
Sign up to save your podcasts
Or


คำว่า ตั้งสติไว้มั่น คือ เป็นผู้ที่มีสติ ไม่หลงลืมสติ บางคนคิดว่า จะต้องให้เป็นสมาธิ สงบทีเดียว แต่ทุกครั้งที่พยัญชนะว่า ตั้งสติไว้มั่น หมายความถึง เป็นผู้ไม่หลงลืมสติ
ปกติธรรมดาจิตย่อมคล้อยไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ผู้ที่เคยเจริญอานาปานสติ ถ้าจะให้จิตตั้งมั่นสงบอยู่ที่ลมหายใจ จะต้องไปสู่สถานที่สงัด จึงต้องไปสู่ป่าบ้าง สู่โคนไม้บ้าง สู่เรือนว่างบ้าง เพราะเหตุว่าต้องอาศัยความสงัดจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น เวลาที่ศึกษาเรื่องของมหาสติปัฏฐาน จะต้องทราบด้วยว่า ในหมวดของอานาปานสติที่จะให้สติระลึกที่ลมหายใจนั้นจะต้องไปสู่สถานที่เช่นไร
คำว่าสติปัฏฐาน หมายถึงสติเจตสิก ซึ่งเป็นองค์ของมรรคมีองค์ ๘ อย่างหนึ่งและหมายถึงอารมณ์ของสติปัฏฐานอีกอย่างหนึ่ง
กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสติปัฏฐานเพราะเป็นอารมณ์ของสติ สติที่ระลึกเป็นไปในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นสติปัฏฐาน
ติเป็นอนัตตา อาศัยเหตุปัจจัยจึงได้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้มีตัวตนไปบังคับให้สติเกิด ถ้าเป็นโดยในลักษณะนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐาน
ปัญญาที่เป็นอินทรีย์ขั้นสุดท้าย คือ อัญญาตาวินทรีย์นั้นเป็นธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในภาวะของการเป็นผู้รู้ทั่วถึงแล้ว คือ เป็นพระอรหันต์ หมดกิจที่จะกระทำในพระศาสนา หรือในพรหมจรรย์ เป็นผู้ที่รู้ทั่วถึงจริงๆ เพราะดับกิเลสได้หมดสิ้น นี่ก็เป็นสิ่งที่มีจริง เจริญได้ อบรมได้
ใน ปปัญจสูทนี ซึ่งเป็น อรรถกถามัชฌิมนิกาย มีคำอธิบายเรื่องชื่อของนิพพาน ที่ใช้คำว่า วิเวกว่า
นิพพาน ชื่อว่า วิเวก เพราะว่างจากสิ่งที่ถูกตกแต่งทั้งปวง
นิพพาน ชื่อว่า วิราคะ เพราะคลายสิ่งทั้งปวง
นิพพาน ชื่อว่า นิโรธะ เพราะดับสิ่งทั้งปวง
เพราะฉะนั้น คำว่า วิเวกในที่นี้ ถ้าจิตของท่านน้อมไปในวิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก ก็คือน้อมไปในนิพพาน โน้มไปในนิพพาน โอนไปในนิพพานนั่นเอง เพราะฉะนั้น ที่จะหวนสึก มิใช่ฐานะที่จะมีได้
การเจริญสติ ต้องอบรมเจริญให้มากขึ้นเป็นปกติ การที่บุคคลทั้งหลายมีอวิชชาที่สะสมมาในอดีตอนันตชาติมาก หลงลืมสติมาก ไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังเห็นในภพหนึ่งชาติหนึ่ง ขณะที่กำลังได้ยินในภพหนึ่งชาติหนึ่งสะสมไว้มากเหลือเกิน เพราะฉะนั้น การที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปเพิ่มขึ้น มากขึ้นจนกว่าจะรู้ชัด จนกว่าจะคลายการยึดถือความเห็นผิดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ยากมาก
แนวทางเจริญวิปัสสนา บรรยายโดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวรรณเขตต์
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง จากที่มิใช่ฝั่ง ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ
ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งมั่นชอบ
ธรรม ๘ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง จากที่มิใช่ฝั่ง
ปัญหาที่ ๔ ถามถึงเหตุให้แผ่นดินไหว(ต่อ)
“ ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ เหล่านี้แลที่ให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ดังนี้เทียว แผ่นดินใหญ่นี้ได้ไหวในฐานะ ๘ แม้อื่น คือ ๑. คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์ ๒. คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน ๓. คราวรับผ้าบังสุกุล ๔. คราวซักผ้าบังสุกุล ๕. คราวแสดงกาลามสูตร ๖. คราวแสดงโคตมกสูตร ๗. คราวแสดงเวสสันดรชาดก ๘. คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้ ใน ๘ คราวนั้น คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์ และคราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน แผ่นดินได้ไหวด้วยกำลังแห่งพระวิริยะ คราวรับผ้าบังสุกุล แผ่นดินถูกกำลังความอัศจรรย์กระทบแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละมหาทวีป ๔ อันมีทวีป ๒ พันเป็นบริวารออกผนวช ไปสู่ป่าช้าถือเอาผ้าบังสุกุล ได้ทรงกระทำกรรมที่ทำได้ยาก
From the publisher's feed

58 Listeners