
Sign up to save your podcasts
Or


พระตถาคตเจ้าทั้งหลายผู้ทรงมีพระดำริสำเร็จแล้ว ทรงเป็นผู้ใคร่จะเสวยรสที่น่ายินดีแห่งสมาบัติซึ่งสงบเป็นสุข จึงทรงส้องเสพการอยู่หลีกเร้น ขอถวายพระพร พระตถาคตทรงส้องเสพการอยู่หลีกเร้นด้วยเหตุ ๔ อย่าง แล ด้วยเหตุ ๔ อย่างอะไรบ้าง ?
– ขอถวายพระพร พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ทรงส้องเสพการอยู่หลีกเร้นเพื่อความอยู่ผาสุก ๑,
คุณแห่งการอยู่หลีกเร้นมี ๒๘ อย่าง
การอยู่หลีกเร้นเป็นของมีคุณค่ามาก แล พระตถาคตแม้ทุกพระองค์ทรงอยู่หลีกเร้นแล้วจึงทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พระตถาคตทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อทรงหวนระลึกถึงคุณแห่งการหลีกเร้นที่พระองค์ทรงทำไว้ดีแล้วนั้น จึงยังทรงส้องเสพการหลีกเร้นอยู่ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า บุรุษคนหนึ่งได้รับพร ได้รับโภคทรัพย์จากสำนักของพระราชาแล้ว เมื่อหวนระลึกถึงคุณแห่งพระราชาที่ทรงทำไว้ดีแล้วนั้น ก็ย่อมกลับมาสู่สถานที่พำนักแห่งพระราชาอยู่เรื่อยๆ ฉันใด
ปัญหาที่9 อุตริกรณียปัญหา
ปัญหาเกี่ยวกับกิจที่ต้องทำที่ยิ่งขึ้นไป หรือที่ต้องทำต่อไปอีกข้างหน้า (แห่งพระตถาคต) ชื่อว่า อุตตริกรณียปัญหา
ปัญหาที่8 อกุสลัจเฉทปัญหา
พระตถาคตทรงเป็นผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เผาอกุศลได้ทั้งหมดหรือ หรือว่าทรงเป็นผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณเมื่อยังทรงมีอกุศลเหลืออยู่เล่า ?
ปัญหาที่7 สัทธัมมันตรธานปัญหา(เป็นปัญหาเกี่ยวกับอายุของพระพุทธศาสนา)ปญฺเจว ทานิ อานนฺท วสฺสสตานิ สทฺธมฺโม ฐสฺสติ
เปรียบเทียบกันโดยรส คำที่ตรัสว่า ดูก่อน อานนท์ บัดนี้พระสัตย์ธรรมจะตั้งอยู่ได้ ๕๐๐ ปีเท่านั้น ดังนี้ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงเสด็จความสิ้นไป (แห่งอายุพระศาสนา) ก็ส่งกำหนดถึงส่วนที่เหลืออยู่ อย่างนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้าหากว่าหญิงทั้งหลายไม่บวชเป็นภิกษุณีพระสัทธรรมจะตั้งอยู่ได้ถึง ๑,๐๐๐ ปี ดูก่อน อานนท์ บัดนี้ พระสัทธรรมจะตั้งอยู่ได้ ๕๐๐ ปี (ฉบับของไทย ๕,๐๐๐ ปี) เท่านั้น ดังนี้ ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสอย่างนี้ ชื่อว่าตรัสถึงการอันตรธานแห่งพระสัทธรรม หรือตัดปฏิเสธการตรัสรู้ธรรม กระนั้นหรือ ?
ปัญหาที่ 6 คัพภาวักกันติปัญหา
การก้าวลงสู่ครรภ์แห่งสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยอำนาจแห่งเหตุ ๔ อย่าง คือ ด้วยอำนาจแห่งกรรม ๑, ด้วยอำนาจแห่งโยนิ (กำเนิด) ๑, ด้วยอำนาจแห่งตระกูล ๑, ด้วยอำนาจแห่งการร้องขอ ๑ แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จะเป็นผู้มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเหตุทำให้ตั้งขึ้นก็ตาม
ปัญหาที่ 6 คัพภาวักกันติปัญหา
ติณฺณํ โข ปน ภิกฺขเว สนฺนิปาตา คพฺภสฺสาวกฺกนฺติ โหติ ฯปฯ เอวํ ติณฺณํ สนฺนิปาตา คพฺภสฺสาวกฺกนฺติ โหติ
การก้าวล่วงสู่ครรภ์ ย่อมมีได้เพราะการประชุมกันแห่งเหตุ ๓ อย่างคือ มารดาและบิดาในโลกนี้ร่วมกัน ๑, มารดามีระดู ๑, มีสัตว์ปรากฏ ๑, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมีได้เพราะการประชุมกัน แห่งเหตุ ๓ อย่างเหล่านี้ ดังนี้ คำที่ตรัสไว้นี้ เป็นคำที่หาส่วนเหลือมิได้ คำที่ตรัสไว้นี้ ไม่มีส่วนเหลือ คำที่ตรัสไว้นี้เป็นคำพูดโดยนิปริยาย นี้เป็นคำของท่านผู้เป็นพระอรหันต์ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งตรัสคำนี้ท่ามกลางมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย แปลว่าการก้าวลงสู่ครรภ์เพราะความประชุมกันแห่งเหตุ ๒ อย่าง (เว้นการร่วมกันแห่งมารดากับบิดา) ก็มีอยู่
บุคคลทั้งหลาย ตั้งอยู่ในสัจจะแล้ว จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรๆเลย หามีไม่ แม้อย่างที่กล่าวมานี้ ขอถวายพระพร พระเจ้าสีวิพระราชทานพระจักษุแก่คนผู้ขอแล้ว แต่ทิพย์จักษุก็ยังเกิดได้ ข้อนั้น มีได้เพราะสัจจกิริยา ก็คำที่ท่านกล่าวไว้ในพระสูตรว่า เมื่อมังสจักษุพินาศไป ไม่มีเหตุไม่มีวัตถุแล้ว ทิพย์จักษุก็หามีอันเกิดขึ้นได้ไม่ ดังนี้ใด คำนั้นหมายเอา (ทิพย) จักษุที่บังเกิดเพราะภาวนา ขอพระองค์จงทรงรับทราบข้อนี้ อย่างนี้เถิด
ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ถ้ามีปัญญาเพิ่มขึ้น ความบันเทิง ความเบาใจ ความโล่งใจก็เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่ายิ่งเจริญหน้าตายิ่งเหี่ยวแห้ง ทุกข์โศก ตรอมตรม ผอมดำ เพราะเหตุว่าเป็นทุกข์ทั้งนั้น อะไรๆ ก็เป็นทุกข์ ปัญญารู้ทุกข์ แต่ไม่ใช่เป็นทุกข์เพราะปัญญา
สำหรับการเจริญวิปัสสนานั้น ก่อนพิจารณาลมหายใจ ลมหายใจก็หยาบ แต่ในขณะที่พิจารณารู้ลักษณะของลม คือ รู้ลักษณะของมหาภูตรูป ในขณะนั้นก็ละเอียดขึ้น หรือว่าในขณะที่ปัญญารู้ลักษณะของนามรูป รู้ปัจจัยของนามรูป ก็จัดว่าหยาบกว่าในขณะที่รู้สภาพความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน คือ ไตรลักษณะของนามรูป
From the publisher's feed

58 Listeners