณ์ ไม่เหมือนเจตสิก ส่วนเจตสิกบางดวงเกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ จิตที่ว่าเป็นประธาน เพราะว่าต้องเกิดขึ้นทุกครั้ง ปุพพัง ท่านหมายความว่าเกิดขึ้นก่อน หมายความว่าเป็นประธาน เป็นประธานในการรู้อารมณ์ คือการทำกิจรู้อารมณ์
ในบรรดาผู้ที่สนใจศึกษาธรรมก็พิจารณาธรรมต่างๆ กัน ความคิดเห็นในขั้นของการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ต่างกัน และแม้แต่ในเรื่องของโลก ความเป็นไปในกลุ่มบุคคลแต่ละกลุ่มแต่ละประเทศ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วก็เป็นเหตุการณ์ต่างๆ ของโลก แต่ละขณะนั้นก็ย่อมเกิดขึ้น เป็นไปตามความวิจิตรของความคิดของแต่ละบุคคล โลกยุคนี้เป็นอย่างนี้ ตามความคิดของแต่ละบุคคลในยุคนี้ สมัยนี้ แล้วต่อไปโลกจะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นไปตามจิตซึ่งคิดวิจิตรต่างๆ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่าจิตเป็นธรรมชาติที่วิจิตร จิตที่เห็นทางตา เป็นจิตประเภทหนึ่ง ต่างกับจิตที่ได้ยินทางหู ซึงเป็นจิตอีกประเภทหนึ่งและต่างกับจิตที่คิดนึก เป็นต้น
วิปัสสนาญาณเกิด ก็จะไม่รู้ทางทวาร 5 คือ ปิดทวาร 5 เอง และวิปัสสนาญาณเกิด ทางมโนทวาร นั่นคือ รู้ทางใจด้วยปัญญาระดับสูง แต่กว่าจะถึงตรงนั้น จะต้องอบรม ปัญญาขั้นต้นด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ไม่ใช่นั่งสมาธิ ระลึกลักษณะของสภาพธรรม ที่ รู้ทั่วทั้ง 6 ทวารมาก่อน
ถ้าพูดถึงสีสันวรรณะ ก็อย่าคิดถึงสีแดง สีเขียว สีเหลืองอะไรนะคะ เพราะเหตุว่าทรงแสดงศัพท์ไว้หลายศัพท์ เพื่อที่จะให้เข้าใจว่า แม้จะกล่าวว่า แสง หรือแม้จะกล่าวว่า สี ก็ตาม ก็หมายความถึงสภาพธรรมที่ปรากฏทางตา
เช่น ในขณะนี้ ในห้องนี้มีแสง หรือมีสี แสงมีไหมคะ ถ้าไม่มี ก็ไม่เห็น ใช่ไหมคะ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องนึกถึงแสง หรือว่านึกถึงสี เขียว ดำ แดงต่างๆ แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา ยังไม่ทันต้องนึกถึงคำว่า แสง หรือสี แต่ว่าไม่ว่าจะแสง หรือสีก็ตาม ปรากฏทางไหน ไม่ปรากฏทางหู ไม่ปรากฏทางจมูก ไม่ปรากฏทางลิ้น ไม่ปรากฏทางกาย แต่ปรากฏทางตา
ปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงแรกของชาตินี้ เกิดต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ไม่มีระหว่างคั่นเลย ไม่มีจิตอื่นคั่นระหว่างจุติจิตของชาติก่อนกับปฏิสนธิจิตของชาตินี้ จิตเห็นทำทัสนกิจ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ จิตได้ยินก็ทำสวนกิจ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ เพราะฉะนั้น จิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตดวงเดียวเท่านั้นที่ทำปฏิสันธิกิจ เพราะฉะนั้น จิตเห็นจะเป็นปฏิสนธิจิตไม่ได้เลย
เมื่อมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วไม่รู้ว่า ความจริงคืออย่างไร ก็ต้องพูดเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อให้เป็นอุปนิสยะ เป็นที่อาศัยที่มีกำลังที่ทำให้รู้ว่า ขณะนี้ใครไม่รู้ก็คิดว่า เราเห็น ใครไม่รู้ก็คิดว่าเราคิด ใครไม่รู้ก็คิดว่าเราได้ยิน แต่พระธรรมที่ทรงแสดง เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่เรา ได้ยินเป็นได้ยิน ไม่ใช่เรา คิดเป็นคิด ไม่ใช่เรา ฟังแล้วเข้าใจพอสมควร แต่ยังไม่เป็นที่อาศัยที่มีกำลังที่เมื่อไรเห็นก็รู้ ขณะนั้นเป็นธาตุที่ไม่ใช่เราเลย เกิดขึ้นเห็นจึงรู้สิ่งที่กำลังปรากฏว่า เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นอย่างนี้เท่านั้นเอง
From the publisher's feed

57 Listeners